อาทิตย์อัสดง ณ แดนต่างถิ่น

 2018 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選  

📜 อาทิตย์อัสดง ณ แดนต่างถิ่น

👤 Muhammad-Ehsan Bueraheng

 

แสงอัสดงตรงขอบฟ้าที่ลาเลือนทอดส่องมากระทบกับกลุ่มเมฆที่จับตัวเป็นกลุ่มก้อนบนผืนฟ้าจนบังเกิดแสงสีแดงละลานตา กอปรกับสายลมที่โบกสะบัดอย่างเอื่อยเฉื่อยเข้ามาจนทำให้ใบไม้ เต้นระบำชั่วครู่นึง ดวงอาทิตย์สีส้มปนแดงระเรื่อกำลังจะลับขอบฟ้ากลางเมืองหลวงที่มีตึกแฝดเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ……ท่ามกลางผู้คนในเมืองใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวกลับจากที่ทำงานอย่างรีบเร่งอย่างสุดชีวิตเพื่อที่จะได้เจอครอบครัวที่กำลังรอพวกเขาณที่พำนักที่เรียกว่า ‘บ้าน’ ระหว่างนั้นมีชายคนหนึ่งนามว่า อับดุล กำลังเหม่อลอยกับการเคลื่อนตัวของดวงตะวันที่จะใกล้ลับฟ้า พลางเอามือยกขึ้นเพื่อปาดเม็ดเหงื่อที่ย้อยอยู่ตามใบหน้าของเขาพร้อมมีรอยยิ้มจางๆที่มุมขวาของริมฝีปาก จากรูปลักษณ์ภายนอกเสมือนผู้คนที่เพิ่งกลับจากการทำงานดั่งเช่นปกติทั่วไป ถ้าสังเกตดี ๆแล้วชายคนนี้มีผิวพันธ์สีแทนคล้ายคนเอเชีย ใบหน้าแลดูวัยกลางคนโดยสังเกตจากการขมวดคิ้วจะมีรอยย่นปรากฎบนหน้าผากสามขีด จมูกโด่งคมเป็นสัน คิ้วดก ริมฝีปากเข้ารูป สูงโดยประมาณ 176 เซนติเมตร ชุดที่ใส่เสมือนเป็นชุดประจำออฟฟิศโดยทั่วไป ชายเสื้อจะปล่อยด้านนอกกางเกง มีกระเป๋าประจำตัววางไว้ข้างๆเสมือนเป็นของคู่กายตลอดเวลาเมื่อเดินทางไปไหนต่อไหน เมื่อใดที่เสร็จจากการทำงาน ชายผู้นี้มานั่งที่ตรงนี้เป็นประจำเพื่อแลดูวิถีชีวิตคนเมืองกรุงที่กำลังไหลไปตามวัฏจักรของแสงสุดท้ายของวัน เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้แลเห็นและสังเกตใบหน้าของผู้คนที่มีความสุข ความทุกข์ปนกันบนใบหน้าของผู้คนที่กำลังสัญจรแถวนั้น

ดูอย่างผิวเผินชายคนนี้ไม่ได้รีบเร่งที่จะกลับไปยังบ้านดั่งเช่นคนทั่วไปนัก แต่ในความจริง ชายผู้นี้เป็นคนแปลกหน้า ณ ประเทศแห่งนี้ เป็นคนต่างถิ่น ณ แดนแห่งนี้และเป็นแรงงานพลัดถิ่น ณ ที่แห่งนี้ ในเดือนหน้าจะเป็นการครบรอบการทำงานหนึ่งปี ณ ต่างแดนของเขาหรืออีกนัยยะหนึ่งคือ เขาได้จากบ้านเกิดมาเกือบจะครบปีแล้วนั้นเอง การที่เขาดำเนินชีวิตในแต่ละวันไม่ใช่เรื่องง่ายดายนักเนื่องด้วย วัฒนธรรมของชนชาติมาเลเซียจะสื่อสารภาษาอังกฤษกับภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ สำหรับตัวเขาเองแล้วนั้นภาษาราชการของเขาคือ ภาษาไทย อีกทั้งภาษาอังกฤษที่ได้ร่ำเรียนมาครึ่งหนึ่งของชีวิตก็ไม่สามารถใช้ในการสื่อสารได้คล่องแคล่วมากนัก แต่โดยพื้นเพของเขาซึ่งเกิดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่ในสื่อสารของคนในพื้นที่ ดังนั้นเวลาคุยกับคนที่ทำงานหรือแม้กระทั้งไปจ่ายตลาด บางครั้งเขาก็จำเป็นที่จะต้องสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่น (ภาษามลายู) มาเป็นตัวช่วยในกรณีที่สื่อสารภาษาอังกฤษไม่เข้าใจได้เช่นกัน อาจจะเป็นความโชคดีในความโชคร้ายเมื่อยามคับขันก็อาจจะกล่าวเรียกเช่นนั้นก็ได้

