กลันตันที่ฉันรู้จัก

 2018 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選  

📜 กลันตันที่ฉันรู้จัก

👤 กณิศ ศรีเปารยะ

 

กลันตัน.. ชื่อนี้คุ้นหูเมื่อครั้งเรียนสมัยมัธยม จำได้เลือนรางว่าครั้งหนึ่งเป็นหนึ่งในสี่เมืองที่เคยเป็นของสยามและจำต้องแบ่งแยก-ทอนส่วนให้กับอังกฤษตามสนธิสัญญาแองโกลสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2452 (Anglo-Siamese Treaty 1909) ฉันไม่รู้จักกลันตันเป็นการส่วนตัว และไม่รู้จักมาเลเซียอย่างลึกซึ้งนัก รู้เพียงแต่ว่า เมืองกลันตันมีชายแดนอยู่ติดกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ที่คนนอกไม่อยากไป พื้นที่ที่คนในไม่อยากเล่า พื้นที่ที่คนกรุงเทพอย่างฉัน ไม่ค่อยสนใจอยากจะข้องเกี่ยว จนเมื่อวันหนึ่ง ฉันจำต้องเดินทางมาในพื้นที่ที่ฉันไม่เคยรู้จัก และต้องใช้ชีวิตข้ามผ่านเส้นแดนวัฒนธรรม ภาษา และศาสนา ข้ามเขตแดนประเทศ… ใช่ ฉันเดินทางจากกรุงเทพที่ฉันรัก มา “พำนัก” และ “ใช้ชีวิต” แบบ “กึ่งถาวร” ที่นี่ ณ รัฐกลันตัน เมืองชนบทเมืองหนึ่งของประเทศมาเลเซีย

ย้อนไปเมื่อ ปี 2014 เมื่อได้รับจดหมายสัญญาจ้างให้มาทำงานที่มาเลเซียเป็นระยะเวลา 2 ปี ความตื่นเต้น ท้าทาย มันคละคลุ้งเปปนไปกับความใจหายที่ต้องจากบ้าน… จะใช้ชีวิตอย่างไรในกลันตัน คำถามนี้ เริ่มวนซ้ำๆอยู่ในหัว..จะกิน จะอยู่ อย่างไร ให้มีความสุข และให้รู้สึกว่าที่นั่นคือบ้านอีกหลังหนึ่ง ยิ่งคิดยิ่งติดลบ ฉันมีคนรัก และการจากลากับคนรักเพราะหน้าที่การงาน ก็เหมือนเป็นการซ้อมการลาขาดจากกันอย่างถาวร แม้จะเตรียมการและเตรียมใจไว้แค่ไหน มันก็เทียบไม่ได้เลยกับสถานการณ์จริง…

ยังจำรุ่งเช้าของวันนั้นได้ดี 29 มีนาคม 2014 วันที่ฉันกอดลาพ่อกับแม่ ในขณะที่ฉัน พยายามกลั้นน้ำตาแห่งการจากลา ฉันจำได้ว่าแม่บอกลาจากในบ้าน และน้องสาวส่งข้อความลงมาจากห้องนอน มีเพียงพ่อเท่านั้น ที่ใจแข็งโบกมือลาจนรถฉันค่อยเคลื่อนๆออกไป มานึกย้อนในวันนี้ ไม่ใช่แค่ฉันที่เสียสละ แต่ทุกคนที่บ้านล้วนเสียสละยอมให้จากบ้านมา เพื่อให้ฉันเข้มแข็งและคว้าโอกาสที่ได้รับการหยิบยื่นอยู่ตรงหน้า และเดินทางมาสู่กลันตัน…

