อีกหนึ่งปี..ที่กลันตัน

🇹🇭 2019 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 🇹🇭

📜 อีกหนึ่งปี..ที่กลันตัน
👤 กณิศ ศรีเปารยะ

“รายอนี้.. ลูกไม่ได้กลับบ้านนะ” ฉันบอกพ่อกับแม่ตั้งแต่ทราบปฏิทินวันหยุดของรัฐกลันตัน “ปีนี้ หยุดจริงๆแค่สองวันเอง….ลายาวเหมือนปีก่อนไม่น่าจะได้… ไว้ลูกค่อยกลับบ้านชดเชยวันหยุดอื่นๆถัดไปนะ” ฉันรีบบอกต่อทันทีเพื่อไม่ให้มีคำถาม เมื่อทั้งสองพยักหน้ารับทราบ จึงเป็นอันเข้าใจตรงกันว่า รายอปีนี้ ฉันจะปักหลักอยู่ที่กลันตันนี้เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ถ้าถามว่าผ่านรายอมาแล้วสี่ปี ยังไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้อีกเหรอ…..ก็คงต้องตอบแบบไม่สงวนท่าทีว่า…. “รายอทุกปี.. ฉันหนีกลับบ้านประจำ”

นับไปนับมา ฉันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ห้าปีกว่าๆแล้วนะ จากก้าวแรกที่ค่อนข้างขรุขระและไม่เป็นมิตร เพราะความคิดเชิงปรปักษ์แบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง กลันตันก็เป็น “ครู” ที่ทั้งใจดีและเคร่งครัด ที่สอนและทดสอบฉันหลายๆอย่าง บทเรียนที่สำคัญที่สุด คือ สอนให้ “ปล่อยวาง” และ “ทลาย” กรอบของตัวเองลง ในวิถีศาสนาและวัฒนธรรมที่ต่างกัน การแบ่งเขา-แบ่งเรา ไม่อาจช่วยสร้างความเข้าใจได้ แต่การเรียนรู้เขา และอนุญาตให้เขาเรียนรู้เราต่างหากที่สร้างความเข้าใจ ฉันไม่รู้ว่ากำแพงหรือกรอบที่ฉันกอดถือไว้มันถูกปล่อยวางลงตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้เอาอีกทีก็เมื่อตอนที่ตัวฉันได้ข้ามกลับไปกลับมาระหว่าง “ฉัน” (ในฐานะคนไทย-พุทธ) กับ “ฉัน” (ในฐานะคนไทยในวัฒนธรรมมลายู) และ “ฉัน” อีกคน (ในฐานะคนไทยในวัฒนธรรมสยาม) ได้อย่างไม่รู้สึกเคอะเขิน โลกของฉันจึงกลายเป็นโลกผสม ที่มีสีของวัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อต่างๆ ปะปนกันอยู่ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าในวันนั้น ฉันจะ “ผสมสี” “ให้น้ำหนัก” และ “สมดุล” มันอย่างไร

