ความหวังใหม่ ในไต้หวัน

 2018 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選  

📜 ความหวังใหม่ ในไต้หวัน

👤 นายสมพงษ์ ผาดอน

 

“อันเงินตรา ในเมืองไทย นั้นหายาก
ต้องลำบาก พลัดพลากมา จากบ้านช่อง
สู่ไต้หวัน เมืองมั่งคั่ง ด้วยเงินทอง
สู้เก็บออม ผ่อนกลับบ้าน สร้างครอบครัว”

 

ผมก็อีกคนหนึ่งในบรรดาหลายๆคนที่เดินทางมาทำงานในประเทศไต้หวัน เชื่อว่า ทุกคนย่อมมีปัญหาทุกอย่างที่คลายคลึงกัน นั้นคือ ปัญหาทางการเงิน ซึ่งไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละเหตุผลของแต่ละบุคคล แตกต่างกันไป แต่เป้าหมายของการเดินทางมาทำงานในประเทศไต้หวัน ผมเชิ่อว่าเหมือนกันทุกคน

และทุกคนที่เดินทางมาทำงานในประเทศไต้หวัน ก็คงจะคาดหวังเพื่อสร้างอนาคตของตัวเองและครอบครัว ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกกว่าเดิม ให้พ่อ แม่ ลูก เมีย ที่อยู่ทางบ้านได้สบาย ไม่ขัดสนเงินทอง มีกินมีใช้ โดยที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่า จะได้เจอนายจ้างที่ดีหรือไม่ดี งานดีหรือไม่ดี เงินดีหรือไม่ดี เพื่อนร่วมงานดีหรือไม่ดี ทุกอย่างล้วนใช้เวลาในการทดสอบ และอดทนเผชิญอยู่ต่อไปให้ได้ สมดั่งคำที่ว่า

“ต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้

ก็ ต้องทำให้ได้”

ผมตัดสินใจเดินทางมาทำงานในประเทศไต้หวัน เพราะคิดทบทวนดูแล้วว่าถ้าหากยังฝืนทำงานอยู่ในเมืองไทย คงไม่สามารถพาคนในครอบครัว แม่ ลูก เมีย ให้ได้อยู่อย่างสบายมีฐานะมั่นคง มีอนาคตที่ดีเป็นแน่ ด้วยความที่ขัดสนเงินทอง เงินที่หามาได้ ก็ใช้ไป ไม่มีเก็บเลย

ขณะที่คนส่วนมากกำลังอยู่ในความหลับไหล นอนอยู่กับคนในครอบครัว อย่างอบอุ่น ตรงกันข้าม ก็ มีกลุ่มคนอีกส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่ากลุ่มแรงงานไทย กำลังเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล มาเพื่อหางานทำ มองดูก้อนเมฆที่เลื่อนผ่านเครื่องบิน มองดูแสงไฟตามบ้านเรือน ค่อยๆจางหายไปจากฟากฟ้าเมืองไทย มุ่งสู่เกาะไต้หวัน เวลา 23.30 นาฬิกา ผมกับเพื่อนแรงงานอีกหลายชีวิต ได้เหยียบผืนแผ่นดินไต้หวันครั้งแรก ทุกคนถูกให้เดินไปตามกันเป็นแถว เพื่อตรวจเช็คสิ่งของและดูตามใบสัญญาว่าจ้างว่าอยู่เขตไหน ไปนู้น ไปนี้ ตามที่เอเย่นชี้ให้ไป และก็ต้องปฎิบัติตามอย่างไม่มีข้อสงสัย ไม่ต่างอะไรกับเป็ดไล่ทุ่งที่ไม่รู้ชะตาชีวิต อยู่ที่ผู้ควบคุมจะพาไป ผมพร้อมกับชายไทยอีกประมาณ10ชีวิต หญิงสาวชาวอินโดนีเซียอีก3ชีวิตเอเย่น ได้พาขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปอีกแห่งหนึ่ง เพื่อเข้าสู่ระบบคัดกรองอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการตรวจโรค ไม่น่าเชื่อตึกห้องแถว2ชั้นที่ผมเห็น ประมาณ 3×8เมตร เราทุกคนเกือบ60ชีวิต สามารถใช้เป็นที่พักผ่อนหลับนอนได้โดยผู้ชายนอนชั้นล่าง ผู้หญิงนอนชั้นบน แทบไม่มีพื้นที่ว่าสำหรับการเดิน ที่จะเข้าห้องน้ำเวลาค่ำคืนเลย เอเย่นบอกแต่ว่านอนรออยู่ตรงนี้ถึงเวลาเขาจะมารับ (ผมแปลคำพูดเขาจากสายตา จากกิริยาภาษามือเอาครับ) ประตูห้องแถวถูกล๊อคจากด้านนอก ส่วนหนึ่งน่าจะป้องกันคนหนีแท๊คตามที่ผมวิเคราะห์ดู สุดท้ายค่ำคืนนั้นเราทุกคนก็ผ่านมาได้

