เด็กจบใหม่

🇹🇭 2019 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 🇹🇭

📜 เด็กจบใหม่
👤 Namfon Ponjaroen

เรื่องราวของฉันเริ่มต้นขึ้นเมื่อฉันจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เด็กจบใหม่ ใคร ๆ ก็เรียกฉันแบบนั้น เด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่เลือกเรียนทางด้านภาษาเพราะอยากพัฒนาชีวิตของตัวเองและครอบครัว แม้เพียงสักครา หากมีโอกาสได้ไปเผชิญโลกกว้างดั่งคำบอกเล่าของหลายต่อหลายคนที่เคยเดินทางไปต่างแดน ฉันจะไม่ลังเลใจเลย และมาเลเซียคือหนึ่งในดินแดนที่ฉันอยากไปเยือน ณ วันนี้ตัวฉันนั้นมีวุฒิการศึกษา ฉันมีความรู้เป็นบันไดเพื่อไต่ขึ้นไปหาสิ่งที่ต้องการ โดยไม่ลังเลใจแม้เพียงนิด ฉันเลือกที่จะสมัครงานในประเทศมาเลเซียผ่านทางอินเตอร์เน็ตโดยทันที ตัวฉันเปรียบดั่งนกน้อยที่ถูกฟูมฟักถ่ายทอดวิชาความรู้อย่างเปี่ยมล้น รอวันที่จะเจริญเติบโตโผบินออกจากรัง ปีกน้อย ๆ ของฉันเตรียมตัวที่จะสยายออกเพื่อท่องโลกกว้างตราบเท่าที่ฉันจะบินไหว ฉันเผลอจินตนาการด้วยความสุขกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต ทว่าความจริงนั้นการแข่งขันของตลาดแรงงานกลับสูงลิ่ว ด้วยประชากรจบใหม่ที่มีจำนวนมากมายนับแสนคน นกน้อยที่เพิ่งโผบินขึ้นบนฟ้าครั้งแรกได้ค้นพบความจริงว่าบนท้องฟ้านั้นมิได้มีฉันเพียงตัวเดียว แต่กลับมีนกตัวอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน แม้จะกดดันกับสิ่งที่ได้รับรู้แต่ชีวิตย่อมมีอุปสรรคเสมอ ในแต่ละวันฉันตั้งตารอคอยอีเมลตอบกลับจากบริษัทต่าง ๆ แทบทุกวินาที เวลาแห่งการรอคอยนั้นช่างยาวนานจนบั่นทอนความมุ่งมั่นภายในจิตใจราวกับนาฬิกาทรายที่ค่อย ๆ ลดน้อยลงไปทุกที ขณะเดียวกันนั้น ฉันก็ต้องคอยตอบคำถามใครต่อใครอยู่เสมอ จบแล้วทำงานอะไร? จบแล้วได้งานหรือยัง? คำถามที่เหมือนดั่งลูกธนูพุ่งจากทุกทิศทางให้นกอย่างฉันหวาดระแวงและกดดันจนไม่กล้าที่จะออกไปเจอผู้คน ถ้าหากมองแค่ผิวเผินอาจเป็นคำถามทั่วไป แต่ใครจะรู้ว่านั่นเป็นคำถามที่สร้างความเจ็บปวดให้กับฉันได้เสมอ ความเจ็บปวดของคนเราไม่เท่ากัน โดยเฉพาะคำพูดที่ฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นมานักต่อนัก ในขณะที่ฉันพยายามที่จะเดินหน้าสมัครงานอย่างสุดความสามารถและแบกรับความคาดหวังไว้บนบ่าจนหนักอึ้งนั้น แต่มันไม่เป็นผลเลย ไม่มีอีเมลตอบกลับ ฉันกลายเป็นคนว่างงานที่ฝากความหวังไว้กับเรซูเม่ไม่กี่หน้า ใช้ชีวิตช่วยเหลือพ่อแม่ไปวัน ๆ แต่ในวันหนึ่ง ราวกับพระเจ้าเมตา ฉันได้รับอีเมลตอบกลับเพื่อสัมภาษณ์งานในวันรุ่งขึ้น มือไม้สั่นจนยากที่จะควบคุม กู่ร้องก้องบ้าน บริษัทที่เรียกให้ฉันไปสัมภาษณ์เป็นบริษัทหนึ่งในประเทศมาเลเซีย ความฝันฉันใกล้จะกลายเป็นจริงแล้ว ความดีใจเอ่อล้นจนแสดงออกชัดเจนทางสีหน้า ฉันยิ้มได้กว้างที่สุดในรอบเดือน