เมื่อมองบริบทแวดล้อม สำคัญกว่ามองแต่ตัวเอง ฉันจึงพบว่า จริงๆแล้ว ผู้คนในกลันตัน ต่างเป็นผู้คนที่มีอัตลักษณ์ที่สามารถ “ข้าม” และ “ปรับ” กลับไปกลับมากันทั้งนั้น กลันตันมีทั้ง “ผู้พำนัก” ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์มลายู ซึ่งในปัจจุบันนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่และกลุ่มชาติพันธุ์ชาวสยามที่ได้สิทธิ์เป็น “ภูมิบุตรา” หรือ “คนติดแผ่นดิน” มีทั้ง “ผู้ขออาศัย” แบบตั้งรกราก ลงหลักปักฐานเป็นชุมชนแน่นแฟ้น เช่น กลุ่มชาวจีนและอินเดีย รวมไปถึงกลุ่มชาวบังคลาเทศ ปากีสถาน และชาติตะวันออกกลางอีกจำนวนหนึ่ง ที่อยู่อาศัยในฐานะเจ้าของธุรกิจร้านอาหารและทางด้านสินค้าส่งออก มีทั้ง “ผู้มาเยี่ยมเยือน” ที่แวะเวียนมาทำมาหากินอย่างเป็นวัฏจักรหมุนเป็นวงจร ทั้งแบบ “สัญญาจ้าง” ที่เป็นแรงงานถูกกฏหมาย (เช่นตัวฉัน) แบบ “ขาจร” ที่เป็นได้ทั้งแบบถูกกฏหมายแต่ไม่โปร่งใส และแบบไม่สนใจกฏหมายแต่อย่างใด แรงงานแบบขาจรนี้ มักจะ “ลาพักร้อน” จรกลับบ้านเกิด หรือใกล้ที่สุดคือข้ามเขตแดนเมื่อถึงกำหนดหมดเวลารอบงาน (ส่วนใหญ่คือ 30 วัน) เมื่อลาพักได้ร่วมอาทิตย์ เขาเหล่านั้นจะจรกลับมาใหม่ และแน่นอนว่า…จะจรมาจรไป.. โดยใช้วิธีเดิม

เพราะกลันตันเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม การผสมกลมกลืนระหว่างผู้คนและวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ณ พื้นที่แห่งนี้ ฉันได้เจอคนจีนที่พูดได้ทั้งภาษามลายูและทมิฬ เจอคนทมิฬที่สามารถอ่านเขียนได้ทั้งจีนและอาหรับ ในชุมชนชาวสยามที่ฉันคุ้นเคย เด็กๆ ชาวสยามนิยมสื่อสารด้วย “ภาษาผสม” อยู่บ่อยครั้ง ในหนึ่งประโยคอาจมีทั้งคำสยาม ไทยกลาง จีน และมลายูผสมรวมกัน เมื่อภาษาสามารถผสม อัตลักษณ์ของคนก็ปรับปรนกันได้ ฉันร่วมเป็นสักขีพยานงานแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ระหว่างชาวจีนและชาวสยาม ที่มีภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมการกินหมู เป็นสื่อกลางอยู่หลายครั้ง และในบางครั้งยังมีโอกาสร่วมงานแต่งงานระหว่างคนสยามกับชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดียที่นับถือฮินดู ที่มีภาษามลายูเป็นสื่อกลาง และแน่นอนว่า “เนื้อวัว”เป็นสิ่งต้องห้ามของครัว

เมื่อความเชื่อ ศาสนา และวัฒนธรรมสามารถผสมสัดส่วนกันจนลงตัวได้ แน่นอนว่าอาหารก็ต้องมีรสผสม แม้มีรสชาติจากความทรงจำของท้องถิ่นเดิม แต่อาหารแต่ล่ะจานก็ล้วนผ่านการตัดลดขั้นตอน ปรับทอนรส จนเกิดเป็นอาหารรสชาติใหม่ที่ปรุงผสมตามวัตถุดิบที่พอจะมีในท้องที่ ที่พอจะทดแทนได้ทั้งในเชิงรสชาติและความรู้สึก คนกลันตันมีรสนิยมการกินอาหารที่หลากหลายแล้วแต่มื้อและโอกาส วันไหนอยากได้รสท้องถิ่นแบบมลายูดั้งเดิม ชุดผักสดพื้นบ้านนานาชนิดเคียงปลาทูย่าง จะถูกจัดเรียงมาพร้อมกับบูดูทรงเครื่องรสเค็มจัดของบูดูจะถูกตัดด้วยความเปรี้ยวด้วยน้ำมะนาวสด เติมรสเผ็ดร้อนจากพริกขี้หนูสวนที่ถูกบี้ด้วยมือ โรยด้วยหอมแดงซอยและฝอยเส้นมะม่วง หรือบางบ้าน อาจทรงเครื่องด้วยเนื้อทุเรียนสุกทียีผสมลงไป สำหรับคนกลันตันแล้ว “บูดู” คือเครื่องปรุงคู่ครัว ที่มีบทบาทหน้าที่รับใช้ปากท้องทุกชีวิต บูดูจะถูกเลือกจัดขึ้นโต๊ะในแทบทุกเทศกาล เป็นเครื่องเคียง ที่เสริมรสชาติหลัก และไม่ว่างานจะโอ่อ่าเพียงใด หากมีบูดู การกินด้วยวิธีเปิปด้วยมือ จะได้รสชาติดีที่สุด เพราะในระหว่างที่มือคลุกบูดู ผู้คนที่ล้อมวงร่วมกินในสำรับนั้น จะได้รับฟังเรื่องราวที่คลุกเคล้าและผลัดกันเล่าอย่างอบอุ่น