เช้าวันใหม่ ทุกคนเข้าแถวเพื่อตรวจโรคตามมาตฐานการเข้าทำงานในประเทศของเขา คนเยอะมาก มีทั้งคนไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปิน เวียดนาม ฯลฯ ตรวจโรคเสร็จ อาหารมื้อแรกที่ได้รับ คือนมรสชา กับขนมปัง ที่พอแก้ความกระหายหิวได้ ทุกคนก็ต่างคนต่างไปกับเอเย่นที่มารับ

ผมเดินทางมาทำงานก่อสร้างอุโมงค์ เขตผิงตง สุดเขตแดนทางไต้สุด ของไต้หวัน ถ้าดูแผนที่ทางอากาศจากกูเกิ้นที่ทำงานผมอยู่ตรงจะงอยนิดเดียวพอดี ผมเดินทางมาถึงที่พักคนงาน มองเห็นกองเหล็กเส้น กองเรียงรายเป็นภูเขาเหล่ากา คนงานเป็น100ชีวิต คนไทยทั้งนั้น ส่วนมากจะเป็นคนทางอีสาน ชายวัยกลางคน อยู่อาศัยกันเป็นจำนวนมาก ไม่ต่างอะไรกับหมู่บ้านหนึ่ง แต่เขาอยู่กันอย่างมีระเบียบถ้อยทีถ้อยอาศัย เหมือนครอบครัวใหญ่ ที่เป็นแบบนี้ได้ผมสังเกตุเห็นมันขึ้นกับบุคคลผู้หนึ่ง คือ ผู้นำ ถ้าผู้นำดี ก็จะนำพาผู้ที่เดินตามไปในทางที่ถูกที่ควร สร้างความเจริญต่อสิ่งที่กำลังทำกำลังสร้าง แต่ถ้าผู้นำไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมแล้วไซร้ ก็ไม่ต่างกับประเทศไทยเรา ที่จ้องราวีกันไม่หยุด ไม่หย่อน แย่ง ชิงดีชิงเด่นกัน (คนดีอยู่ยาก คนมีอำนาจอยู่สบาย) จนทุกวันนี้เมืองไทยที่เราหวงแหน อยากอยู่ อยากสร้างความเจริญ อยากทำงานอยู่บ้าน เวลาเลิกงานมาก็เจอหน้าลูก หน้าเมีย หน้าคนรัก ทำให้เราไม่สามารถอยู่ได้ เพราะผู้นำบ้านเมืองเห็นแก่ตัว เอาพวกพ้องไม่รู้จักคำว่า “พอเพียง แบ่งปัน”

แต่ที่นี่ ผู้นำของพวกผม คือ หัวหน้าโย ขอไม่กล่าวชื่อจริง ท่านเป็นคนดีมาก บริหารกลุ่มแรงงานไทยให้อยู่กันอย่างมีระเบียบ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้นายจ้างหรือเจ้าของบริษัทไว้ใจ ทำงานตาม สเก๊ตด้วนของเขาได้ กฏคือกฏ งานคืองาน เลิกงานมาก็เป็นพี่เป็นน้องกันเหมือนเดิม เมื่อเราสามารถดูแลกันได้ นายจ้างที่เป็นคนไต้หวัน เขาก็ไม่มายุ่งกับเรา แต่ธรรมดาเมื่อคนอยู่กันเยอะมันก็ย่อมมีปัญหา คนดีก็มี คนไม่ดีก็มี แต่ตราบใดที่คนดีมีเยอะกว่าคนไม่ดี ตราบนั้นคนไม่ดีก็ไม่กล้าทำความไม่ดี

