อีกหนึ่งปี..ที่กลันตัน

🇹🇭 2019 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 🇹🇭 📜 อีกหนึ่งปี..ที่กลันตัน 👤 กณิศ ศรีเปารยะ “รายอนี้.. ลูกไม่ได้กลับบ้านนะ” ฉันบอกพ่อกับแม่ตั้งแต่ทราบปฏิทินวันหยุดของรัฐกลันตัน “ปีนี้ หยุดจริงๆแค่สองวันเอง….ลายาวเหมือนปีก่อนไม่น่าจะได้… ไว้ลูกค่อยกลับบ้านชดเชยวันหยุดอื่นๆถัดไปนะ” ฉันรีบบอกต่อทันทีเพื่อไม่ให้มีคำถาม เมื่อทั้งสองพยักหน้ารับทราบ จึงเป็นอันเข้าใจตรงกันว่า รายอปีนี้ ฉันจะปักหลักอยู่ที่กลันตันนี้เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ถ้าถามว่าผ่านรายอมาแล้วสี่ปี ยังไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้อีกเหรอ…..ก็คงต้องตอบแบบไม่สงวนท่าทีว่า…. “รายอทุกปี.. ฉันหนีกลับบ้านประจำ” นับไปนับมา ฉันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ห้าปีกว่าๆแล้วนะ จากก้าวแรกที่ค่อนข้างขรุขระและไม่เป็นมิตร เพราะความคิดเชิงปรปักษ์แบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง กลันตันก็เป็น “ครู” ที่ทั้งใจดีและเคร่งครัด ที่สอนและทดสอบฉันหลายๆอย่าง บทเรียนที่สำคัญที่สุด คือ สอนให้ “ปล่อยวาง” และ “ทลาย” กรอบของตัวเองลง ในวิถีศาสนาและวัฒนธรรมที่ต่างกัน การแบ่งเขา-แบ่งเรา ไม่อาจช่วยสร้างความเข้าใจได้ แต่การเรียนรู้เขา และอนุญาตให้เขาเรียนรู้เราต่างหากที่สร้างความเข้าใจ ฉันไม่รู้ว่ากำแพงหรือกรอบที่ฉันกอดถือไว้มันถูกปล่อยวางลงตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้เอาอีกทีก็เมื่อตอนที่ตัวฉันได้ข้ามกลับไปกลับมาระหว่าง “ฉัน” (ในฐานะคนไทย-พุทธ) กับ “ฉัน” (ในฐานะคนไทยในวัฒนธรรมมลายู) และ “ฉัน” อีกคน (ในฐานะคนไทยในวัฒนธรรมสยาม) ได้อย่างไม่รู้สึกเคอะเขิน โลกของฉันจึงกลายเป็นโลกผสม ที่มีสีของวัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อต่างๆ ปะปนกันอยู่ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าในวันนั้น ฉันจะ “ผสมสี” “ให้น้ำหนัก” และ “สมดุล” มันอย่างไร เมื่อมองบริบทแวดล้อม สำคัญกว่ามองแต่ตัวเอง ฉันจึงพบว่า จริงๆแล้ว ผู้คนในกลันตัน ต่างเป็นผู้คนที่มีอัตลักษณ์ที่สามารถ “ข้าม” และ “ปรับ” กลับไปกลับมากันทั้งนั้น กลันตันมีทั้ง “ผู้พำนัก” ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์มลายู ซึ่งในปัจจุบันนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่และกลุ่มชาติพันธุ์ชาวสยามที่ได้สิทธิ์เป็น “ภูมิบุตรา” หรือ “คนติดแผ่นดิน” มีทั้ง “ผู้ขออาศัย” แบบตั้งรกราก ลงหลักปักฐานเป็นชุมชนแน่นแฟ้น เช่น กลุ่มชาวจีนและอินเดีย รวมไปถึงกลุ่มชาวบังคลาเทศ ปากีสถาน และชาติตะวันออกกลางอีกจำนวนหนึ่ง ที่อยู่อาศัยในฐานะเจ้าของธุรกิจร้านอาหารและทางด้านสินค้าส่งออก มีทั้ง “ผู้มาเยี่ยมเยือน” ที่แวะเวียนมาทำมาหากินอย่างเป็นวัฏจักรหมุนเป็นวงจร ทั้งแบบ “สัญญาจ้าง” ที่เป็นแรงงานถูกกฏหมาย (เช่นตัวฉัน) แบบ “ขาจร” ที่เป็นได้ทั้งแบบถูกกฏหมายแต่ไม่โปร่งใส และแบบไม่สนใจกฏหมายแต่อย่างใด แรงงานแบบขาจรนี้ มักจะ “ลาพักร้อน” จรกลับบ้านเกิด หรือใกล้ที่สุดคือข้ามเขตแดนเมื่อถึงกำหนดหมดเวลารอบงาน (ส่วนใหญ่คือ 30 วัน) เมื่อลาพักได้ร่วมอาทิตย์ เขาเหล่านั้นจะจรกลับมาใหม่ และแน่นอนว่า…จะจรมาจรไป.. โดยใช้วิธีเดิม เพราะกลันตันเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม การผสมกลมกลืนระหว่างผู้คนและวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ณ พื้นที่แห่งนี้ ฉันได้เจอคนจีนที่พูดได้ทั้งภาษามลายูและทมิฬ เจอคนทมิฬที่สามารถอ่านเขียนได้ทั้งจีนและอาหรับ ในชุมชนชาวสยามที่ฉันคุ้นเคย เด็กๆ ชาวสยามนิยมสื่อสารด้วย “ภาษาผสม” อยู่บ่อยครั้ง ในหนึ่งประโยคอาจมีทั้งคำสยาม ไทยกลาง จีน และมลายูผสมรวมกัน เมื่อภาษาสามารถผสม อัตลักษณ์ของคนก็ปรับปรนกันได้ ฉันร่วมเป็นสักขีพยานงานแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ระหว่างชาวจีนและชาวสยาม ที่มีภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมการกินหมู เป็นสื่อกลางอยู่หลายครั้ง และในบางครั้งยังมีโอกาสร่วมงานแต่งงานระหว่างคนสยามกับชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดียที่นับถือฮินดู ที่มีภาษามลายูเป็นสื่อกลาง และแน่นอนว่า “เนื้อวัว”เป็นสิ่งต้องห้ามของครัว เมื่อความเชื่อ ศาสนา และวัฒนธรรมสามารถผสมสัดส่วนกันจนลงตัวได้ แน่นอนว่าอาหารก็ต้องมีรสผสม แม้มีรสชาติจากความทรงจำของท้องถิ่นเดิม แต่อาหารแต่ล่ะจานก็ล้วนผ่านการตัดลดขั้นตอน ปรับทอนรส จนเกิดเป็นอาหารรสชาติใหม่ที่ปรุงผสมตามวัตถุดิบที่พอจะมีในท้องที่ ที่พอจะทดแทนได้ทั้งในเชิงรสชาติและความรู้สึก คนกลันตันมีรสนิยมการกินอาหารที่หลากหลายแล้วแต่มื้อและโอกาส วันไหนอยากได้รสท้องถิ่นแบบมลายูดั้งเดิม ชุดผักสดพื้นบ้านนานาชนิดเคียงปลาทูย่าง