友誼和音樂之寶藏 ขุมทองแห่งมิตรภาพและเสียงเพลง

【2015年得獎作品】優選 รางวัลดีเด่น

ขุมทองแห่งมิตรภาพและเสียงเพลง / อนันต์  ศรีลาวุธ

ขุมทองแห่งมิตรภาพและเสียงเพลง
ปี 2011 ช่วงประมาณเดือน 6-7 Anan Srilawut MR. ได้มาทำงานทีประเทศที่ไม่เคย  รู้จักมาก่อน   ผมได้ทำงานกับผู้รับเหมาวางรางรถไฟความเร็วสูง  สาย เถาหยวน-ซันเจี่ยว-หลิงโข่-ฉางเกิน-ไทเป ช่วงเวลานั้นอากาศร้อนมากประกอบกับทำงานบนที่สูงความร้อนจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ  ช่วงที่มีเวลาว่างบ้าง  คนงานต้องผ่อนเบาความร้อนระอุด้วยการเดินไปมาเพราะหากยืนนิ่งๆรองเท้าจะร้อนขึ้นมา เร็วมาก   ผมเริ่มงานที่นี่เป็นแห่งแรกและครั้งแรกในประเทศนี้  เพื่อนหลายคนที่มาพร้อมกันก็มาครั้งแรกเช่นกันจึงหมายพึ่งพาด้านภาษากันไม่ได้  ชีวิตเราช่วงนี้อยู่ไปด้วยการเดาเป็นส่วนมาก     ผมพบว่าอากาศที่นี่ร้อนมากกว่าที่บ้านของผมมาก     งานก็เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยพบมาก่อน และโดยเฉพาะภาษาที่ไม่คุ้นเคย   อันที่จริงผมไม่เคยได้ยินภาษานี้มาก่อนด้วยซ้ำมันจึงเป็นปัญหามากสำหรับผม      แล้วไอ้ความคิดถึงบ้าน   คิดถึงพี่น้อง  คิดถึงเพื่อนบ้านและมิครสหายที่ปราถนาดีก็เกาะรุมเร้าใจผมตลอด     ที่หนักหนาคือคิดถึงลูกหญิงชายวัยเยาว์ของผมทั้งสองคนที่อยู่กับแม่ของพวกเขาและคุณย่าแก่ๆที่เมืองไทย     ทุกคนต่างเฝ้ารอฟังข่าวของผมอย่างเป็นห่วงทุกเวลาตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมออกจากบ้าน โดยเป้าหมายคือ ไต้หวัน.

ผมเองตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองก็คล้ายกับต้นไม้ต้นหนึ่งที่ถูกขุดขึ้นมาแล้วย้ายไปปลูกในที่ห่างไกลโดยทิ้งรากของต้นไม้เอาไว้เบื้องหลัง  มันยากที่จะประสานให้คุ้นชินกับที่อยู่แห่งใหม่     แต่ยังดีที่ตอนนั้นได้มีเพื่อนชาวไต้หวันได้เข้ามาพูดคุยแสดงน้ำใจอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะอาตงและพั่งพั่ง (เขาสั่งให้ผมเรียกเขาแบบนี่)   ทั้งสองคนเป็นผู้นำทีมงานที่ผมทำงานด้วย  พั่งๆ ชอบร้องเพลงเป็นพิเศษ   ผมเองก็เป็นคนชอบเล่นดนตรีเช่นกัน   ดังนั้นเราจึงมีนิสัยที่เข้ากันได้ดีและสนิทกันเร็วมาก       เรื่องงานพั่งพั่งก็สอนผมด้วยความสนุกสนานเขามักสร้างบรรยากาศได้ด้วยเสียงเพลงของเขา   เนื่องจากเขาร้องผิดคีย์, ผิดจังหวะซ้ำยังผิดทำนองตลอดจึงกลายเป็นสิ่งตลกขบขันในทีมได้เสมอ     แต่เพลงที่แทบจะหาคนฟังไม่ได้เช่นนี้กลับมีความหมายกับผมอย่างที่สุด   สิ่งแรกคือ   ทำให้ผมผ่อนคลาย     และสอง คือทำให้ผมได้เรียนรู้ความหมายของคำจากเนื้อเพลงที่พั่งพั่งร้อง  คำไหนที่ผมสนใจมากพิเศษผมจะถามเขา และเพลงไหนที่ผมพอจะรู้จักทำนองอยู่บ้างผมก็จำได้เร็ว       สิ่งเหล่านี้มันช่วยให้ผมไม่หมกมุ่นเรื่องคิดถึงบ้านมากนัก    ส่วนเรื่องงานของผมนั้นก็พัฒนาได้รวดเร็วอย่างน่ายินดี  เรื่องภาษาและงานแทบจะไม่เป็นปัญหากับผมเนื่องจากมีครูประจำตัวที่ดีช่วยสอนคำศัพท์ที่ใช้บ่อยๆในงานให้ผมทุกวัน   เวลาผ่านไปเร็วหรือว่าช้าผมไม่ได้ใส่ใจนัก ผมมุ่งแต่จะปรับตัวเรียนรู้สิ่งจำเป็นต่างๆ ให้ไวที่สุด.