เครื่องเทศกะหรี่แบบอินเดียก็เป็นอีกอย่างที่ควรลิ้มรส อยู่มาจะครบห้าปี ฉันยังแยกไม่ค่อยออกว่าน้ำแกงกะหรี่แต่ล่ะสี มีรสชาติต่างกันอย่างไร ฉันมักจะให้ทางร้านเลือกจับคู่น้ำแกงให้ฉัน เพียงเลือกน้ำแกงกะหรี่ผสมกันซักสองชนิดกินกับข้าวสวยร้อนๆ หรือกับข้าวขาวเม็ดยาวๆ ที่เรียกว่า “บริยานี่” หรือกับโรตีตบแผ่นใหญ่ กลั้วคอด้วยชาชักร้อนแก้วโตก็อร่อยได้รสชาติ ถ้าวันไหนอยากกินเมนูเส้น คงไม่มีใครจะสู้ครัวจีนได้ แม้คนไทยอย่างฉันจะคุ้นชินเมนูเส้นจากสารพันก๋วยเตี๋ยวที่ฝั่งไทยมี แต่ถ้ามาสั่งอาหารที่นี่ ก็จำเป็นจะต้องจำชื่อเส้นใหม่ ไม่อย่างนั้น อาจไม่ได้เมนูเส้นที่ใช่อย่างใจหวัง ที่นี่คำว่า “ก๋วยเตี๋ยว” คือ เส้นใหญ่ “หมี่” คือ เส้นหมี่เหลืองที่อ้วนและใหญ่กว่าเส้นบะหมี่ “บีฮุน” คือ เส้นหมี่ขาว และ “ยีหมี่” คือ เส้นหมี่เหลืองทอดกรอบ หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง ก็พบว่า เมนูที่ฉันชอบที่สุด คือ “หมี่ กังฟู” แต่จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่รู้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับศิลปะการป้องกันตัวแบบกังฟู เพราะหน้าตาของเมนู คือ เส้นหมี่เหลืองในไข่เจียวทอดกรอบที่ราดด้วยซอสราดหน้า

ในบรรดาทั้งหมด อาหารไทยน่าจะเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อมากที่สุด สำหรับฉัน การได้เจอร้านอาหารไทยเหมือนได้เจอขุมทรัพย์ และรู้สึกเหมือนได้โชคสองชั้นหากร้านนั้นมีคนพูดไทย “พูดไทยได้ไหมคะ” คือ บทสนทนาแรกที่ฉันสื่อสาร ก่อนจะนำไปสู่บทสนทนาอื่นๆ อันนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ฉันหวัง นั่นคือ รสชาติอาหารที่เผ็ดและจัดจ้านแบบไทยๆ ตามที่ร้องขอ ทุกครั้งที่เข้าร้านอาหารไทย ฉันสามารถเดาได้ว่าร้านไหนมาจากฝั่งไทยแท้ๆ ในบางครั้ง บทสนทนาภาษาไทยทำให้แรงงานขาจรหลายคนเลี่ยงที่จะตอบด้วยภาษาไทย ฉันเข้าใจดีว่าการลักลอบทำงานจำเป็นต้องอำพรางอัตลักษณ์ หากเห็นท่าทีที่ไม่สบายใจ ฉันจะไม่ถามอะไรต่อ แต่เชื่อฉันเถอะ…แม้ไม่สื่อสารผ่านภาษาพูด แต่ยังคงมี “สัญญะ” อื่นๆ ที่สื่อสารกับฉันและทำให้ฉันอมยิ้ม อะไรบ้างน่ะหรือ มันคือ ขวดน้ำปลาตราปลาหมึก พริกไทยจันทบุรีกระป๋องเหลือง ครกส้มตำ เหยือกเติมน้ำเปล่า และพวงเครื่องปรุงไงล่ะ