ผมเชื่ออย่างนั้น

กลุ่มแรงงานไทยในไต้หวัน ซึ่งมีหัวหน้าโย เป็นคนปกครอง ก็แบ่งการปกครองออกมาสู่หัวหน้าชุด ซึ่งมีทั้งหมด13คน จึงทำให้การบริหารนั้นง่ายแก่การดูแล

เช้าวันใหม่ กับอีกหลายร้อยชีวิต กับการแต่งกายที่รัดกุมสวมรองเท้าเซฟตี้ สวมหมวก ฯลฯ เตรียมพร้อมที่จะทำงาน เข้าตอกบัตร แล้วก็เข้าแถวเพื่อรับงานจากหัวหน้าโย ต่างคนต่างรับงานเป็นทอดๆ จากหัวหน้าชุดอีกที เลิกแถวก็เตรียมสัมภาระที่จำเป็น ขึ้นรถหกล้อเพื่อเดินทางไปหน้างาน ซึ่งห่างออกไปจากที่พักคนงานอีกประมาณ3กิโลเมตร รถพร้อม คนพร้อม ก็ออกเดินทางเพื่อไปทำงาน

ส่วนผม พร้อมกับเพื่อนร่วมงานอีก3คน อยู่ประจำโรงเหล็กเพื่อดัดแปลสภาพ เหล็กเส้นแต่ละเส้น ให้เป็นไปอย่างที่หน้างานต้องการ เหล็กทุกเส้นต้องได้ผ่านมือทีมงานชุดผมก่อน ก่อนจะเข้าไปหน้างานได้ ทำงานผ่านล่วงเลยไปเป็นเวลา 18.30 นาฬิกา อ้าว….นั่นมันได้เวลาเก็บของ พร้อมเลิกงานแล้วนี่ ทันใดก็ได้ยินเสียงรถหกล้อ 6-7คันได้ ขี่เรียงแถวกันมาถึงที่พักคนงาน สภาพที่ผมเห็น เพื่อนๆ พี่ๆ แรงงานทุกคน ที่เลิกกลับมา มีสภาพที่อิดโรย เนื้อตัว เสื้อผ้ามอมแมมอย่างเห็นได้ชัด ต่างจากสภาพที่เห็นในตอนเช้าอย่างราบคาบ บ้างก็อาบน้ำ บ้างก็โทรศัพท์ เพราะอยู่ในอุโมงค์จะไม่มีสัญญานโทรศัพท์เลยทั้งวัน พอออกมาก็รีบโทรหาลูก หาเมีย หาแม่ กันวุ่นอุตลุด บ้างก็แก้เอว ก็คือกินเหล้ากันพูดเรื่องงานของวันนี้ที่ผ่านมา บ้างก็หาสำรับกับข้าวกิน

ที่ๆผมอยู่ห่างไกลความเจริญมาก ไมีมีแสงสี ไม่มีห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่หมู่บ้าน ร้านค้าขายของชำเลย คนแถวนี้เขาเรียกว่า ภูเขามังกร ใครมีอะไรก็ทำแบ่งกันกิน มีหางหวายป่าบ้าง หยวกกล้วยบ้าง นานทีคนไต้หวันที่เขาทำงานอยู่ด้วย ก็จะซื้อของกิน อาทิเช่น เนื้อหมู ปลานิล ไข่ไก่ ต้นหอม ผักชี หอมขาว หอมแดง มาขายให้พี่น้องคนไทยได้ทำกับข้าวที่ตัวเองอยากกิน บ้างเป็นบางครั้ง คราว