จนเข้าสู่หน้าหนาวซึ่งผมรู้สึกว่าความหนาวมันจะคอยแกล้งผมให้ยอมแพ้มันให้ได้ ในบางวันที่มีฝนตกและลมที่พัดแรงมากจึงเป็นการเพิ่มความหนาวเย็นจนถึงสันหลังส่วนในของผม  แต่ว่าถึงวันนี้แล้วเพื่อนที่รักได้สอนผมไว้เป็นอย่างดีแล้วสำหรับการรับมือกับสถานการณ์และงานต่างๆที่เคยฝึกทำมา ผมยังรับงานจากหัวหน้าด้วยทางโทรศัพท์ได้โดยไม่ผิดพลาดด้วย  ผมได้รับมอบหมายงานที่สำคัญๆ บ่อยๆ หัวหน้าให้ผมเป็นผู้นำทีมทำงานล่วงเวลาด้วยซ้ำ จึงทำให้รายได้ของผมดีขึ้น ผมได้สมัครเรียนระดับ ม.ปลายในระบบทางไกลที่ศูนย์การศึกษาทางไกลที่จงลี่ในเวลาต่อมา  และจัดเวลาไปสอบในวันที่งานหยุด คือวันอาทิตย์.

ขณะเดียวกันคุณแม่และลูกเมียของผมที่เมืองไทย ก็ได้มีเงินซื้ออาหารที่ดีมีประโยชน์กินได้บ้างแล้ว  เด็กๆมีเงินได้ซื้อหาอุปกรณ์การเรียนที่ต้องการได้อย่างน่ายินดี   ซึ่งเมื่อก่อนสิ่งเหล่านี้ได้แต่เพียงฝัน  ความเป็นอยู่ทางบ้านดีขึ้นและสถานการณ์ของผมก็ดีขึ้นมาก งานและภาษาเป็นเหมือนของหวานสำหรับผมไปในช่วงไม่ถึงปี ทุกสิ่งช่างดีต่อผมอย่างลงตัวจริงๆเหมือนกับว่าเป็นลิขิตจากฟ้าก็ไม่ปาน ทำให้ผมนึกถึงสุภาษิตชาวยิวโบราณที่พูดว่า “เหล็กลับกับเหล็กให้คมได้ฉันใด เพื่อนก็ลับเพื่อนให้คมได้ฉันนั้น” ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับผมที่ไต้หวันกำลังดีขึ้น คงไม่ใช่เรื่องที่เกินไปถ้าผมจะพูดว่า  “ผมได้มาถึงขุมทองเข้าให้แล้วตอนนี้” สิ่งต่างๆที่ส่งผลต่อชีวิตขอผมในทางบวกทุกอย่างผมถือว่าเป็นเหมือน  “ขุมทอง”.

แต่แล้วจู่ๆ ก็มีข่าวที่ทำให้ผมแทบหัวใจหยุดเต้น เมื่อทางเมืองไทยแจ้งข่าวทางโทรศัพท์มาว่า “คุณแม่เสียชีวิตแล้วจากโรคมะเร็ง” แต่ช่วงที่ป่วยหนักอยู่นั้นคุณแม่ได้วิงวอนทุกคนไว้อย่างหนักแน่นว่า“อย่าเพิ่งแจ้งข่าวการป่วยของแม่ให้อนันต์ที่อยู่แดนไกลรู้ข่าวจนกว่า แม่จะหมดลมหายใจค่อยแจ้งข่าวไป” ผมเข้าใจความคิดของแม่เป็นอย่างดี เพราะแต่เล็กจนโตผมได้อยู่ใกล้แม่ตลอดมา จึงรู้ความคิดของแม่ว่าท่านไม่ต้องการให้ผมต้องยุ่งยากและสะดุดใจ ในการทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวและใช้หนี้ก้อนโตซึ่งมันเป็นเหมือนด่านที่จะต้องฝ่าไปให้พบกับความสำเร็จ  ปัญหานี้คุณแม่ทราบดีและข้องขัดใจกับมันมาตลอด.