“ครัวไทย… (เอา) ใจมลายู” คือ คำนิยามที่ฉันให้ไว้สำหรับร้านอาหารไทยที่นี่ เพราะคนมลายูไม่กินเผ็ดและเน้นรสหวาน อาหารทุกอย่างจึงหวานนำแบบไม่ทิ้งฝุ่นให้รสชาติอื่น แม้แม่ครัวจะมีลิ้นรสไทย แต่ถ้าปรุงรสเผ็ดจัดแบบไทยคงน้ำหูน้ำตาไหลเป็นแน่ อาหารไทยที่นี่ จึงเป็นอาหารที่ปรุงจากคนไทย ด้วยรสที่เอาใจคนมลายู น้ำตาลทรายขาว จึงเป็นส่วนผสมหลักของทุกจาน ไม่เว้นแม้แต่อาหารที่เน้นรสเผ็ด ในร้านอาหารไทยร้านหนึ่ง ฉันเจอครอบครัวชาวมลายูซดน้ำแกงส้มเหมือนซดน้ำแกงจืด ส้มตำกลายเป็นของหวานหลังอาหารมื้อหลัก ฉันเพียงแต่คิดในใจและหวังว่าหากวันหนึ่งเขาไปเที่ยวเมืองไทย เขาจะไม่ซดน้ำแกงส้มแบบนี้

ในบรรดาทั้งหมด “ต้มยำไทย” คืออาหารถูกปากของคนที่นี่ แม่ครัวใจดีมีให้เลือกสองแบบ แบบแรก คือ ต้มยำขาว (สัญชาติจริง คือ ต้มยำน้ำใส) และแบบที่สองต้มยำแดง (สัญชาติจริง คือ ต้มยำน้ำข้น) “รู้สึกเผ็ดไหม..อันไหนเผ็ดกว่า…และทำไมถึงชื่อต่างกัน” คือคำถามที่เพื่อนฉันมักถามหลังจากที่ฉันชิม คำถามข้อหลังสุดพอจะตอบได้ แต่ที่ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไร คือ สองคำถามแรก เพราะที่ฉันกิน มันไม่ใช่ต้มยำรสไทยที่เผ็ดจนรู้ว่าเผ็ด แต่มันคือ ต้มยำ (เกือบจะไทย)ใส่น้ำเชื่อม