จะถูกจัดเรียงมาพร้อมกับบูดูทรงเครื่องรสเค็มจัดของบูดูจะถูกตัดด้วยความเปรี้ยวด้วยน้ำมะนาวสด เติมรสเผ็ดร้อนจากพริกขี้หนูสวนที่ถูกบี้ด้วยมือ โรยด้วยหอมแดงซอยและฝอยเส้นมะม่วง หรือบางบ้าน อาจทรงเครื่องด้วยเนื้อทุเรียนสุกทียีผสมลงไป สำหรับคนกลันตันแล้ว “บูดู” คือเครื่องปรุงคู่ครัว ที่มีบทบาทหน้าที่รับใช้ปากท้องทุกชีวิต บูดูจะถูกเลือกจัดขึ้นโต๊ะในแทบทุกเทศกาล เป็นเครื่องเคียง ที่เสริมรสชาติหลัก และไม่ว่างานจะโอ่อ่าเพียงใด หากมีบูดู การกินด้วยวิธีเปิปด้วยมือ จะได้รสชาติดีที่สุด เพราะในระหว่างที่มือคลุกบูดู ผู้คนที่ล้อมวงร่วมกินในสำรับนั้น จะได้รับฟังเรื่องราวที่คลุกเคล้าและผลัดกันเล่าอย่างอบอุ่น เครื่องเทศกะหรี่แบบอินเดียก็เป็นอีกอย่างที่ควรลิ้มรส อยู่มาจะครบห้าปี ฉันยังแยกไม่ค่อยออกว่าน้ำแกงกะหรี่แต่ล่ะสี มีรสชาติต่างกันอย่างไร ฉันมักจะให้ทางร้านเลือกจับคู่น้ำแกงให้ฉัน เพียงเลือกน้ำแกงกะหรี่ผสมกันซักสองชนิดกินกับข้าวสวยร้อนๆ หรือกับข้าวขาวเม็ดยาวๆ ที่เรียกว่า “บริยานี่” หรือกับโรตีตบแผ่นใหญ่ กลั้วคอด้วยชาชักร้อนแก้วโตก็อร่อยได้รสชาติ ถ้าวันไหนอยากกินเมนูเส้น คงไม่มีใครจะสู้ครัวจีนได้ แม้คนไทยอย่างฉันจะคุ้นชินเมนูเส้นจากสารพันก๋วยเตี๋ยวที่ฝั่งไทยมี แต่ถ้ามาสั่งอาหารที่นี่ ก็จำเป็นจะต้องจำชื่อเส้นใหม่ ไม่อย่างนั้น อาจไม่ได้เมนูเส้นที่ใช่อย่างใจหวัง ที่นี่คำว่า “ก๋วยเตี๋ยว” คือ เส้นใหญ่ “หมี่” คือ Read More …

เด็กจบใหม่

🇹🇭 2019 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 🇹🇭 📜 เด็กจบใหม่👤 Namfon Ponjaroen เรื่องราวของฉันเริ่มต้นขึ้นเมื่อฉันจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เด็กจบใหม่ ใคร ๆ ก็เรียกฉันแบบนั้น เด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่เลือกเรียนทางด้านภาษาเพราะอยากพัฒนาชีวิตของตัวเองและครอบครัว แม้เพียงสักครา หากมีโอกาสได้ไปเผชิญโลกกว้างดั่งคำบอกเล่าของหลายต่อหลายคนที่เคยเดินทางไปต่างแดน ฉันจะไม่ลังเลใจเลย และมาเลเซียคือหนึ่งในดินแดนที่ฉันอยากไปเยือน ณ วันนี้ตัวฉันนั้นมีวุฒิการศึกษา ฉันมีความรู้เป็นบันไดเพื่อไต่ขึ้นไปหาสิ่งที่ต้องการ โดยไม่ลังเลใจแม้เพียงนิด ฉันเลือกที่จะสมัครงานในประเทศมาเลเซียผ่านทางอินเตอร์เน็ตโดยทันที ตัวฉันเปรียบดั่งนกน้อยที่ถูกฟูมฟักถ่ายทอดวิชาความรู้อย่างเปี่ยมล้น รอวันที่จะเจริญเติบโตโผบินออกจากรัง ปีกน้อย