เวลาผ่านล่วงเลยไปเรื่อยๆ ก็จะได้ยินได้เห็นเสียงคนเมาบ้าง คนโทรศัพท์บ้าง คนซักผ้าบ้าง นั่งจับกลุ่มกันพูดเรื่องงานบ้าง เป็นบรรยากาศที่ดูอบอุ่นทำให้ลดความเหงา ได้พอสมควร แต่พอเวลา 22.00น. ก็จะต่างคนต่างแยกย้ายเข้านอนกันเพื่อเก็บแรงไว้สู้งานวันรุ่งขึ้นอีกครั้ง ทีนอนที่แคปและเบียดเสีย ยังไม่สามารถหยุดความอ่อนเพลียของทุกคนไม่ให้หลับลงได้ ทำอยู่อย่างนี้ตลอด ใครเหนื่อยล้าไม่สบาย ก็แจ้งหัวหน้าโย เพื่อลางานและก็ไปหาหมอ รักษาตัวเอง หายดี ก็ทำงาน อย่างคำพูดที่ผมได้ยินผ่านหูบ่อยๆ จากชายวัย 53 ปี ว่า”เรามาหาเงิน เราไม่ได้มาหาเรื่อง” ซึ่งฟังเรื่องราวชีวิตแกแล้ว ต้องยอมรับว่า เป็นผู้เดินสายทำงานเมืองนอกอย่างแท้จริง จนสามารถสร้างฐานะทางบ้านมีเงินมีทองอยู่ระดับหนึ่งดีแล้ว แต่แกก็ยังมาทำงานไต้หวันอีก

ผมมาอยู่ที่นี่ ผมเห็นหลายๆคน สู้เพื่อเป้าหมาย มีจุดยืน รู้ว่าเงินที่หาได้ ต่อเดือนต่อทำอะไรบ้าง จัดสรรปันส่วนกันตามความสำคัญ บริหารเงินเป็นระเบียบ จนประสพผลสำเร็จในชีวิต ก็มีเยอะ

แต่บางคนบริหาร จัดการเงินที่ได้ มาอย่างไม่ถูกต้อง ก็เหลือเงินไม่เยอะ ที่ส่งกลับบ้าน

แต่บางคนแย่กว่านั้น เบิกยกซองก็จบ สิครับ ทางบ้านรอเงินจากคนมาทำงานทั้งเดือน ก็เลยเกิดปัญหาครอบครัว ก็มี

 

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดในเบื้องต้นนั้น ก็คือประสบการณ์ การมาทำงานในไต้หวันครั้งแรกของผม กลั่นกรองออกจากความรู้สึกนึกคิด ที่ได้สัมผัส พิมพ์เรียงความโดยใช้โทรศัพท์มทอถือ ด้วยเหตุที่ผมอยู่ห่างไกลความเจริญ คอมฯของล่ามก็เป็นภาษาจีน ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยท่านผู้อ่านด้วย

หลายหมื่น หลายแสน ชีวิต ที่เดินทางมายังประเทศแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่อยากสร้างฐานะตัวเองให้ดียิ่งขึ้น บ้างก็ประสบผลสำเร็จ มีบ้าน มีรถ มีครอบครัวที่อบอุ่น บ้างก็พบเจอก็ความล้มเหลว เสียนา เสียเงิน เสียเมียรัก ก็อย่างว่าแหละสรรพสิ่งในโลกใบนี้ ล้วนต่างประสบพบเจอเรื่องราวชีวิตแตกต่างกันไป

แต่ก็ขอให้ทุกคนทุกท่าน เดินทางชีวิตอย่างมีสติสัมปัชชัญญะ ทุกย่างก้าวย่อมมีทั้งดีและไม่ดี ขนาดโลกเรายังมีด้านมืด และด้านสว่าง

ผมก็ไม่ได้คิดว่าที่ๆผมอยู่ จะดีแค่ไหน แต่เมื่อเราตัดสินใจมาทำงานแล้ว เราต้องทำให้ได้ บ้างที่อาจดีกว่านี้ หรืออาจแย่กว่า แต่จงจำไว้ เรามาหาเงิน ก่อนมาสภาพเราอย่างไร คงจำได้ ตอนกลับเราต้องกลับอย่างสง่าผ่าเผย ครอบครัวมีฐานะที่ดีขึ้น ดั่งคำที่ว่า “ความหวังใหม่ ในไต้หวัน”

…ทิ้งบ้านเกิด เมืองนอน มาสร้างฝัน
ณ.ไต้หวัน งานอุโมงค์ คนเหยียดหยาม
ทำเพื่อเงิน สร้างครอบครัว ที่งดงาม
คนทางบ้าน ได้สบาย ไม่อายใคร…

 

發表迴響

你的電子郵件位址並不會被公開。 必要欄位標記為 *