วิถีชีวิตของคนกลันตันไม่มีอะไรน่าหวือหวา ทุกๆคน ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเรียบง่ายและไม่รีบร้อน สิ่งที่จะทำให้กลันตันดูคึกคักและครึกครื้นขึ้นมาบ้าง นั่นคือ ช่วงเทศกาลถือศีลอดและฮารีรายอ ก่อนจะได้เฉลิมฉลองรายอ เราต้องผ่านช่วงถือศีลอดเสียก่อน ในช่วงศีลอด ปฏิทินการทำงานจะถูกลดเวลาลงจากเดิมหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้ชาวมุสลิมมีเวลาเดินทางกลับบ้าน หรือจับจ่ายอาหารเพื่อเตรียม “ละศีลอด” หลังอาซานเรียกละหมาดมัฆริบ เมืองที่เงียบเหงาเสมือนหยุดพักผ่อนชั่วคราวในช่วงกลางวัน ก็เริ่มตื่นฟื้นขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา ประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆ พ่อค้าแม่ค้าทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นก็เริ่มทะยอยตั้งร้านของตัวเอง บ้างรวมกัน ณ พื้นที่โล่งกว้าง บางยึดเอาร่มไม้ข้างทางเป็นจุดที่ตั้ง อาหารที่นิยมขายก็มีทั้งอาหารมื้อเบาทานง่าย เช่น ลูกชิ้นทอด กรือโป๊ะ (ข้าวเกรียบปลา) ไก่หรือเนื้อเสียบไม้ย่าง ไปจนถึงกับข้าวอาหารมื้อหลักที่ตักแบ่งแยกเป็นถุงๆ เพื่อให้ซื้อสะดวก นอกจากนั้น ยังมีร้านขายน้ำที่เน้นการให้พลังงานผ่านน้ำตาลอยู่หลายเมนู ความโดดเด่นของเมนูน้ำคือ ความคิดสร้างสรรค์ในการผสมสิ่งที่คิดว่าเข้ากันไม่ได้ให้ไปด้วยกันได้ ที่ฉันชอบ คือ น้ำมะม่วงเบา (มะม่วงลูกจิ๋ว) กับบ๊วยเปรี้ยว ที่ฉันคิดว่าแปลกและยังไม่กล้าลองจนถึงตอนนี้ ก็คือ กาแฟรสทุเรียน และกาแฟรสมะพร้าวกลิ่นส้ม แค่เพียงคิด ก็ไม่คิดว่าท้องไทยๆ อย่างฉันจะรับเมนูสร้างสรรค์นี้ไหว ขอเป็นกำลังใจให้ผู้กล้ารายอื่นๆ ถัดไปดีกว่า

ในช่วงศีลอด อาหารบางอย่างที่ดูเหมือนจะธรรมดา กลับเป็นอาหารพิเศษที่จะขายและนิยมกินกันแค่ในช่วงศีลอดเท่านั้น สารพัดเมนูชุปแป้งทอดจัดรวมเข้าด้วยกัน และหอยแครงลวกที่แสนจะธรรมดา เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มถั่วรสหวาน คือเมนูยอดนิยมที่ต้องต่อแถวยาวเพื่อรอซื้อ อีกเมนู คือ ไก่ย่าง แค่เห็นเตาหมุน หรือ โอ่งย่างไก่ น้ำย่อยก็เริ่มประท้วง ฉันสังเกตป้ายของร้านที่บอกเครื่องเทศที่มีสารพัดสูตร มาสะดุดตาอยู่ที่ร้านหนึ่ง กับเมนู ไก่อบโอ่ง สูตรบางกอก พร้อมสามน้ำจิ้มสูตรเด็ด… ร้านนี้ ดูเหมือนจะเป็นที่นิยมมากที่สุดในตลาดแห่งนี้ เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าขึ้นชื่อว่ามาจากไทยจะขายดี แม้ข้อเท็จจริง คือ โอ่งเป็นของราชบุรี และทั้งสูตรและทั้งไก่ฉันมั่นใจว่ามาจากที่นี่ ไม่ใช่บางกอก