วันที่ได้รับข่าวร้ายนั้นผมยังทำงานอยู่บนสะพานทางด่วน  หลังจากรู้ข่าวนั้นผมก็ร้องให้ออกมาอย่างไม่อายใคร น้ำตาของผมไหลอาบหน้าตลอดเวลาจนเปียกชุ่มลงมาถึงหน้าอก  พั่งพั่งรู้สถานการณ์อย่างดี เขารีบเข้ามาหาอย่างห่วงใยพร้อมกับยื่นมือถือของเขาให้กับผมพร้อมพูดว่า “โทรไปที่บ้านถามข่าวให้รู้เรื่องคุยไปจนพอใจ  ฉันอนุญาต” พั่งๆ แนะนำผมว่าควรกลับซึ่งผมก็ตัดสินใจว่าจะต้องไปเพื่อพบหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้ายแน่นอน  ผมบอกกับพั่งๆว่า คราวหน้าผมจะกลับมาทำงานโรงงาน แต่ยังไม่รู้ว่าจะมีงานที่ไหน สุดแท้แต่บริษัทจัดส่งจะจัดไว้ให้ ขอให้ผมจัดการภาระทางบ้านเรียบร้อยก่อน ช่วงที่รอตั๋วเครื่องบินอยู่ที่แค้มป์คนงานนั้นผมได้ใคร่ครวญถึงชีวิตก่อนที่จะมาถึงวันนี้ที่ต้องเสียแม่ไปโดยไม่ได้กล่าวแม้คำอำลาสุดท้ายกับท่านด้วยซ้ำว่า เป็นบทบาดชีวิตผมดำเนินถึงตรงนี้ได้อย่างไร?.
ผมเกิดในครอบครัวชาวนาที่ภาคอีสานของประเทศไทยในจังหวัดร้อยเอ็ด  เราทำนาได้เพียงปีละครั้งโดยอาศัยน้ำฝนเพียงทางเดียวเท่านั้น สภาพโดยทั่วไปของชุมชนจึงค่อนข้างขัดสน  แต่คุณพ่อของเรามีอาชีพเสริมเป็นช่างไม้และเป็นนักดนตรีพื้นบ้านที่เก่งมาก    ดังนั้นความจำเป็นพื้นฐานของเราจึงไม่ขัดสนนัก คุณพ่อใจดีและเอ็นดูผมมาก ท่านสอนดนตรีพื้นบ้านให้ผมบ่อยๆ มีเพลงทีใช้ประกอบการสอนที่น่าจดจำอย่างยิ่งเพราะเป็นเรื่องราวชีวิตจริงๆ ของคนในภูมิภาคนี้ เพลงพ่อสอนว่า “ถึงแม้นบ้านเราจนแต่ก็กินได้และนอนหลับ  ทางเหนือ พม่าถือปืนแม้ยามเกี่ยวข้าว ทางไต้เขมรและแกวก็เดินข้ามศพคนเพื่อออกไปดำนา” มันใช่แบบนั้นจริงๆ   มิตรประเทศรอบข้างเรามีแต่สงครามตลอดมา  แต่น่าเศร้าใจ ตอนทีผมอายุได้ 7 ปีและน้องสาวอายุเพียง 5 ปี คุณพ่อของเราก็ล้มป่วย และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็วในเวลาแค่เพียง 4-5 วัน หรือ หนึ่งสัปดาห์ประมาณนั้น   ถึงอย่างไรก็ไม่นาน.

หลังจากนั้นมาคุณแม่ก็เป็นผู้เลี้ยงเดี่ยวมาตลอดโดยไม่แต่งงานใหม่  แม่ต้องทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน    ท่านทำงานหนักทุกอย่างด้วยความอดทน     ผมเองก็พยายามชวยงานแม่ทุกอย่างเช่นกันผมเคยเห็นคุณแม่แอบร้องให้เมื่อเห็นผมพยายามช่วยทำงานของผู้ใหญ่    ผมไม่รู้สึกหดหู่ใจในวัยนั้นแต่กลับมองเป็นเรื่องสนุก  ผมนึกถึงเพลงของพ่อที่ว่าไว้ว่า  “แม้นบ้านเราจนแต่ไม่มีสงคราม”  แต่ผมเห็นว่าการต่อสู้กับความทุกข์ยากก็คือสงครามอีกรูปแบบหนึ่งนะพ่อ.