กว่าระยะทาง 1,200 กิโลเมตร จนถึงสุดปลายด้ามขวาน ฉันเดินทางข้ามผ่านหลากความรู้สึก จนเมื่อถึงเขตแดนสุไหงโกลกในช่วงพลบค่ำของอีกวันหนึ่ง น้ำตาที่รื้นอยู่คลอเบ้าตาเริ่มเอ่อล้นและร่วงหล่นเมื่อเข้าสู่เขตแดนรันเตา ปันจัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย จากชายแดนตรงสู่บ้านพักริมชายทะเล ณ อำเภอบาเจาะ แม้บรรยากาศจะให้ความรู้สึกสบาย แต่ความเงียบสงัดสลับกับเสียงคลื่นทะเลกลับทำให้ฉันคิดถึงบ้าน เมื่อหยุดรถหน้าบ้านพักและเริ่มขนของ ความมั่นใจที่คิดว่าอยู่ได้ กลับแทนที่อย่างสนิทแน่นด้วยความเงียบเหงา ฉันเริ่มคิดถึงบ้านและเริ่มถามตัวเอง ฉันมาทำอะไรที่นี่ ความรู้สึกไม่มั่นใจว่าตัวเองจะอยู่ได้ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้เริ่มก่อตัวขึ้นควบคู่ไปกับความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย สายตาของคนพื้นที่แม้จะเป็นมิตร แต่ในขณะเดียวกันก็จดจ้อง เพ่งมอง และสังเกตการณ์ ฉันเริ่มรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของฉัน และฉันไม่สามารถเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “บ้าน” ได้ ฉันรู้สึกว่าฉัน “ถูกทำ” ให้แตกต่าง…

ความไม่เข้าใจ ทำให้เกิดความขุ่นใจ ฉันเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า “อยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่บ้านเรา” อย่างลึกซึ้ง ฉันตั้งแง่ มองทุกอย่างเป็นลบเพราะความไม่คุ้นชิน แม้ข้อบังคับและข้อปฏิบัติต่างๆ แบบรัฐอิสลาม อาจไม่เกี่ยวข้องกับฉันโดยตรงเพราะเป็นคนต่างศาสนา แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงอิสระที่ถูกจำกัด ฉันไม่มีปัญหาเรื่องงาน แต่สภาพจิตใจเริ่มย่ำแย่ ฉันคุยกับ “อาจีค” เพื่อนสนิทคนเดียวที่ฉันมี ให้หาที่อยู่ให้ฉันใหม่… เหมือนอาจีคอ่านใจฉันได้ ไม่มีซักคำถามที่ตำหนิหรือดูแคลน เขาหาที่อยู่ให้ฉันใหม่ในวันรุ่งขึ้น ฉันขอบคุณอาจีคที่เข้าใจฉัน และฉันจะพยายามเข้าใจ “ความต่าง” ให้ได้…แน่นอนว่าแม้จะพยายามเข้าใจ และสามารถเข้าใจได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าฉันใช้น้ำตาสร้างความเข้าใจอยู่มากโข

เมื่อไม่เข้าใจ เรื่องเล็กๆ จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้แทบทั้งหมด ฉันถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการแต่งกายของตัวฉัน แม้ว่ามันจะสุภาพในแบบของฉัน มันก็ยังไม่สุภาพในสายตาชาวกลันตัน ฉันถูกผู้หวังดีขอร้องแกมบีบบังคับให้ “ห่มคลุม” เมื่อเข้าในพื้นที่ที่เคร่งครัดทางวัฒนธรรม ถูกประเมินด้วยสายตาของเจ้าของวัฒนธรรมด้วยทัศนคติกึ่งตัดสินกึ่งต้อนรับ ฉันถูกหยอกแกมตำหนิว่าให้ลดสายตาลงต่ำ เมื่อต้องสนทนากับเพศตรงข้าม และยังถูกหยอกว่าอาจต้องห่มคลุมสายตาด้วย หากว่าการมองของฉันจุดประกายซึ่งความคิดเชิงลบให้กับเพศตรงข้าม ฉันโกรธที่ถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก และแน่นอนว่ามันทำให้ฉันมีทัศนคติในแง่ลบมากกว่าเดิม

“การห่มคลุม” เป็นสิ่งที่ดี เพราะถือว่าเป็นการระมัดระวังและสำรวจตนเองให้สำรวมอยู่เสมอ แม้ในวัฒนธรรมของฉัน อาจไม่ให้ความหมายเรื่องการห่มคลุมผ่านสัญลักษณ์เครื่องแต่งกายมากนัก แต่เราก็ได้รับการปลูกฝังให้ห่มคลุมทางความคิด เคารพสิทธิ์ของตัวเองและผู้อื่น ไม่ “ก้าวล่วง” และ “ตัดสินผู้อื่น” เพียงเพราะแค่ “เขาแตกต่าง” หากใช้สายตาเขาเป็นกรอบตัดสิน ฉันอาจแสดงออกถึง “การห่มคลุม” ได้ไม่ชัดนัก แต่ฉันก็มั่นใจว่า ฉัน “ห่มคลุม” ความคิดของฉันให้เคารพในความต่างได้ ฉันขอบคุณสำหรับทุกคำแนะนำ และจะนำไปปฏิบัติตามเท่าที่ฉันยังเป็นฉัน และฉันไม่รู้สึกว่าถูกบังคับใจ