เมื่อศีลอดสิ้นสุด ก็ถึงเวลา “รายอ” เทศกาล “รายอ” คือ เทศกาลเฉลิมฉลองชัยชนะของชาวมุสลิมที่สามารถเอาชนะ “ความรู้สึกอยาก” ในระหว่างถือศีลอดได้ ในความคิดฉัน บรรยากาศของรายอน่าจะเทียบได้กับเทศกาลสงกรานต์ ชาวมุสลิมในทุกพื้นที่จะใช้เวลาในช่วงวันหยุดยาวนี้เพื่อเดินทางกลับบ้านเกิด สำหรับประเทศมาเลเซีย ผู้คนต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวงหรือกรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่างวางแผนกำหนดเวลาเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพการจราจรออกนอกเมืองที่เป็นอัมพาตหยุดนิ่ง จากสถิติในปีที่ผ่านมา กลันตัน เป็นรัฐที่มีผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ข้อมูลจากปีที่แล้ว พบว่า มีรถส่วนตัวจำนวนมากกว่าล้านคันมุ่งหน้าสู่รัฐกลันตัน ในขณะที่ทางอากาศ มีจำนวนรอบของสายการบินที่เพิ่มมากขึ้น ที่ขึ้นและลงแทบจะทุกๆ 15 นาที เพราะสาเหตุนี้ จากการเดินทางปกติที่ใช้เวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง ผ่านเส้นทางชนบทสองเลนสวนทางที่ไร้ไฟ ไร้ไหล่ทาง ไร้เส้นขอบถนน ก็กลายเป็นการเดินทางที่ใช้ระยะเวลากว่า 24 ชั่วโมง ที่ผู้โดยสารทุกคนบนรถ ยึด “รถ” เป็นทั้งบ้านพักและร้านอาหาร แน่นอนว่า ทุกคนในรถล้วนยินยอมพร้อมใจกับความไม่สบายกาย เพื่อแลกกับความสบายใจในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ที่จะได้กลับถึงภูมิลำเนา เพื่อ “เปิดบ้าน” ต้อนรับทั้งเครือญาติและผู้มาเยือน

“การเปิดบ้าน” และ “การเยี่ยมเยือน” ถือเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่คนกลันตันถือปฏิบัติ ในฐานะเจ้าบ้าน ต้องปรุงอาหารให้เพียงพอกับปริมาณของแขกที่มาเยี่ยมเยือน ในฐานะแขกที่มาเยือน ต้องทานอาหารอย่างเต็มที่ให้สมกับที่เจ้าบ้านเตรียมต้อนรับ อาหารจะมีรายการมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของเจ้าบ้าน แต่ที่ขาดไม่ได้ในทุกบ้าน คือ ข้าวเหนียวนึ่งรูปสามเหลี่ยมที่ห่อด้วยใบกะพ้อหรือใบมะพร้าว ภาษามลายู เรียกว่า “เกอตูปัต” (Ketupat) เกอตูปัต คืออาหารเชิงสัญลักษณ์ของเทศกาลฮารีรายอ การกินข้าวเหนียวร่วมกัน จึงน่าจะเป็นสัญญะแสดงถึงความแน่นแฟ้น แน่นเหนียวของครอบครัว ซึ่งไม่ว่าจะมีข้อขัดแย้งอะไรเกิดขึ้น แต่ทุกคนๆ ในครอบครัวมุสลิมมลายูนี้ จะกลับมาสมัครสมาน อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในเทศกาลสำคัญนี้

ความเป็นครอบครัวเดียวกัน ยังสื่อผ่านเครื่องแต่งกายที่แต่ล่ะบ้านเลือกสวมใส่ การเลือกซื้อผ้าม้วนเดียวกันเพื่อตัดชุดใหม่ที่เรียกว่า บาจู ฮารีรายอ กลายเป็นวัฒนธรรมประชานิยมของเทศกาลนี้ ร้านขายผ้า จะเริ่มวางขายลายผ้าหรือโทนผ้าเทรนด์ใหม่ตั้งแต่ในช่วงศีลอด เมื่อผ้าเหล่านั้นถูกจับจอง ก็จะถูกส่งต่อไปให้ช่างเพื่อตัดและเย็บตามแบบและทรงที่ต้องการ เชื่อไหมว่าในรายอของทุกปี เราต้องจองคิวช่างตัดเสื้อที่นี่ล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ช่างตัดเสื้อชาวสยามเล่าให้ฉันฟังว่า ในแต่ล่ะปีเขาจะมีรายได้ดีๆทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกคือ รายอจีน หรือ วันตรุษจีน ครั้งที่สอง คือ รายอแขก หรือ เทศกาลฮารีรายอ และครั้งที่สาม คือ รายออินเดีย หรือ เทศกาลดีพาวาลี เขาบอกฉันว่า หากบริหารจัดการดี และมีลูกจ้างคอยช่วยเก็บงาน รายได้ที่ได้จากสามเทศกาลนี้ สามารถเลี้ยงดูเขาและครอบครัวได้ตลอดทั้งปีเลยนะ