เนื่องจากความขัดสนแต่กำเนิดบวกกับความจำเป็นในปัจจัยพื้นฐาน เราสองพี่น้องจึงได้เรียนหนังสือน้อย  ผมเรียนแค่ประถมสี่และน้องสาวได้เรียนแค่ประถมหก มีคำพูดหนึ่งที่แม่บอกกับผมและมันก็เป็นกำลังให้แก่ผมจนทุกวันนี้ “จะจนยากอย่างไร ลูกก็เป็นคนดีของแม่เสมอ” เราทำนาเลี้ยงชีพกันมาจนน้องสาวมีอายุสมควรจะมีครอบครัวแม่จึงให้แต่งงานกับคนในหมู่บ้านที่มาสู่ขอเธอ  ผมออกจากบ้านและได้โอกาสไปเรียนเพิ่มเติมจนถึงชั้น ม.3 และเรียนวิชาชีพอีกหลายอย่าง แต่ผมเลือกทำอาชีพตัดผมและ เล่นดนตรี จนผมได้พบผู้หญิงที่ผมรักและคุณแม่ก็ยินดี  เราจึงแต่งงานและมีลูกหญิงและชายในเวลาสองปีต่อมา เนื่องจากเราปราถนาให้ลูกได้เรียนหนังสือตามระบบที่มาตรฐานและดีเลิศ ทั้งผมเองก็ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเองในที่ดินของภรรยา และตั้งใจไว้ว่าจะพาคุณแม่ไปอยู่ด้วยกัน  ความใฝ่ฝันนี้นี่เองที่ทำให้ผมต้องห่างบ้านเกิดมาเสี่ยงดวงถึงไต้หวันอันแสนไกลในวันนี้.

ที่งานศพของคุณแม่ที่จังหวัด 101 ทุกคนต่างโศกเศร้ากับการจากไปของท่าน  ผมเองเมื่อมองเห็นร่องรอยที่เคยอยู่เคยเล่นแต่เมื่อครั้งเป็นเด็ก และนึกถึงภาพที่เคยมีคุณแม่เคยอยู่กับทุกสิ่งทุกที่เวลานี้มันทำให้หัวใจของผมเหมือนโดนมีดกรีดซ้ำๆหลายๆรอบ มันเจ็บปวดทรมานเหลือเกินแต่ผมไม่มีน้ำตาจะไหลแล้ว  เวลานี้มีเพียงหัวใจที่ร้องให้อยู่ไม่เคยหยุด  แม่คงรับรู้ได้ว่า ลูกคนดีที่สุดของแม่กำลังจะทำฝันของเราให้เป็นจริงได้แล้ว  ผมอยากให้คุณแม่ภูมิใจกับผมที่จะมีบ้าน อยากให้คุณแม่เป็นคนแรกที่ได้เข้าไปอวยพรบ้านใหม่ของผม  แต่ท่านก็ได้แค่เพียงรับทราบข่าวที่ผมกำลังจะทำได้ โดยที่ยังไม่เห็นแม้แต่เสาบ้านที่เริ่มก่อตั้งไว้แล้ว.

แต่ผมจะมานั่งท้อแท้ใจแบบนี้อีกต่อไปไม่ดีแน่ คุณแม่ต้องไม่ชอบแน่ ผมตัดสินใจพาครอบครัวน้อยๆของผมไปฝากไว้กับคุณพ่อของภรรยา เพื่อเธอจะได้อยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ของเธอด้วย และลูกสองคนของเราจะได้เรียนที่โรงเรียนที่มีมาตรฐานดีขึ้น  ส่วนผมก็เดินทางมาไต้หวันอีกรอบ  และได้ทำงานในโรงงานอย่างที่ปรารถนาไว้เมื่อคราวที่อำลาพั่งๆ กลับไปจัดการงานศพของคุณแม่เมื่อคราวแรกนั้น   ที่เมืองธงเซียว – เหมียวลี่ ผมได้ทำงานที่โรงงานหลอมเหล็ก ที่นี่ผมได้พบเพื่อนใหม่อีกหลายคน ในจำนวนนั้นมีอาหยาง ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกของผมโดยตรง หัวหน้าไม่ชอบคนดื่มหล้า ส่วนผมก็ไม่ดื่มและไม่สูบ ดังนั้นหัวหน้าจึงเมตตาและสอนงานผมอย่างอาทร จนผมทำงานได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว อีกคนคือ อาซิ้ง ที่เป็นเพื่อนกับอาหยาง เขาเป็นหัวหน้าคนละแผนก และทั้งสองก็มักให้โอกาสผมทำงานล่วงเวลาบ่อยๆ จึงเป็นผลดีต่อรายได้ของผม ทั้งสองคนชอบร้องเพลงเช่นเดียวกับพั่งๆเพื่อนเก่า ผมจึงทำตัวผสมกลมกลืนไปได้ง่ายๆนอกจากนี้ยังมีพี่สาวซึ่งเป็นคนสำคัญของผมอีกคน พี่แกเป็นคนเฝ้าตรวจเช็ครถบรรทุกที่ผ่านเข้าออกที่หน้าป้อมยาม พี่แกชอบร้องเพลงและร้องได้ไพเราะมากๆ เวลาว่างผมชอบไปฝึกร้องเพลงกับพี่แก นี่เป็นครั้งสำคัญที่ผมได้เรียนภาษากับเสียงเพลงจากเจ้าของภาษาโดยตรง ส่วนงานก็เป็นสิ่งง่ายสำหรับผมในเวลาไม่นานเป็นเพราะความใจกว้างของหัวหน้างานและเพื่อนที่ดีโดยแท้.