ฉันทำความรู้จักกลันตันทีละน้อยจนรู้ว่าที่เมืองนี้ มีผู้คนหลากเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกัน แม้ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลย์ แต่ก็ยังพบเจอชาวอินเดียทมิฬ ชาวจีน และชาวสยามอยู่ร่วมกันในพื้นที่ การได้รู้ว่ามีคนไทยอยู่ที่นี่ มันทำให้ฉันคลายความคิดถึงบ้านลงไปได้บ้าง ฉันได้พูดภาษาไทย กินอาหารไทย เข้าวัด ร่วมกิจกรรมเล่นสงกรานต์และลอยกระทงตามแบบวิถีวัฒนธรรมไทย ฉันและคนไทยที่นี่ มี “ความคล้ายคลึง” ที่ “เกือบเหมือนกัน” อยู่หลายอย่าง อาจแตกต่างตรงที่ สถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและความเป็นไทยของฉันไม่ใช่วัด หากแต่เป็นร้านส้มตำร้านเล็กๆ ของ “เจ๊พร” แม่ค้าชาวเหนือ ในย่านตลาดชาวจีนกลางเมืองโกตาบารู ฉันมา “ฝากท้อง” และ “ฝากทุกข์” กับที่นี่หลายครั้งเพื่อคลายทั้งความหิวและความคิดถึงบ้าน ฉันใช้เวลาร่วมชั่วโมงสำหรับส้มตำหนึ่งครก เพราะในขณะที่ลิ้นรับความรู้สึกเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน ตามรสมือการปรุงของเจ๊พร หูของฉันก็รับความฟังเรื่องราวของคนไทยหลายคนหลากที่มาหลายคนเดินทางมาเพื่อแสวงโชค “โชค”ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ทรัพย์สินเงินทอง หากแต่หมายถึง “โชคชะตา” ที่ทำให้ชีวิตที่จับพลัดจับผลูราวกับ

หลงทางมามีคุณค่าที่ดีขึ้น

วิถีชีวิตของคนไทยที่นี่ ไม่แตกต่างกับวิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยมากนัก แค่เพียงข้ามฝั่งแม่น้ำ ชีวิตของคนไทยแบบฟากฝั่งไทย ก็แปลงเปลี่ยนด้วยบริบทที่แตกต่างทั้งศาสนา ภาษาและวัฒนธรรม หากเป็นคน “ใน-ระหว่างพื้นที่” ที่คุ้นชินกับการไปมาหาสู่ข้ามสองฟากฝั่ง ก็อาจสามารถปรับปรนอัตลักษณ์ของตนตามวิถีวัฒนธรรมได้ หากเปรียบกับตัวฉัน ฉันใช้เวลาทุกๆวัน เพื่อ “ปรับปรนตน” เข้าหากลันตัน ด้วยใจที่ “เคารพความต่าง” ในท้ายที่สุดจึงพบว่า แม้วิถีชีวิตของชาวกลันตันจะไม่หวือหวาเหมือนโลกที่ฉันจากมา แต่กลันตันก็มีบุคลิกลักษณะบางอย่างที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ภายใต้ความเคร่งครัดของศาสนาและวัฒนธรรม