รายอ คือ ปีใหม่ การสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ถูกคาดหวัง การโละเสื้อผ้าทิ้งและแทนที่ด้วยเสื้อผ้าใหม่ จึงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของหลายบ้าน เสื้อผ้าหลายชิ้นที่มีสภาพสมบูรณ์และอายุใช้งานยังน้อย ก็จะถูกคัดแยกและส่งต่อ บางชุดจะถูกแปรมาเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ของครอบครัวที่ไม่มีกำลังทรัพย์ การส่งต่อให้กัน มันก็คือการแสดงน้ำใจแบ่งปันให้กับผู้ที่ด้อยกว่า สำหรับฉัน แม้เสื้อผ้ารายอจะไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่ฉันก็ได้ลองฝึก “ให้” ในลักษณะคล้ายๆกัน ในทุกๆปี ฉันจะรวบรวมเสื้อผ้าของฉันส่งไปยังบ้านของช่างตัดเสื้อที่ฉันสนิท เพื่อให้เขาช่วยเป็นธุระส่งต่อให้ใครก็ได้ในชุมชน หวังใจว่าเสื้อผ้าของฉันที่มันไม่ถึงกับใหม่ อาจจะกลายเป็นชุดรายอใหม่ของหลายครอบครัว

แม้รายอจะให้บรรยากาศแห่งความชื่นมื่น ก็มีบางมุมที่เราเผลอก็สร้างความขมขื่นให้กับธรรมชาตินะ เมื่องานเลี้ยงเลิกรา ปัญหาที่ตามมา คือ ขยะ ภาชนะที่ทำด้วยโฟมและพลาสติกยังคงเป็นที่นิยมของที่นี่ อาจเพราะง่าย แค่ใช้แล้วทิ้ง หากอยากทำลายก็เพียงเผา ฉันคิดว่ามันอาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องซักเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายผลลัพธ์จากการเผาทำลายก็จะกลับมาที่ตัวเราในที่สุด หากรายอ คือ เทศกาลของทุกคน เราควรอนุญาตให้ธรรมชาติได้ร่วมเฉลิมฉลองรายอกับเราด้วยนะ เมื่อเราสามารถเผื่อแผ่ให้ญาติพี่น้อง และเพื่อนมนุษย์ได้ เราควรเผื่อแผ่หัวใจให้ธรรมชาติด้วย หากฉันหวังได้ ฉันอยากให้ทุกคนใส่หัวใจให้ธรรมชาติ เพื่อที่ว่าวันนึงข้างหน้า เราจะยังคงใช้ประโยชน์จากการเกื้อกูลของธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน หากเราทำได้และฉันเชื่อว่าเราทำได้ เทศกาลรายอ ก็จะเป็นเทศกาลที่น่าเฉลิมฉลองของทุกๆคน

📝 คอมเม้น 評語|Rewat Panpipat

เล่าเรื่องได้น่าติดตาม สะท้อนชีวิตต่างบ้านต่างเมืองในสังคมพหุวัฒนธรรม

📝 คอมเม้น 評語|Netiwit Chotiphatphaisal

ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาวหลายวัฒนธรรม เรียนรู้ที่จะปรับตัว และถ่ายทอดวิถีชีวิตทาสรสชาติ อาหารของวัฒนธรรมที่ผู้เขียนไปอยู่ และสะท้อนคิดถึงประเทศไทยกลับมา ทั้งทำให้ผู้อ่านรู้สึกชวนรับประทานรสชาติอาหารที่บรรยายออกมา

發佈留言