แม้จะยังวางใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันก็ดีกว่าไม่มีหวังเลยไม่ใช่หรือ ฉันเตรียมตัวอย่างดีกับการสัมภาษณ์งานครั้งแรก ค้นหาข้อมูลเท่าที่ทำได้ และฝึกซ้อมอย่างหนัก จนวันสัมภาษณ์มาถึง ฉันตื่นเต้นมาก มือเย็นเฉียบไปหมด การสัมภาษณ์ผ่านการวิดีโอคอลเกิดขึ้นและผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาราว 20 นาที ฉันคิดว่าฉันจะต้องผ่านการสัมภาษณ์อย่างแน่นอน แต่น่าเสียดาย ฉันสัมภาษณ์ไม่ผ่าน ฝ่ายบุคคลบอกว่าฉันมีคุณสมบัติดีตรงตามที่บริษัทของเขาต้องการ แต่อย่างเดียวที่ฉันไม่มีคือประสบการณ์ในสายงานนี้ ข้อนี้สำคัญมาก ซึ่งประสบการณ์จำเป็นต้องใช้เวลา และเพราะว่าฉันคือเด็กจบใหม่ ฉันถึงพลาดงานนี้ไปอย่างน่าเสียดาย แม้ว่าฉันจะกระตือรือร้นพร้อมที่จะเรียนรู้งานก็ตาม ความผิดหวังครั้งแรกทำให้ฉันหมดแรงที่จะสู้ ทำไมการหางานมันยากเย็นถึงเพียงนี้ มันผิดที่ตัวฉันหรือผิดที่ตรงไหนกัน ที่ทำให้ฉันกลายเป็นเด็กจบใหม่เดินเตะฝุ่นหางานไปวัน ๆ ฉันเสียใจกับมันมากจนไม่อยากทำอะไรต่อไปแล้วเพราะฉันคาดหวังไว้มาก เมื่อผิดหวังจึงไม่แปลกที่ฉันจะร้องไห้ ความอ่อนแอจึงถูกระบายออกมาเป็นน้ำตา ฉันพยายามปลอบตัวเองไว้ว่ามันจะดีขึ้น ใคร ๆ ก็ต้องเคยร้องไห้กันทั้งนั้น เหมือนตอนเด็กที่ฉันฝึกขี่จักรยานครั้งแรกแล้วล้มลงจนมีบาดแผล แต่เมื่อฉันพยายามอีกครั้ง สุดท้ายฉันก็ขี่มันได้จนชำนาญ ผิดหวังได้ ท้อแท้ได้ แต่ต้องลุกให้ไหวด้วย ฉันต้องสู้ ชีวิตมันก็แบบนี้ อย่าเพิ่งหมดไฟสิ หลังจากนั้นฉันวนเวียนอยู่กับการส่งอีเมลและการสัมภาษณ์งานอีกหลายต่อหลายครั้งและทุกครั้งมักจบที่ฉันคือเด็กจบใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่มีบริษัทไหนให้โอกาสฉันเลย แล้วแบบนี้ฉันจะหาประสบการณ์จากที่ไหนกัน ตัวฉันมีไฟพร้อมเรียนรู้งานอย่างเต็มเปี่ยม ขอเพียงแค่โอกาสที่ฉันหวังว่าจะมีสักบริษัทที่เห็นถึงความพยายามและหยิบยื่นมันให้กับฉัน มีอยู่วันหนึ่งป้าละแวกบ้านที่ฉันอาศัยได้ถามคำถามเดียวกับที่ทุกคนสงสัยเกี่ยวกับฉันว่าทำไมฉันยังไม่มีงานทำ ฉันควรจะชินชากับคำถามเหล่านั้นและตอบกลับไปตามความจริงว่าฉันนั้นยังไม่มีงานทำเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่เพราะในประโยคคำถามนั้นพาดพิงถึงครอบครัวของฉันด้วย ฉันจึงปล่อยผ่านมันไปไม่ได้เลยจริง ๆ
“ทำไมจบนานแล้วยังไม่ทำงานอีก เด็กสมัยนี้ก็แบบนี้ จบมาก็เกาะพ่อแม่กิน ไม่รู้จักทำมาหากิน”
ประโยคที่ยาวเหยียดนั้นฉันจดจำมันได้ขึ้นใจ ฉันไม่ได้ตอบกลับไปเพราะสมองของฉันมันว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด ฉันไม่มีคำจะพูด ไม่รู้ต้องพูดอะไรออกไป มันเจ็บปวดมากกับคำว่า ‘เกาะพ่อแม่กิน’ ฉันกลับมาบ้าน มองพ่อแม่ที่กลับจากทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เพราะบ้านของฉันทำสวน ชาวสวนที่วัน ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในสวน ทำงานหนักแลกกับการหาเงินมาประทังชีวิต พ่อแม่ของฉันเรียนมาน้อยมีความรู้เพียงน้อยนิด อาศัยความชำนาญและการทำงานหนักเข้าช่วยในการประกอบอาชีพ พวกท่านเคยบอกกับฉันว่าอยากให้ฉันเรียนสูง ๆ เพื่อที่จะได้มีความรู้และไม่ต้องทำงานหนักเหมือนอย่างพวกท่าน พ่อแม่ที่แลกหยาดเหงื่อทุกหยาดเพื่ออยากให้ลูกสุขสบายที่สุด ฉันทรุดตัวร้องให้โฮออกมา พูดขอโทษหลายครั้งกับความล้มเหลวในการหางานของฉัน ฉันเจอแค่นี้ฉันยังเจ็บปวด แล้วพ่อแม่ฉันล่ะ ท่านต้องคอยตอบคำถามแบบนี้เหมือนกับฉันไหม พวกท่านจะผิดหวังในตัวฉันรึเปล่า ความกดดันนี้อึดอัดจนทำให้ฉันหายใจไม่ออก คำถามมากมายผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด บั่นทอนจิตใจให้แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ จนไม่เหลือชิ้นดี ตัวฉันนั้นคิดว่าไหวมาตลอด แต่วันนี้นกน้อยอย่างฉันได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัสจากคำพูดเหล่านั้น ปีกที่เคยสยายอย่างสวยงามในตอนแรกเริ่มที่จะอ่อนล้า นกน้อยอย่างฉันค่อย ๆ ทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่างอย่างจำนน ในขณะที่ฉันหมดแรงที่จะสู้ต่อแล้ว กลับมีลมใต้ปีกพัดมาให้ฉันนั้นลอยตัวขึ้นอีกครั้ง และลมใต้ปีกนั้นคือพ่อแม่ของฉันเอง
“ไม่เป็นไร ลูกทำเต็มที่แล้ว พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวลูกเสมอ”
แค่ประโยคง่าย ๆ กลับเยียวยารักษาฉันได้ราวกับเป็นยาวิเศษ พ่อกับแม่ที่เห็นคุณค่าของฉันเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ แต่ตัวฉันกลับเอาคำพูดเพียงไม่กี่คำจากคนรอบข้างที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับฉันมาบั่นทอนตัวเอง ฉันทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร ฉันเป็นเพียงแค่มนุษย์และมนุษย์นั้นมีข้อบกพร่องเสมอ ไม่ได้วันนี้ใช่ว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้ เพียงแค่อดทนและรอคอย อะไรที่ใช่ย่อมมาในเวลาที่เหมาะสมเสมอ อย่าเพิ่งท้อ อย่าเพิ่งถอดใจ วันนี้ฉันเป็นนกที่บินอยู่ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดและหนาวเหน็บ แต่ไม่นานแสงสว่างวันใหม่ต้องส่องแสงให้ความอบอุ่นกับฉัน ฉันต้องอดทนผ่านมันไปให้ได้ และข่าวดีก็ได้เกิดขึ้นกับฉัน เมื่อรุ่นพี่ที่รู้จักบอกกับฉันว่าบริษัทที่เขาทำงานอยู่ในประเทศมาเลเซียกำลังหาพนักงานใหม่ ความหวังใหม่จุดประกายไฟในตัวฉันอีกครั้ง ครั้งนี้มันช่างแตกต่างกับนับสิบครั้งที่ผ่านมา ในที่สุดเวลาที่ฉันรอคอยมาอย่างยาวนานนั้นก็ได้จบลงเสียที ฉันพูดได้เต็มปากว่าเด็กจบใหม่อย่างฉันได้งานทำแล้ว งานที่ฉันใฝ่หามันมาตลอดร่วมเดือน และเป็นอีกครั้งที่ฉันร้องไห้แต่น้ำตาที่ไหลในวันนี้เหมือนปลดล็อกทุกความกดดันที่แบกรับมาตลอด เป็นน้ำตาแห่งความยินดี ขอบคุณตัวฉันเองที่ผ่านมันมาได้แม้เส้นทางที่ผ่านมามันจะขรุขระสักแค่ไหนก็ตาม