เงาสะท้อนอีกด้านหนึ่งของแรงงาน

2014-04-14 / อรัญ โมดี / เงาสะท้อนอีกด้านหนึ่งของแรงงาน / ไทย / เรือนจำไทเป

เงาสะท้อนอีกด้านหนึ่งของแรงงาน

ชีวิตในวัยเด็กของผมนั้นถือว่าลำบากมาก พ่อกับแม่มีอาชีพทำนา ผมต้องช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่าง การศึกษาก็ไม่ได้เรียนสูง ๆ อย่างคนอื่นเขา เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียน พอโตขึ้นผมก็เข้าทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มีกินมีใช้ไปวัน ๆ ก็เท่านั้น มีครั้งหนึ่งผมกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้าน เห็นเพื่อนบ้านมีเงินสร้างบ้านใหม่ ผมก็ถามเขาว่าไปทำงานที่ไหนมาถึงมีเงินมากขนาดนี้ เขาบอกว่าไปทำงานที่ต่างประเทศมา ผมกลับไปนั่งคิดนอนคิด ปรึกษาพ่อแม่จนในที่สุดก็ตัดสินใจมาทำงานต่างประเทศ ก็คือไต้หวันนั่นเอง ผมคิดฝันเห็นการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พ่อแม่ต้องสบายขึ้นไม่ต้องลำบากเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่กว่าจะมาไต้หวันได้ก็ลำบากน่าดู เพราะว่าค่าหัวแพงมาก พ่อแม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน และยังต้องนำโฉนดที่ดินไปค้ำประกันอีกด้วย และในที่สุดผมก็ได้บินมาไต้หวันตามความต้องการ
ไต้หวันเป็นประเทศเสรี เศรษฐกิจดี เทคโนโลยีก้าวหน้า สภาพแวดล้อมธรรมชาติก็ยังงดงามสมบูรณ์อยู่มาก ผมตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ได้พบเห็นตื่นตาตื่นใจอย่างไรบอกไม่ถูก
ผมเข้าทำงานที่โรงงานชุบเหล็กแถวเขตหยังเหม่ และได้เจอเพื่อนคนไทยหลายคนที่มาทำงานอยู่ก่อนผม ผมดีใจมากอย่างน้อยก็จะได้มีเพื่อนคนไทยไว้คุยแก้เหงาเวลาคิดถึงบ้าน คืนแรกผมนอนไม่หลับขนาดเหนื่อยมาทั้งวัน อาจเป็นเพราะแปลกสถานที่หรือคิดถึงบ้านหรือเปล่าก็ไม่รู้  การทำงานวันแรกก็แย่อยู่เหมือนกันเพราะยังไม่รู้อะไรเป็นอะไร แต่ก็โชคดีที่มีเพื่อนคนไทยช่วยแนะนำ ถ้าให้คนไต้หวันสอนคงจะยาก เพราะยังไม่ได้ภาษาเลย แต่นายจ้างก็ดีกับคนงานมาก ผมทำงานไปเรื่อย ๆ ก็เป็นงานขึ้น สบายขึ้น แต่สิ่งที่ไม่ดีขึ้นเลยก็คือความคิดถึงบ้าน ผมตั้งใจทำงานเก็บเงินส่งกลับบ้านทุกเดือนและได้โทรคุยกับพ่อแม่บ้าง ผมทนอยู่กับการทำงานที่เหนื่อย ทนกับการคิดถึงบ้านก็เพื่อพ่อแม่ ผมอยากให้ท่านสบายขึ้น ผมมีความตั้งใจจะเก็บเงินสักก้อนจะกลับไปสร้างบ้านให้พ่อแม่ ผมทำงาน ทำ ทำ ทำ มีโอกาสผมก็ทำตลอด ไม่เคยบ่นไม่เคยหยุดก็เพื่อเงินตัวเดียว การทำงานปีแรกเป็นไปอย่างราบรื่น
หลังเลิกงานวันหนึ่ง “เฮ้ยอ้อนมากินเหล้าด้วยกันก่อนซิว่ะ ทำแต่งานแล้วก็นอนไม่เบื่อหรือไงวะ” “มันจะดีหรือไม่เอาดีกว่า”  “มา ๆ ยกแค่แก้วเดียวก็พอจะได้เลิกคิดถึงบ้านสักที” ผมทนความรบเร้าจากเพื่อนไม่ได้บวกกับความคิดถึงบ้านจึงร่วมดื่มกับเพื่อน ๆ (นั่นคือจุดหักเหของชีวิตผม)เพราะมีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งที่สองตามมา พอเมาได้ที่แล้วก็ออกไปเที่ยวร้านไทยกับเพื่อนต่อ ผมเริ่มติดเหล้า ติดร้านไทย แต่ก่อนผมเหลือเงินไว้นิดหน่อย แต่เดี๋ยวนี้ผมเบิกมาใช้มากกว่าเดิม ผมเลิกคิดถึงบ้านเอาเงินมากินเหล้าเที่ยวคาราโอเกะ หนัก ๆ ขึ้นเงินก็ไม่ได้ส่งกลับบ้าน พ่อแม่ถามทำไมไม่ส่งเงินกลับบ้านเลยลูก ผมก็หาทางโกหกไปต่าง ๆ นา ๆ และในที่สุดวันสิ้นสุดความซ่าส์ก็มาถึง ผมจำวันนั้นได้ดี วันที่ 8 ธันวาคม 2551 ผมเมาเหล้าและชกต่อยกันที่ร้านไทย ในที่สุดผมก็พลั้งมือฆ่าคนตาย
ผมดูกุญแกมือที่ข้อมือของตัวเองด้วยความอาลัย หมดแล้วหมดทุกสิ่งทุกอย่าง  แล้วภาพพ่อแม่ตอนมาส่งผมขึ้นเครื่องผุดขึ้นมาในความรู้สึก “ตั้งใจทำงานเก็บเงินนะลูก ครบสัญญาจะได้กลับบ้านเรา”  “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ผมสัญญาว่าจะเก็บเงินส่งกลับบ้านเยอะ ๆ ”  “รักษาตัวด้วยนะลูก” ภาพรอยยิ้มของพ่อแม่ที่รอคอยความหวังหลังจากที่ลูกชาย ถึงวินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลลงปานน้ำฝน “พ่อครับแม่ครับผมผิดไปแล้ว”
ผมเข้ามาอยู่ในเรือนจำก็ไม่เขียนจดหมายกลับไปบ้านบอกพ่อแม่เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ขอโทษท่าน แต่ที่ผมคาดไม่ถึงพ่อแม่ไม่โกรธและต่อว่าผมเลย มีแต่ให้กำลังใจผม และรอวันที่ผมพ้นโทษ นี่แหละน้าเขาว่าความรักที่ยิ่งใหญ่คือความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก
ผมจึงอยากใช้เรื่องราวชีวิตของผมเป็นอุทาหรณ์ให้แก่แรงงานต่างชาติทุก ๆ ท่าน ที่สำคัญผู้ที่มัวเมาต่ออบายมุขต่างๆ ขอให้เลิกเสียเถอะครับ ขอให้หยุดคิดสักนิดว่าเรามาไต้หวันเพื่ออะไร อย่าลืมว่าเรามาหาเงินเพื่อสร้างอนาคตของเราให้คิดถึงคนที่รอความหวังจากเรา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูกเมีย อย่าให้เป็นอย่างผมเลยเพราะความหลงผิด เอาคำว่าความคิดถึงบ้านบวกกับความเหงามาเป็นข้ออ้างในการดื่มเหล้าเข้าเทค เมื่อคิดได้ก็สายเกินไปเสียแล้ว ผมจึงอยากให้ทุกท่านดูชีวิตของผมเอาไว้เป็นตัวอย่าง ผมก็ใช่ว่าจะดีอะไรมากมาย ละอายใจด้วยซ้ำที่เขียนมาเตือนสติคนที่อยู่ข้างนอก แต่ผมก็ไม่อยากให้คนอื่นต้องมาเป็นเหมือนผม เพราะทุกท่านยังมีโอกาสกลับตัวกลับใจ ลำบากที่ไต้หวันแล้วกลับไปสบายที่บ้านของท่าน ดีกว่ามาสบายที่ไต้หวันแต่กลับไปลำบากที่บ้านของท่านเลยครับ
และผมก็ฝากข้อคิดอีกสักนิด การที่เรามาทำงานต่างประเทศ เราต้องเคารพคนท้องถิ่นและวัฒนธรรมของเขา และสิ่งที่สำคัญต้องเคารพกฏหมายบ้านเมืองของเขาด้วย อย่างที่เขาว่า “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม”
สุดท้ายผมขออวยพรให้แรงงานต่างชาติทุกท่าน จงประสบความสำเร็จและมีชีวิตในการทำงานในไต้หวันอย่างมีความสุข ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