รายได้ของผมดีพอที่จะคิดหวังอะไรก็ไม่น่าจะเกินฝันในตอนนี้       ลูกทั้งสองได้เรียนในระดับวิทยาลัยซึ่งสมัยผมไม่กล้าแม้นแต่จะฝัน  แต่เพราะผมได้พบ “ขุมทองแห่งมิตรภาพ”เช่นตอนนี้ แม้แต่ผมเองที่ไม่คาดคิดก็ยังได้เรียนระดับปริญญาตรีได้อย่างไม่น่าเชื่อ    อีกทั้งผมมีเงินพอให้ซื้อกีต้าร์ไฟฟ้า อย่างที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดและผมก็ได้มาเล่นมันสมใจ   ผมนำมันไปเล่นเพื่อบริการสังคมฟรี ตามที่ต่างๆ  รวมทั้งในเรือนจำทั่วไต้หวัน โดยการนำของศูนย์เพื่อนไทย    จากการส่งเสริมของหัวหน้างานและพี่น้องต่างเชื้อชาติทำให้ผมทำสิ่งต่างๆได้อย่างมีคุณค่า จนมีคนบอกให้ผมเสนอผลงานเข้ารับการคัดเลือกร่วมโครงการ“บุตรธิดาแรงงานดีเด่น 2014”  ระหว่างนี้ลูกของผมคนพี่ก็เรียนจบระดับ ปวส. พอดีเธอมีความประสงค์จะมาเรียนและทำงานที่ไต้หวันที่เธอรู้จักและประทับใจจากทางพ่อ   ถึงแม้นเธอได้สิทธิ์ไปเรียนฟรีที่ญี่ปุ่นก็ตาม   ดังนั้นผมจึงติดต่องานให้เธอ เป็นงานที่โรงงานอิเลคโทรนิคที่ ซินฟง
ในขณะนั้นชื่อของผมถูกแจ้งมาว่าได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการ  “บุตรธิดาแรงงานดีเด่น 2014”                                                                                                                                                                                                                                                                                                        ลูกชายและลูกสาวรวมทั้งผม  เราทั้งสามพ่อลูกกำลังจะได้มาพบหน้ากันแบบไม่ใช่ในความฝันที่ต่างแดน     มันช่างเป็นความปลื้มปิติยินดีของแรงงานไร้ฝีมือเช่นผมเสียจริงๆที่มีวันนี้กับเขาได้.
แต่แล้ว ข่าวร้ายก็มาเยือนโดยไม่ได้เชิญอีกครั้ง    เมื่อภรรยาของผมโทรมาบอกว่า   “คุณพ่อของเธอได้เสียชีวิตแล้วหลังจากป่วยมาได้ระยะหนึ่ง”     ผมต้องรีบปลอบภรรยาและลูกทางโทรศัพท์ให้มีกำลังใจรับมือกับสถานการณ์ต่อไป    มันเป็นทางเดียวที่ทำได้ในตอนนั้น     เมื่อเธอพออาการดีขึ้นบ้างลูกสองคนก็เดินทางมาไต้หวันพอดี     ชะตาชีวิตของคนมันช่างแปลกจริงๆ  สองครั้งสองคราวที่ชีวิตของผมกำลังจะมีสุขสมบูรณ์ต่อเนื่องที่ไต้หวัน     แต่กลับมีสิ่งร้ายๆเข้ามาเป็นอุปสรรคทุกที  แต่ผมจะไม่ยอมแพ้ให้กับชะตาชีวิตง่ายๆ ผมมั่นใจเสมอในมิตรภาพจากพี่น้องต่างเชื้อชาติและกำลังใจจากลูกเมียจะกระตุ้นใจผมให้สู้ต่อไปได้ดีแน่นอน.
การเสียชีวิตของญาติผู้ใหญ่ถึงสองคราวซ้อนในขณะที่ผมอยู่ไต้หวัน  มันย่อมทำให้ผมเสียกำลังใจบ้างแน่นอนแต่โลกนี้อนิจจังไม่เที่ยง    ใครๆก็ต้องตายทั้งสิ้น    แต่คราวนี้ถึงวาระของพ่อแม่เรา   ส่วน เราเองยังต้องดำเนินชีวิตต่อไป   และที่นี่มีขุมทองรอให้ใครๆได้ขุดหาอย่างเพียงพอเพื่ออนาคตของผู้คนมากมาย     คงไม่เป็นการฉลาดหากผมจะทิ้งโอกาสอันวิเศษนี้ให้ผ่านไปโดยไม่ไขว่คว้า   ไต้หวันให้ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวผมดีขึ้น,  ไต้หวันให้การศึกษาของลูกทั้งสองรวมทั้งผมได้มาจนถึงระดับปริญญา,       ไต้หวันให้ประสบการณ์มากมายที่ไม่อาจซื้อหาได้ด้วยเงิน  แต่ได้มาฟรีๆทางมิตรภาพอันอบอุ่นจากพี่น้องชายหญิงต่างเชื้อชาติที่ได้มอบให้,       ไต้หวันมอบพี่น้องชายหญิงที่น้ำใจงามหลายคนให้แก่ผม    แม้นว่าผมจะเสียพ่อแม่ให้กับไต้หวันแต่นั่นเป็นเรื่องของสังขาร   แต่ส่วนที่ผมได้กลับมานั้นมีค่ามากเกินที่จะประมาณได้  ขณะนี้สิ่งที่เป็นผลลัพธ์ที่ผมจินตนากาลไม่พบเลยเมื่อก่อน  แต่ว่าขณะนี้ช่างเป็นเหมือนพรจากฟ้าที่เทลงมาจนท่วมตัวและท่วมใจของผม   ทุกๆวันผมมีความสุขเหมือนว่าโลกทั้งโลกยอมให้ผมมีส่วนร่วมบัญชาการโลกไปด้วยก็ไม่ปาน ผมมีความสุขกับไต้หวันทั้งเวลาหลับฝันและเวลาที่ตื่นอยู่  คนอื่นๆมากมายหลายชาติอาจมองไต้หวันแปลกไปจากผม   นั่นไม่ใช่ธุระที่ผมต้องรับรู้ แต่สำหรับผมนี้ไต้หวันคือผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่สำหรับครอบครัวของผมและผมจะต้องจดจำไต้หวันไปจนวันสิ้นลมหายใจของผม   และแง่มุมที่ประทับใจผมมากอีกมุมหนึ่งที่ผมยกไต้หวันไส้ให้เป็นคือ…
– ขุมทองแห่งมิตรภาพและเสียงเพลง-