มาเลเซียในความคิดของฉันเท่าที่เคยได้ยินมาเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือศานาอิสลาม เป็นเมืองที่สะอาดมาก มีความสะดวกสบาย และมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ฉันกำลังจะเดินทางไปพิสูจน์ว่าที่ฉันเคยได้ยินมานั้นเป็นจริงหรือไม่ มาเลเซียในทัศนคติของฉันกับความเป็นจริงนั้นจะเป็นอย่างไร ครอบครัวฉันได้ทานข้าวมื้อพิเศษเพื่อเลี้ยงส่งฉัน วันสุดท้ายของการจากลาพ่อแม่ได้พูดกับฉันว่า
“ไปอยู่บ้านเมืองเขาดูแลตัวเองให้ดี มันไม่ได้ง่ายกับการเปลี่ยนแปลง ขอให้สู้นะลูก ถ้าเหนื่อยแค่กลับมาบ้านเรา พ่อกับแม่รอลูกเสมอ”
เมื่อถึงเวลาต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนจริง ๆ ความวูบโหวงในจิตใจก็เกิดขึ้น สองข้างทางที่ฉันเฝ้ามองลดขนาดลงเรื่อย ๆ ในประเทศที่ฉันกำลังจะจากไป ฉันคิดต่าง ๆ นานา ฉันจะปรับตัวได้ไหม ผู้คนที่นั่นจะใจดีเหมือนที่ไทยไหม ฉันจะสื่อสารกับคนอื่นเข้าใจหรือเปล่าเพราะตัวฉันเองพูดได้แค่ภาษาไทยกับอังกฤษ ฉันพูดภาษามาเลเซียไม่ได้เลย นั่นเป็นสิ่งท้าทายที่ตัวฉันนั้นต้องเผชิญ ฉันนั่งรถบัสเข้ามากัวลาลัมเปอร์และมาลงที่ TBS ซึ่งเป็นศูนย์กลางสถานีรถบัสทั่วประเทศ สิ่งแรกที่ฉันทำคือการติดต่อบอกทางบ้านว่าฉันมาถึงอย่างปลอดภัย พ่อแม่จะได้ไม่เป็นห่วง ฉันมอง TBS อย่างสนใจเพราะมีขนาดใหญ่ สะดวกสบาย อีกทั้งยังสะอาดมาก ผู้คนที่เดินผ่านไปมาล้วนแล้วแต่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทั้งยังพูดคุยกันเป็นภาษาต่าง ๆ ณ ตอนนี้ฉันยืนอยู่บนผืนดินใหม่ ประเทศมาเลเซีย แผ่นดินที่ฉันเลือกที่จะเดิมพันกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต ฉันข่มความตื่นเต้นไว้ภายในใจ วันนี้นกอย่างฉันกำลังบินอยู่บนแผ่นฟ้าใหม่ของประเทศที่ใฝ่ฝัน ท้องฟ้าที่ควรจะสดใสพลันถูกกลบด้วยพายุที่ตั้งเค้าเผยเงามืดทมึน ฉันโดนเก็บพาสพอร์ตไว้กับบริษัทเพื่อทำเรื่องวีซ่า ความกลัวเริ่มเกาะกินในจิตใจ เขาบอกกับฉันว่าจะคืนให้แต่ระหว่างนี้ให้ฉันอาศัยอยู่บริเวณที่พักไปก่อน ฉันเริ่มกังวลมากขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไป ความคิดในแง่ร้ายว่าจะถูกหลอกมาเป็นแรงงานเถื่อนรบเร้าจิตใจจนฉันต้องทำอะไรสักอย่าง แม้ว่าตัวฉันอยากจะทำงานในมาเลเซียมากเพียงใด แต่การเป็นแรงงานผิดกฎหมายไม่ใช่สิ่งที่ฉันปรารถนา ฉันได้ติดต่อกับเพื่อนที่ทำงานสถานทูต สอบถามถึงข้อเท็จจริงถึงได้รับรู้ว่า ทางการมาเลเซียเข้มงวดเรื่องการทำวีซ่ามากขึ้น จึงต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบตัวฉันก่อนที่จะออกวีซ่าให้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทางบริษัทจึงจำเป็นต้องเก็บพาสพอร์ตฉันไว้นานถึง 1 สัปดาห์ ทุกอย่างถูกคลี่คลาย ตัวฉันไม่ได้ถูกหลอกมาเป็นแรงงานเถื่อนแต่อย่างใด ฉันมาทำงานที่นี่อย่างถูกกฎหมายทุกประการ แล้ววันแรกของการทำงานในบริษัทใหญ่กลาง KL ก็มาถึง เป็นงานแรกหลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้กำลังใจตัวเอง ฉันต้องทำได้ เพราะที่นี่เป็นบริษัทต่างชาติจึงไม่แปลกที่จะมีคนจากหลายชาติมารวมตัวกัน วันเทรนงานฉันได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่จากหลากหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย เกาหลี อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม และกัมพูชา พวกเขาต่างก็เป็นเพื่อนร่วมเทรนงานไปด้วยกัน จากการพูดคุยได้รับรู้ว่าทุกคนมาทำงานที่นี่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป เพื่อเงิน เพื่อความก้าวหน้า และเพื่อค้นหาประสบการณ์ใหม่ในต่างแดน นกน้อยอย่างฉันที่เมื่อก่อนเคยบินอย่างโดดเดี่ยว วันนี้ฉันได้ทำความรู้จักกับนกตัวอื่นที่บินมาร่วมทางในดินแดนใหม่ แต่ระยะทางที่บินนั้นไม่ใช่ใกล้ ๆ เลย เด็กจบใหม่ที่เพิ่งทำงานเป็นครั้งแรกต้องปรับตัวอย่างหนัก ในสังคมการทำงานไม่ว่าคุณจะจบจากไหน มีอายุมากกว่าหรือน้อยกว่า มันไม่ได้สำคัญเลย สิ่งที่สำคัญคือความเป็นมืออาชีพ เด็กจบใหม่อย่างฉันเคยคิดว่าฉันเป็นเด็กใหม่ หากผิดพลาดคงไม่เป็นอะไร แต่มันไม่ใช่ คำว่าเด็กใหม่ไม่ใช่ข้ออ้างในการทำงานผิดพลาด ในวันนี้ฉันถึงได้เข้าใจกับคำว่าไม่มีประสบการณ์ที่หลายบริษัทเคยปฏิเสธฉัน เพราะประสบการณ์ในการทำงานเป็นเหมือนโล่ที่ยิ่งผ่านไปนานโล่นั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องตัวคุณเอง และเพราะฉันเป็นเด็กจบใหม่ที่ไม่มีโล่คุ้มภัย ฉันจึงต้องทนเจ็บปวดจากหลายสิ่งหลายอย่างที่เข้ามา มันไม่ง่าย มันทั้งกดดันและอึดอัด การแข่งขันพัฒนาตัวเองตลอดเวลาทำให้ฉันต้องพยายามมากขึ้น มากขึ้น หลายครั้งร้องไห้ หลายครั้งอยากกลับบ้าน แต่เมื่อได้เห็นเงินก้อนแรก ได้โอนมันกลับบ้านให้กับพ่อแม่ นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการ ไม่มีงานไหนที่ทำแล้วไม่เหนื่อยจริงไหม วันนี้ฉันแค่ยังไม่คุ้นเคยกับมัน แต่วันหน้าฉันต้องเก่งขึ้น ฉันยิ้มเป็นกำลังใจให้ตัวเองทุกวัน ฉันทำงานกะดึก ในขณะที่ทุกคนหลับใหลนั่นเป็นเวลาทำงานของฉัน เพราะเทคโนโลยีไม่มีวันหยุดนิ่ง ฉันจึงทำงานในเวลาที่แตกต่างจากคนอื่น หลังจากเลิกงานในตอนเช้า สิ่งที่ฉันทำประจำคือเดินไปตรงหัวมุมถนน ยิ้มให้กับป้าคนขายของ
“เอานาซิเลอมะก์ค่ะ”
อาหารประจำชาติของมาเลเซียที่กินครั้งแรกไม่ถูกใจ แต่ทุกวันนี้กลับเป็นอาหารจานโปรด มองดูผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ในตอนเช้าแต่ไม่ได้วุ่นวายเหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป กัวลาลัมเปอร์ที่ฉันรู้จักคือเมืองหลวงที่สงบร่มรื่น มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งคนมาเลเชื้อสายมลายู คนมาเลเชื้อสายจีน คนมาเลเชื้อสายอินเดีย และชนพื้นเมืองต่าง ๆ นั่นเป็นเหตุผลให้เด็กมาเลเซียสามารถพูดได้ 3 ภาษามาตั้งแต่เด็ก เด็กมาเลเซียทุกคนสามารถพูดภาษามาเล จีน และอังกฤษได้ ฉันทึ่งกับความจริงที่ได้รับรู้และขณะเดียวกันฉันก็ชื่นชมระบบการศึกษาของที่นี่ เพราะฉันเชื่อว่ารากฐานของการพัฒนามาจากการศึกษาที่ดี ฉันยืนรอรถเมล์เหมือนทุก ๆ เช้า การขนส่งสาธารณะของมาเลเซียมีทั้ง รถเมล์ รถไฟฟ้า แท็กซี่ และ Grab Taxi ซึ่งนับว่าสะดวกสบายเป็นอย่างมาก อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็ไม่แพง เผลอคิดถึงประเทศของตัวเอง หากมีการจัดการที่ดีแบบนี้คงดีไม่น้อย เอกลักษณ์ของมาเลเซียในมุมมองของฉันคือการยึดถือวัฒนธรรมเชื้อสายตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้และอยู่รวมกันกับผู้อื่นได้ ผู้คนไม่ฟุ้งเฟ้อกับวัถุนิยม ดังนั้นการดำเนินชีวิตจะเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีกฎหมายที่เคร่งครัด ฉันไม่รู้สึกกลัวเลยหากจะต้องนั่งแท็กซี่คนเดียวแม้ว่าฉันจะเป็นผู้หญิงก็ตาม หากกฎหมายเคร่งครัดและทุกคนยึดถือปฏิบัติ สังคมจะน่าอยู่ขึ้นไม่น้อยเลย มาเลเซียไม่ได้มีดีแค่ตึกแฝด แต่มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ผู้คนใจดี ฉันสัมผัสมันมาแล้ว ฉันมองออกไปบนฟ้าไกล เคยสงสัยไหมว่าทำไมฉันถึงเปรียบเทียบตัวเองเสมือนนก นั่นก็เพราะว่าปู่ของฉันเคยเรียกขานฉันเมื่อตอนฉันยังเป็นเด็ก ฉันสงสัยมาตลอดว่าเหตุใดปู่ไม่เรียกชื่อจริงของฉัน จนวันหนึ่งท่านได้พูดกับฉันว่าอยากให้ฉันเป็นเหมือนนก เพราะนกนั้นอดทนยิ่งนัก สามารถบินผ่านร้อนผ่านหนาวแม้ตัวเล็กนิดเดียว ท่านอยากให้ฉันแข็งแกร่งได้เหมือนนก ฉันยิ้มให้กับตัวเองเมื่อนึกถึงมัน หากวันนี้ปู่ยังอยู่หรือตอนนี้อาจจะมองมาจากบนฟ้าก็ตาม ฉันอยากบอกปู่ว่า
“นกตัวน้อย ๆ ของปู่ในตอนนั้น วันนี้มันเติบโตขึ้นแล้ว และกำลังเผชิญโลกกว้างอยู่ หลาย ๆ ครั้งมันเจออุปสรรคแต่มันก็ผ่านมาได้เพราะมันแข็งแกร่งเหมือนที่ปู่บอก และนกตัวนี้จะบินให้ไกลเท่าที่ตัวมันจะไหว”
ในช่วงชีวิตหนึ่งฉันคือเด็กจบใหม่ที่ต้องเจอกับช่วงเวลาที่ทั้งสุขและเศร้า ช่วงเวลาที่เจ็บปวดแต่มันกลับสวยงาม ในวันข้างหน้าฉันไม่สามารถรับรู้ได้ว่าชีวิตฉันจะเจอกับอะไรอีกบ้าง แต่สิ่งที่สอนฉันตลอดมาคือความอดทน จงอดทนให้ได้เหมือนนก…

📝 คอมเม้น 評語|Rewat Panpipat

ภาษาและเนื้อสารแจ่มชัด เล่าเรื่องได้น่าติดตาม

📝 คอมเม้น 評語|Netiwit Chotiphatphaisal

เด็กจบใหม่ครุ่นคิดกับชีวิตของเธอว่าจะหางานทำได้หรือไม่ และกระบวนการกว่าจะได้ของเธอ ก็ทำให้พวกเราผู้อ่านต้องคอยลุ้นอยู่ตลอดว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ในเรื่องมีการอุปมาที่สวยงาม ระหว่างชีวิตกับอุปลักษณ์เช่น โล่ นก ตอนสุดท้ายเฉลยว่าที่เรียกตัวเองว่าเป็น “นก” เพราะปู่เรียก เป็นการดำเนินเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก และลึกซึ้งกินใจ