การมาทำงานในมาเลเซียนั้น ก็มีหลายปัจจัยด้วยเช่นกันที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่อย่างเขามาทำงานเป็นแรงงานข้ามชาติ แต่ปัจจัยหลักๆนั้น อย่างแรกก็คือ เงินเดือนที่สูงกว่าประเทศตนเองโดยปกติคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษามาจากระบบการศึกษามหาวิทยาลัย เงินเดือนขั้นต่ำนั้นจะอยู่ที่ หนึ่งหมื่นห้าพันบาท แต่ที่มาเลเซียเงินเดือนสำหรับคนรุ่นใหม่หรือที่เพิ่งจบการศึกษามา จะเริ่มขั้นต่ำที่ สามพันห้าร้อยเหรียญ ซึ่งจะแตกต่างกันมากกับประเทศที่เขาจากมาถึงแม้สกุลเงินจะตกณ ตอนนี้แต่อย่างน้อยชายผู้นี้ก็มีเงินเก็บต่อเดือนก้อนหนึ่ง ไม่ใช่แบบมีกินแต่ไม่มีเก็บ รายรับรายจ่ายเดือนชนเดือนเสมือนที่เขาเคยทำงานในประเทศบ้านเกิดของตนเองก่อนหน้านี้ อย่างที่สองคือ ตลาดมาเลเซียกำลังเปิดรับคนไทยเข้ามาทำงานโดยเฉพาะตำแหน่ง Call Center, Technical support และ Helpdesk ถ้าสังเกตในเอเชียนั้น มาเลเซีย สิงค์โปร์ และฟิลิปปินส์ จะมีความเป็นมืออาชีพในด้าน Call Center มายาวนานพอสมควร (สังเกตได้จากบริษัทใหญ่ๆอย่างเช่น Google, Microsoft, Facebook, IBM Dell และ Lenovo มีฐานที่มาเลเซียทั้งหมด) ดังนั้นสำหรับคนรุ่นใหม่แล้วนั้นคือทางเลือกที่เขาจะดิ้นรนเพื่อหาทางเลือกให้ตนเองให้ได้

ชีวิตเริ่มแรก ณ ต่างถิ่นต่างแดนนั้นดูเหมือนอะไรๆยังไม่เข้าที่เข้าทางมากนัก ชายผู้นี้ต้องมารายงานตัวต่อบริษัทตามวันและเวลาที่ได้กำหนดไว้ หลังจากรายงานตัวเรียบร้อยทางบริษัทแจ้งว่า ที่พักนั้นทางพนักงานจำเป็นต้องหาที่อยู่เอง ดังนั้นมันจึงไม่ง่ายนักที่จะหาที่พักที่ใกล้ที่สุดเพื่อที่จะเดินทางมาทำงานได้สะดวก วิธีที่ง่ายที่สุด สอบถามทางบริษัทหรือไม่ก็พยายามหาคนไทยที่ร่วมชะตากรรม ณ ต่างถิ่นต่างแดนด้วยกัน แน่นอนที่มาเลเซียแห่งนี้เกือบๆห้าพันถึงหนึ่งหมื่นชีวิตได้เข้ามาทำงานเกี่ยวกับร้านอาหารและการบริการการนวด (น่าจะเป็นแรงงานพลัดถิ่นในจำนวนที่เยอะระดับหนึ่งแต่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่โดยคนส่วนมากทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตการทำงานและจำเป็นต้องกลับไปประทับตราเข้าเมืองทุก ๆ 30 วัน) ดังนั้นการถามคนร่วมชะตากรรมพลัดถิ่นที่ทำงานร้านอาหารไทยคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด หลังจากสอบถามคนไทยที่ทำงานร้านอาหารเริ่มแรกเขาจะกล้าๆกลัวๆและไม่กล้าคุยกับชายผู้นี้โดยตรง เนื่องก็เพราะความไม่รู้จักกันและกัน เมื่อใดที่ชายผู้นี้ใช้ภาษาถิ่น (ภาษามลายู) ความตึงเครียดได้ผ่อนลงและการสนทนาได้เริ่มอีกครั้งเสมือนคนรู้จักกันหลังจากนั้น จากการสังเกตผู้คนที่ทำงานในร้านอาหารไทยนั้นมีอายุน้อยสุดคือ 12 ปี และมากที่สุดก็เกือบๆ 50 ปีที่พลัดถิ่นมารับจ้างเป็นแรงงานซึ่งอายุประมาณเขาต้องมีหน้าที่ต้องเรียนหนังสือมากกว่าที่จะมาทำงานด้วยซ้ำ และสำหรับผู้คนที่อายุมากนั้น เช่นเดียวกันหน้าที่ของเขาควรที่จะพักผ่อนที่เรียกว่าบ้านเพื่อเล่นกับหลานๆ แต่ในเมื่อโชคชะตาและฐานะชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ชายคนนี้ได้ละที่จะถามคำถามนี้และปล่อยให้สายลมพัดผ่านไป น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

การใช้ชีวิตที่ดินแดนแห่งนี้ได้สอนอะไรหลายๆอย่างให้กับชายผู้นี้ ตั้งแต่การเก็บออมเงินสามเดือนแรก เพราะเดือนแรกกับเดือนที่สองจำเป็นที่จะต้องทำการยืมเงินเพื่อนๆหรือไม่ก็ครอบครัวก่อน เนื่องจากคนที่เคยทำงานในตลาดแรงงานในบ้านเกิดมีกินแต่ไม่มีเก็บ เคยดำเนินชีวิตเหมือนผู้คนทั่วไปนั้นคงมีเงินไม่พอที่จะเปิดห้องอาศัยได้ ดังนั้นเดือนแรกถึงเดือนที่สามนั้นรายรับรายจ่ายเดือนชนเดือนก่อนเพื่อจ่ายหนี้ที่ยืมจนหมดเสียก่อนจึงจะมีเงินเก็บ

ต่อมาคือเพื่อนร่วมชะตากรรม ด้วยความที่ชายผู้นี้มาทำงานคนเดียว ณ ต่างถิ่นต่างแดน เขาไม่เคยมีเพื่อนเลยที่เคยทำงานที่นี่ก่อนหน้านี้กอปรกับโดยวัฒนธรรมของคนในพื้นที่บ้านเกิดชอบไปมาหาสู่รวมกลุ่มกันพบปะกันเพื่อเปลี่ยนสาระทุกข์สุขดิบกันไปมา ห้าเดือนแรกนั้นคือการเผชิญหน้ากับค่ำคืนที่มืดมิด เขาคือผู้ที่ได้เข้าใจความหมายของคำว่า ความเอิกเกริกของผู้คนที่รายล้อมในป่าคอนกรีตที่มีตึกขนาดใหญ่ประกบข้าง ช่างเงียบสงัดเหลือเพียงแสงของความเหงาที่คอยปลอบประโลมในหัวใจ ณ ชั่วยามราตรี อย่างลึกซึ่งว่าการทำงานต่างถิ่นต่างแดนคนเดียวมีความรู้สึกเช่นไร จนท้ายสุดเขาก็สามารถหาเพื่อนร่วมห้องและเพื่อนร่วมชะตากรรมจากบ้านเกิดได้เช่นกันโดยมีนามว่า สันติ ถึงแม้จะทำงานต่างบริษัทต่างสถานที่ก็ตาม

สิ่งที่สามคือ บริบทประเทศมาเลเซีย การที่ได้ทำงาน ณ ดินแดนแห่งเกือบจนจะครบหนึ่งปีอาจเรียกได้ว่า เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้แก่ชายผู้นี้ก็ว่าได้ อย่างเช่น ระบบขนส่งมวลชนที่เอื้อการบริการสำหรับผู้สูงอายุแต่จำเป็นต้องมีบัตรในการโดยสารทุกครั้ง รถบัสเกือบทุกคันในเมืองจะมีทางเดินเฉพาะสำหรับรองรับและให้บริการแก่รถเข็นที่ต้องการขึ้นรถโดยสาร ใช้บัตรเดียวสามารถโดยสารทั้งรถไฟฟ้า รถบัส และจ่ายค่าทางด่วนได้เช่นกัน หรือจะเป็นทางเดินเท้าสำหรับคนตาบอดที่นี่จะเป็นทางเดินชัดเจนไม่มีสิ่งกีดขวางคอยสกัดกั้นกลางทางอย่างเช่น เสาไฟฟ้า ร้านค้าริมทางหรือต้นไม้ เป็นต้น

ยังไม่นับเสียงจราจรสำหรับการข้ามถนนของคนตาบอด หรือภายในห้างระหว่างบันไดเลื่อนที่ไม่มีลิฟต์นั้นจะมีอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่มีเอาไว้ช่วยเหลือการเดินทางจากจุดด้านล่างไปยังยังจุดด้านบนสำหรับผู้คนที่จำเป็นต้องใช้รถเข็นหรือรถเด็กเหล่านี้อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนธรรมดาปกติชนทั่วไป แต่ในความเป็นจริงนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงศักยภาพในการดูแลคนที่มีความพิการให้เสมือนคนปกติทั่วไปให้สามารถใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยหรือเดินทางไปไหนต่อไหนในประเทศของตนเองได้นั้นเอง อีกทั้งยังไม่กล่าวถึงเส้นทางสาธารณูปโภคที่เอื้ออำนวยได้หลายช่องทางอย่างเช่น Grab, Uber, Taxi และอื่นๆ สิ่งที่เป็นหมุดหมายสำคัญหรือกงล้อประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นภายในปีนี้คือ การเลือกตั้งครั้งที่ 14 ของมาเลเซียที่ประชาชนมาเลเซียรอการเลือกตั้งอย่างมีความหวังมาห้าปีเต็ม ประเทศเขาไม่มีการรัฐประหารถึงแม้ว่าการบริหารประเทศในช่วงรัฐบาลนั้นจะแย่แค่ไหนประชาชนเขาก็ไม่ออกมาล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเด็ดขาด จากจุดนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นข่าวดีข่าวหนึ่งสำหรับแรงงานพลัดถิ่นทุกประเทศ ณ ดินแดนแห่งนี้ก็ว่าได้ เนื่องจากเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองโดยรัฐบาลใหม่ ค่าเงินมีการแข็งค่าขึ้น ค่าภาษีจากการซื้อขายได้ถูกเลิกและเริ่มบังคับใช้ต้นเดือนมิถุนายนนี้ ล่าสุดคือค่าครองชีพที่นายกคนใหม่ได้สัญญาว่าจะทำการปรับลงมานั้นเอง เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้คนรุ่นใหม่ในมาเลเซียคาดหวังรวมกระทั้งผู้คนทุกคนที่เป็นแรงพลัดถิ่น ณ ดินแดนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

 

เมื่อแสงสุดท้ายพลันเกือบจะหลับผืนฟ้าไป ในสมองเขาได้ประมวลผลความทรงจำที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาเกือบๆหนึ่งปี เขาได้เริ่มต้นตั้งแต่เป็นคนแปลกหน้าที่ตรงนี้ จนกระทั้งสามารถเพื่อนที่ร่วมชะตากรรม ณ ดินแห่งนี้ได้หลายชีวิตและอีกหลายๆอย่างได้หล่อหลอมชายผู้นี้ได้ให้บทเรียนชายผู้นี้ในหลายๆอย่าง ในอนาคตก็ไม่แน่ว่า ใครคนใดคนหนึ่งอาจจะก่อตั้งสมาคมคนไทยที่ทำงานมาเลเซีย เพื่อพบปะสังสรรหรือเพื่อช่วยเหลือประสานที่พักสำหรับคนรุ่นต่อๆไปหรือแม้กระทั่งอาจเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนสาระทุกข์สุขก็อาจจะเป็นไปได้ เหล่านี้คือแสงแห่งความหวังจะอาจจะถูกจุดในวันใดวันหนึ่ง…

 

發表迴響

你的電子郵件位址並不會被公開。 必要欄位標記為 *