【2015年得獎作品】優選 รางวัลดีเด่น

友誼和音樂之寶藏 / 阿南

西元2011年6 7月的時候,MR. Anan Srilawut來到一個自己從來不認識的國度。我有機會跟桃園機場捷運的承包商工作,我負責的是桃園-林口-長庚-台北路線。那時天氣非常熱,再加上在較高的環境,以致於讓人感到更熱。休息的時候,勞工們用走動的方式來消減熱氣,因為如果一直站著,腳底板會快速的吸收熱氣。

我在這個地方開始我的工作和生活,一起漂洋過海來的朋友跟我一樣都是同一批過來。那時候的生活幾乎都用猜的,我發現這裡的天氣比我家鄉更熱,而工作也是非常陌生的,尤其是不熟悉的語言,其實我甚至沒有學過中文,所以對我來說是個大問題!加上相思病,想家想兄弟姐妹想鄰居和朋友,這些都一直困擾著我,最嚴重的是我非常想念我的兩個兒女,他們跟自己媽媽和阿嬤住在泰國生活,自從我踏出家門的那一秒,大家都時時刻刻的等待我的消息,而我的目的地就是台灣。

現在的我覺得自己是一顆被挖掘的樹,然後被移植到很遙遠的地方,但樹根仍然被保留著。要適應新的環境其實很難,但很幸運的是有台灣的朋友跟我說話寒暄問暖,尤其是阿東和胖胖(他們是叫我這麼稱呼的),他們倆是我工作團隊的隊長。胖胖非常喜歡唱歌,我自己也很喜歡玩音樂,所以我們非常合得來,也很快的變成好朋友。至於工作上的事,胖胖也很樂意教我,常常用他美妙的聲音製造工作氣氛,因為他常常唱走音,甚至漏拍讓大家笑翻天。

但這些幾乎沒有人要聽的歌對我來說反而具有重大的意義,第一讓我覺得很放鬆,第二我可以從歌詞當中學到中文,哪一個字我特別有興趣我就會問胖胖,聽久了如果記住了旋律,我很快就會唱了,以上這些可以讓我減輕想家的痛苦。至於我的工作也進步的非常快速,語言和工作幾乎不是問題了,因為我有好的老師不斷地教我工作上常用的詞彙,我沒有留意時間過的快或慢,我只要求能夠儘快適應周遭的所有事物。