ชาวมุสลิมกลันตันได้รับการนิยามว่าเป็น “ผู้เคร่งศาสนา” การปฏิบัติตามหลักศาสนาถือเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่ถูกพิจารณาเพื่อเลือกว่าที่สามีและภรรยาในอนาคตโดยมี “คติ” และ “อุดมคติ” เป็นกรอบกำกับอีกชั้นหนึ่ง “ผู้ชาย” เป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ “นอกบ้าน” สะสมกำลังทรัพย์ดูแลปากท้องลูกเมีย “ผู้หญิง” มีภาระยิ่งใหญ่ “ภายในบ้าน” สนับสนุนและให้กำลังใจผู้เป็นสามีด้วยการอุทิศตนเป็น “แม่บ้าน” อย่างเต็มกำลัง การแต่งงานและสร้างครอบครัวของตนเองถือเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญเพราะเชื่อว่าเป็นการเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ขึ้น “แต่งงานแล้วหรือยัง” จึงเป็นคำถามแรกๆ สำหรับเริ่มต้นบทสนทนากับคนไม่รู้จัก ฉันตอบคำถามนี้ทุกครั้งเมื่อต้องสนทนากับคนพื้นที่ เมื่อฉันตอบว่า “ยังไม่พร้อมที่จะแต่ง” ข้อสงสัยอื่นๆ ก็ตามมา ฉันกลายเป็น “ผู้หญิงแปลก” ในสายตาของคนพื้นที่ เพราะวัฒนธรรมที่นี่แต่งงานเมื่ออายุยังน้อย บทสนทนาดำเนินต่อด้วยคำถามว่า “ทำไมถึงไม่แต่งงาน” เพราะต้องการเข้าใจเหตุผล เหตุผลที่ว่า “ไม่พร้อม” ดูไม่เป็นเหตุผลในทัศนะของคนที่นี่ ฉันตอบทุกคำถามโดย “เว้นระยะห่าง” ในทุกคำตอบ แม้ได้ตอบอย่างชัดเจนว่าฉันมีคนรักหากแต่ยังไม่พร้อมแต่งงาน ก็ยังประสบเหตุการณ์ที่ปั้นหน้าไม่ถูกอยู่หลายครั้ง นั่นคือ การเสนอรูปภาพพร้อมคุณสมบัติของเพื่อนหรือคนรู้จักให้เผื่อได้คบหาดูใจกัน

เมื่อตามสถานการณ์ไม่ได้ จึงแก้สถานการณ์กลับ “ทำไมจึงอยากแต่งงาน” และ “ทำไมต้องแต่งงาน” จึงเป็นคำถามที่ฉันถามกลับ ฉันได้หลากคำตอบจากหลายประสบการณ์ชีวิต บ้างแต่งงานกับคนที่พ่อแม่คัดเลือกให้ บ้างออกผจญภัยแสวงหาผู้หญิงที่เพียบพร้อมด้วยตนเอง บ้างอยากแต่งแต่ไม่มีคนรัก จนกระทั่งเมื่อเจอคนอีกคนที่มีความต้องการร่วมกันจึงตกลงใจแต่งงาน คำตอบสุดท้ายทำให้ฉันแปลกใจมากที่สุดและก็เป็นการเน้นย้ำค่านิยมทางวัฒนธรรมได้ดีที่สุดเช่นกัน การแต่งงาน ในด้านหนึ่งอาจเกิดจากความรัก แต่ด้านที่สำคัญไม่น้อยกว่าการแสดงออกถึงความรักคือการ “เปลี่ยนผ่าน” สถานะและสถานภาพที่สังคมยอมรับและให้ค่า

ชีวิตในกลันตันของฉันดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เป็นชีวิตอีกด้านที่แตกต่างอย่างสุดขั้วกับชีวิตในกรุงเทพฯ ฉันพูดติดตลกกับเพื่อนๆ ที่ไทยอยู่บ่อยครั้งว่า กลันตันเป็นเมืองสำหรับพักผ่อน เพราะไม่มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกกรุงเทพของฉัน กลันตันไม่มีแม้โรงหนัง ไม่มีมหรสพบันเทิงอื่นใดในพื้นที่สาธารณะ หากมีการจัดกิจกรรมการแสดง เราจะไม่เห็นการแสดงใดที่นักแสดงหญิงและชายแสดงร่วมกันบนพื้นที่เวทีเดียวกัน หรือหากเป็นการแสดงที่ต้องใช้ผู้หญิงเป็นผู้แสดง นักแสดงหญิง “รุ่นเด็ก” ที่มีอายุต่ำกว่าสิบสองปีเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตโดยหน่วยงานทางศาสนา พื้นที่ที่เป็นแหล่งหย่อนใจของวัยรุ่นคงเป็นห้างใหญ่ใจกลางเมือง ที่มีลานโบว์ลิ่ง มีสนุกเกอร์ และกิจกรรมอื่นๆ อยู่บ้างให้เร้าความตื่นเต้น แน่นอนว่า พื้นที่ของกิจกรรมเหล่านี้ เป็นพื้นที่ที่ “ถูกกำกับ” และ “ประทับตรา” ว่าเป็นสถานที่ทำกิจกรรมสำหรับผู้ชายเท่านั้น ส่วนวิถีของผู้หญิงกับพื้นที่สาธารณะนั้น ฉันมองเห็นไม่ค่อยชัดนัก ส่วนหนึ่งอาจเพราะเธอเหล่านั้นเลือกใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ฉันเดาว่าเธออาจจะรู้สึกสบายใจมากกว่าการ “ออกนอก” พื้นที่ส่วนตัวของเธอก็ได้