評審評語:
เงาสะท้อนอีกด้านหนึ่งของแรงงาน
สาเหตุที่เลือกผลงานชิ้นนี้ เนื่องจากเนื้อเรื่องที่ผู้เขียนเล่าบรรยายมามีความแตกต่างและน่าจะนำมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้แรงงานไทยคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่ตัดสินใจมาทำงานในไต้หวัน เพื่อทำงานหาเงินและเก็บเงินส่งไปให้พ่อแม่ทางบ้าน ให้พ่อแม่และครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสร้างฐานะในอนาคตของตนเองให้มั่นคง  แต่ชีวิตการทำงานในโรงงาน นอกจากจะต้องเรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับงานที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวันแล้ว ยังต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานและชีวิตความเป็นอยู่ในไต้หวันด้วย  ผู้เขียนได้เลือกวิธีที่ผิดในการคบเพื่อนและวิธีระบายความเหงาให้หายคิดถึงบ้าน โดยการดื่มเหล้า ไปร้านอาหารไทยร้องเพลงคาราโอเกะ จนไม่มีเงินเหลือเก็บส่งกลับไปให้พ่อแม่  สุดท้ายเพราะดื่มเหล้าเมาจนไร้สติ ชกต่อยกันจนทำให้คนเสียชีวิต จึงถูกจับขังคุกจนหมดอนาคต  ผู้เขียนเล่าชีวิตในเรือนจำและกลับใจเป็นคนดี รู้สึกเสียใจภายหลังที่ทำผิดไป จึงขอเตือนใจและเป็นบทเรียนให้แรงงานไทยคนอื่นๆ ให้งดเว้นจากการดื่มเหล้า เคารพกฏระเบียบในไต้หวันและอย่าทำเรื่องผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด

發表迴響

你的電子郵件位址並不會被公開。 必要欄位標記為 *