直到冬天到來,我認為寒冷的天氣悄悄的叫我早點投降,有時狂風暴雨使得天氣更加嚴寒,冷風刺入骨髓。不過我的好朋友已經教我如何應對各種狀況,還有先前受過的訓練,我還可以零失誤的透過電話跟組長溝通。我常常被吩咐處理重要的事情,組長甚至讓我帶隊加班,我的收入因而增加。後來我有參加中壢區高中程度的遠距離教學,並利用假日也就是禮拜日參加考試。

同時,在泰國的母親和太太跟小孩有足夠的金錢買比較有品質的食物,小孩子有錢買文具,之前這些對我們來說只是夢。家裡的經濟狀況漸入佳境,而我這裡的情況也越來越好,工作和語言在不到一年的時間就上手,這一切都那麼的剛好那麼的完美,宛如上天賜給我的禮物,讓我想起猶太人的諺語「鐵磨鐵,磨出刃來;朋友相感也是如此。」我在台灣的一切慢慢好轉,如果要說「我現在已經挖到寶了」也不為過,正面影響我的所有事物我把它當作「寶藏」。

但是突然間我接到一個令我心跳快停止的消息,家人打電話通知我:「媽媽因為癌症過世了。」而病發最嚴重的期間,媽媽拜託大家不要把病情告訴遠在天邊的我,直到媽媽離開為止。我了解媽媽的心情,因為從小到大我都跟媽媽住在一起,所以我知道她不希望添加麻煩,也不希望影響我的工作,畢竟我還要努力工作把債務還清。這彷彿是成功必經的關卡,這個問題我媽媽非常清楚。

接到噩耗的那天,我正在高速公路旁邊,一接到通知我就嚎啕大哭,眼淚從眼睛流到胸前,胖胖了解我的狀況,他非常擔心的向我奔來並把手機遞給我說:「你先打電話回家關心家人,我同意。」胖胖建議我應該回國,而我也決定要回去見媽媽最後一面。我跟胖胖說我還會回來做工廠的工作,但是不知道到時候會被派到哪裡,全看仲介公司怎麼安排,先讓我回去處理媽媽的後世。在宿舍,我正在等待機票的同時,回頭想想我來台灣之間的生活,根本來不及跟母親說再見,也來不及分享我今天如何走到這一步。

我出生於泰國東北部黎逸府的務農家庭,我們種田一年只能收割一次,而且完全依賴雨水。大家的家境狀況都差不多屬於貧困,但是我的爸爸有副業就是木工,還有民俗音樂家,所以我們的基本需求大概都算滿足。我的爸爸心地善良也疼愛我,他常常教我民俗音樂,有首歌值得牢記在心,描述當地的人的真實生活,其中一句是「雖然我們很窮,但是可以吃得飽睡得香,在北部就算在收割季節,緬甸人仍然拿著槍支,在南部柬埔寨人跨過屍體去種田」事實確實是那樣,我們的鄰國一直以來都在打仗。不過,很難過的是我7歲和妹妹5歲的那年,我們的爸爸生病後,在短短四五天或一個禮拜內就在醫院過世,反正不是很久就對了。

後來媽媽一手把我們帶大並沒有改嫁,她必須同時間扮演爸爸和媽媽的角色,要忍耐辛苦工作,我也盡量幫媽媽的忙。當我在幫大人做事的時候,我有看過她偷偷哭過,當時我不覺得很悲哀,反而覺得很好玩,我想起爸爸的其中一句歌詞「雖然我們很窮但是沒有戰爭」,因為我認為與貧苦奮鬥也是一種戰爭!

因為與生俱來的貧窮加上基本需求的缺乏,我們兄妹倆所受的教育也有限,我讀到小四妹妹到小六,有一句話是媽媽常對我說,也是至今能夠安慰我的話:「不論有多窮,你都是媽媽的乖寶貝。」我們務農維生,直到妹妹進入適婚年齡嫁給同村的人。我也離開家裡到外地升學到國三,後來繼續讀專科,我選擇美髮科和音樂,直到我碰到我心愛的人,而媽媽也同意我們的婚事。兩年後,我們生了一男一女。由於我們希望孩子可以受到良好的教育,而我自己也希望在太太的土地上蓋房子,打算帶媽媽過去住,但這樣的夢想讓我離鄉背井 漂洋過海來到了一個很遠的國度。