เพราะวิถีของกลันตันมันสงบเกินไป การแสวงหา “สิ่งต้องห้าม” จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและตื่นเต้น สิ่งต้องห้ามของฉัน ไม่ใช่อะไรที่ร้ายแรงหรือผิดกฎหมาย หากแต่หมายถึง “ขุมทรัพย์ทางอาหาร” ที่มีคุณค่าต่อปากท้องและช่วยชุบวิญญาณความเป็นไทยของฉันขึ้นมาได้ นอกจากตลาดชาวจีนที่มีร้านส้มตำเจ๊พรแล้ว ฉันยังพบว่า “วัดไทย” แหล่งรวมสิ่งต้องห้ามของฉัน นอกจากมหรสพแบบไทยๆ ที่หาดูได้ในช่วงเทศกาลงานวัด ฉันยังพบขุมทรัพย์ทางอาหารรอฉันอยู่อย่างละลานตา แบ่งได้เป็นหลายสายตระกูล เช่น หากเป็น “ตระกูลหมู” ฉันจะพบคอหมูย่าง หมูน้ำตก หมูปิ้งนมสด แคปหมู แหนมหมู ไปจนถึงเครื่องในหมูเสียบไม้ปิ้งราดน้ำจิ้มซีฟู๊ด หากเป็น “ตระกูลเส้น” ฉันจะได้ลิ้มรสก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตกรสเด็ด ที่วงเล็บท้ายชื่อร้านว่าสูตรอยุธยา หากเป็น “ตระกูลแซ่บ” คงหนีไม่พ้นครกส้มตำอันใหญ่มหึมา จัดวางพร้อมเครื่องเคราสำหรับตำปูปลาร้า ตำป่า และตำไทย

ณ งานวัด ฉันอิ่มกายด้วยของกินรสชาติไทยๆจากแม่ครัวหลากหลายฝีมือ และฉันก็อิ่มใจที่ได้พูดคุยภาษาไทยกับคนไทยที่มีที่มาแตกต่างกัน บ้างเป็น “ขาจร” แค่ข้ามฝั่งมาค้าขายเช้าไปเย็นกลับ บ้างเป็น “คนพื้นที่-พื้นถิ่น” ที่เรียกว่า “ภูมิบุตรา” หรือ “โอรัง สยาม” (Orang Siam) และบ้างก็เป็น “คนพลัดถิ่น” ที่ได้ลงหลักปักฐานกับคนพื้นที่ ทุกบทสนทนาที่ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยน แม้ “ข้ามผ่าน” สำเนียงภาษาไทยถิ่น และวัฒนธรรมที่แวดล้อม แต่สิ่งที่หลอมรวมเราให้มีจิตสำนึกของความเป็น “ไทย” ไว้รวมกันได้ ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเรายังคงธำรงใน “ศาสนา” และ “พระเจ้าแผ่นดิน”

จากวันแรกที่เดินทางมากลันตันจนถึงวันนี้ กลันตันคือ “ครู” ของฉันอีกท่านหนึ่ง ทุกบททดสอบในแต่ละบทเรียนของกลันตัน ล้วนสร้าง “กระบวนการเปลี่ยนผ่าน” ทางความคิดของฉันผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จากวันแรกที่ถูกบังคับให้ “ห่มคลุมร่างกาย” เพียงเพื่อต้องการให้ “คนใน” ยอมรับ ฉันเริ่ม “ห่มคลุม” ความคิดด้วยการ “รับ” และ “ปรับ” ให้เข้ากับฉัน ฉัน “คุ้นชิน” และ “เลือก” แต่งกายอย่างสุภาพ ไม่ใช่แค่เพราะ “เคารพวัฒนธรรมที่ต่าง” หากเพราะ “เคารพ” และ “ให้เกียรติ” ตัวฉันเองด้วย