媽媽的喪事於黎逸府舉行,大家都因為她的離開而傷心不已。我看到我小時候在這裡玩耍的影子,想到了每次都有媽媽的陪伴,我的心痛如刀割,一刀一刀的劃在我心上,我很難過但是眼睛已經哭到沒有眼淚了,只有心頭在滴血。媽媽應該知道您的寶貝很快就可以圓夢了,我希望她能以我為榮。我即將有自己的房子,我希望媽媽是第一個祝福我的人,但是如今她只知道我有這個計劃,根本來不及看到工程已經開始動工。

不過,我不應該坐在這裡抱怨,媽媽一定不喜歡。我決定帶我的小家庭讓我的岳父照顧,這樣我的太太可以跟自己的父母同住,而我們的兩個小孩也可以讀更好的學校。

我再次回到台灣,很幸運的到了我理想的工廠工作。自從上次我跟胖胖說再見,回泰國處理媽媽的後事之後,我到了苗栗的煉鐵工廠。在這裡我認識好多新朋友,其中一個叫阿楊是我的組長,他是不喜歡喝酒的人,而我也不喝酒不吸菸,所以他很疼我也願意教我很多東西,不久後工作就上手了;另外一個叫阿信,是阿楊的朋友,他是另一組的組長,他們倆常常讓我加班,這樣我的收入就可以多一些。他們和胖胖一樣喜歡唱歌,所以我很快的就融入他們的生活圈。此外,還有一個姐姐對我來說也是很重要,她負責在門口檢查每次車子進出工廠的事情,她也喜歡唱歌而且唱的很好聽。有空的時候,我喜歡找她學唱歌,這也是重要的機會,因為我可以跟本地人學習他們的語言。而工作也很簡單,因為組長的善心還有朋友的幫助,讓我可以輕鬆的過生活。

我的收入好到很多事情不再是夢,我的兩個小孩可以讀到大學,這是我之前連夢都不敢夢的事,因為我碰到「友誼的寶藏」。像現在連我都無法想像自己能讀大學,甚至我還有足夠的錢買電子吉他,這是我以前的夢,而現在我可以真實的觸碰到它了!

我常常帶著吉他去做公益表演,包括台灣的監獄,透過泰國朋友中心還有組長和其他外籍朋友的推薦,讓我做了很多有意義的事。後來有人推薦我把作品參加2014泰勞子女來台省親的活動,這期間我的其中一個孩子剛好讀完專科,而且她也打算來台灣唸書和工作,因為她從自己的爸爸得知台灣有很多美麗的故事,放棄她申請到日本讀書的公費,因此我幫她介紹到新豐的某電子工廠工作。

當時我被通知我的名字有入圍2014泰勞子女來台省親的活動,我的兒子和女兒加上我,我們三個即將在真實的國外見面,這對於一個沒有專業技術的外勞如我來說是個很大的光榮。

不過,又有一個噩耗傳來了,當我的太太打電話告訴我,我的岳父先前生病了一段時間,現在已經過世了。我趕緊透過電話安慰我的太太和孩子們,讓他們冷靜的處理岳父的後事,那是唯一的辦法。當她的情緒好一些,我的兩個小孩剛好也來台灣。我對於我的命運感到疑惑,每當我在台灣的生命快要接近完整的時候,卻受到一次又一次的衝擊。但是,我絕對不會向命運低頭,我永遠相信外籍朋友的友誼,還有家人的安慰一定讓我度過難關。

生命中最重要的兩個人,在我來台灣工作的時候接二連三離去,讓我失去了慰藉。不過人生無常,很多事情變化萬千,只是這次輪到我們的父母而已,留下來的人還是要繼續往前走。

而且台灣還有很多寶藏等著大家來挖掘,為了自己的未來,若我丟下這麼好的機會,應該不是聰明的人會做的動作。台灣讓我家的生活條件變好,台灣讓我的孩子們包括我能讀到大學,台灣給了我無法用金錢來衡量的經驗,無償獲得來自各國的珍貴友誼。台灣讓我有機會認識很多善良的兄弟姐妹們,雖然我在這裡失去了家人,但是那就是命運,而我獲得的卻是無價的。

今天這樣的結果是我連夢都夢不到地,而現在彷彿是上天給我的祝福,滿滿的祝福。我現在快樂的程度宛如我能夠主宰這個世界,不論是醒是睡,我都很快樂。雖然有的人對台灣的感想與我有別,但是我也管不著。對我來說,台灣這塊土地對我和我的家人實在有太大的恩情了,而且我會永遠記住台灣這個地方,直到我停止呼吸。而我印象最深刻的,我把台灣封為「友誼和音樂之寶藏」。

發表迴響

你的電子郵件位址並不會被公開。 必要欄位標記為 *