ฉันเต็มใจเรียนรู้ด้วยความสนุกที่จะ “ปรับปรน” ตนเอง ฉันฝึกกินข้าวด้วยมือขวาแบบเปิบมือครบห้านิ้วตามวิถีวัฒนธรรม จากแต่ก่อนที่ “กินช้อน” ด้วยมือซ้าย เริ่มฝึกกินบูดูและอาหารท้องถิ่นหลายอย่าง แม้ยังไม่เชี่ยวชาญขนาดทำอาหารครัวกลันตันได้ แต่จากการเป็นผู้ชิมที่ดี ก็พบว่า ข้าวยำแบบกลันตัน ก็อร่อยไม่แพ้ข้าวยำแบบปักษ์ใต้ ไก่ทอดบูดูก็มีรสชาติดีไม่แพ้หมูทอดปลาร้าหรือไก่ทอดน้ำปลา ขนมจีนแบบกลันตันก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองเช่นกันด้วยรสของกะปิที่ตัดความหวานมันของน้ำแกงกะทิ ฉันคิดว่า คงไม่ใช่ฉันเพียง

ผู้เดียวที่ต้องปรับปรนอัตลักษณ์ของตนเอง หากแต่ในเมนูอาหาร ฉันก็พบการปรับปรนสูตรอาหารเพื่อให้เข้ากับคนท้องถิ่นอีกด้วย เมื่อเพื่อนฉันชวนมากินร้านอาหารไทยในกลันตัน ณ ที่นั่น ฉันได้ชิมต้มยำไทย(เน้นรสหวานแทนรสเผ็ด) ข้าวผัดพัทยา(ที่เป็นข้าวผัดห่อไข่ใส่สัปปะรด) เมนูผัดพริก (ที่มีรสหวานแบบผัดพริกเผา ไม่ใช่พริกแกง) แกงส้ม (ที่ไร้รสเผ็ด แต่หวานอร่อยจนซดน้ำได้อย่างคล่องคอ) จากเมนูไทยที่ “รสไม่ไทย” ฉันจึงชวนเพื่อนมากินอาหารไทยแบบลิ้นคนไทยดูบ้าง แน่นอนว่า แค่เพียงข้ามฝั่งแม่น้ำมา ได้ น้ำหูน้ำตาของเพื่อนฉันก็ไหล ด้วยความประทับใจในรสชาติอาหารไทย ฉันจึงได้ทำหน้าที่เป็นทูตทางวัฒนธรรมทางด้านอาหารไทย พาเพื่อนข้ามฝั่งมากินอาหารรสไทยๆอยู่หลายครั้ง

ในขณะที่พาเพื่อน “ข้ามฝั่ง” ฉันเอง ก็ “ข้ามฝั่ง” ไปหาเพื่อนต่างวัฒนธรรมของฉันด้วย ฉันลอง “งด” และ “ลด” บางอย่างในช่วงเวลาที่เพื่อนฉันถือศีลอด อาจทำไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็มีจุดเริ่มต้น การเข้าใจความต่างด้วยการ “ก้าวผ่าน” กรอบที่ตนเองยึดติดไว้ มันกลับทำให้ฉันรู้สึกสบายขึ้น ฉันสามารถจัดการ

ตัวฉันเองได้ดีขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ความทุกข์ทรมานใจที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปีแรกเริ่มหายไป และมีความเข้าใจเข้ามาแทนที่

เกือบสี่ปีเต็มที่ฉันใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียวในกลันตัน ฉันคิดว่าระยะห่างระหว่าง “ฉัน” กับ “กลันตัน” เริ่มแคบลงจากเดิม ฉันเริ่มเข้าใจ “วิถีแบบกลันตัน” ผ่านการทำความเข้าใจคน แม้ไม่อาจทำความเข้าใจได้ทั้งหมดอย่างชัดแจ้ง แต่อย่างน้อย ใน “ระหว่างทาง” ฉันได้เรียนรู้ความต่าง “ใน-ระหว่างพื้นที่” หากต้องแนะนำกลันตันให้ใครสักคน ฉันบอกได้อย่างยิ้มในใจว่า สำหรับฉัน…กลันตันเป็นเมืองแปลก แต่ถ้าหากถามว่าแปลกอย่างไรนั้น ฉันคงมิอาจตอบได้ในเวลาอันสั้น…จนกว่าเขาหรือเธอผู้นั้นจะรู้จักกลันตันด้วยตัวเอง …

 

發表迴響

你的電子郵件位址並不會被公開。 必要欄位標記為 *