ๆ ของฉันเตรียมตัวที่จะสยายออกเพื่อท่องโลกกว้างตราบเท่าที่ฉันจะบินไหว ฉันเผลอจินตนาการด้วยความสุขกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต ทว่าความจริงนั้นการแข่งขันของตลาดแรงงานกลับสูงลิ่ว ด้วยประชากรจบใหม่ที่มีจำนวนมากมายนับแสนคน นกน้อยที่เพิ่งโผบินขึ้นบนฟ้าครั้งแรกได้ค้นพบความจริงว่าบนท้องฟ้านั้นมิได้มีฉันเพียงตัวเดียว แต่กลับมีนกตัวอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน แม้จะกดดันกับสิ่งที่ได้รับรู้แต่ชีวิตย่อมมีอุปสรรคเสมอ ในแต่ละวันฉันตั้งตารอคอยอีเมลตอบกลับจากบริษัทต่าง ๆ แทบทุกวินาที เวลาแห่งการรอคอยนั้นช่างยาวนานจนบั่นทอนความมุ่งมั่นภายในจิตใจราวกับนาฬิกาทรายที่ค่อย ๆ ลดน้อยลงไปทุกที ขณะเดียวกันนั้น ฉันก็ต้องคอยตอบคำถามใครต่อใครอยู่เสมอ จบแล้วทำงานอะไร? จบแล้วได้งานหรือยัง? คำถามที่เหมือนดั่งลูกธนูพุ่งจากทุกทิศทางให้นกอย่างฉันหวาดระแวงและกดดันจนไม่กล้าที่จะออกไปเจอผู้คน ถ้าหากมองแค่ผิวเผินอาจเป็นคำถามทั่วไป แต่ใครจะรู้ว่านั่นเป็นคำถามที่สร้างความเจ็บปวดให้กับฉันได้เสมอ ความเจ็บปวดของคนเราไม่เท่ากัน โดยเฉพาะคำพูดที่ฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นมานักต่อนัก ในขณะที่ฉันพยายามที่จะเดินหน้าสมัครงานอย่างสุดความสามารถและแบกรับความคาดหวังไว้บนบ่าจนหนักอึ้งนั้น แต่มันไม่เป็นผลเลย ไม่มีอีเมลตอบกลับ ฉันกลายเป็นคนว่างงานที่ฝากความหวังไว้กับเรซูเม่ไม่กี่หน้า ใช้ชีวิตช่วยเหลือพ่อแม่ไปวัน ๆ แต่ในวันหนึ่ง ราวกับพระเจ้าเมตา ฉันได้รับอีเมลตอบกลับเพื่อสัมภาษณ์งานในวันรุ่งขึ้น มือไม้สั่นจนยากที่จะควบคุม กู่ร้องก้องบ้าน บริษัทที่เรียกให้ฉันไปสัมภาษณ์เป็นบริษัทหนึ่งในประเทศมาเลเซีย ความฝันฉันใกล้จะกลายเป็นจริงแล้ว ความดีใจเอ่อล้นจนแสดงออกชัดเจนทางสีหน้า ฉันยิ้มได้กว้างที่สุดในรอบเดือน แม้จะยังวางใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันก็ดีกว่าไม่มีหวังเลยไม่ใช่หรือ ฉันเตรียมตัวอย่างดีกับการสัมภาษณ์งานครั้งแรก ค้นหาข้อมูลเท่าที่ทำได้ และฝึกซ้อมอย่างหนัก จนวันสัมภาษณ์มาถึง ฉันตื่นเต้นมาก มือเย็นเฉียบไปหมด การสัมภาษณ์ผ่านการวิดีโอคอลเกิดขึ้นและผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาราว 20 นาที ฉันคิดว่าฉันจะต้องผ่านการสัมภาษณ์อย่างแน่นอน แต่น่าเสียดาย ฉันสัมภาษณ์ไม่ผ่าน ฝ่ายบุคคลบอกว่าฉันมีคุณสมบัติดีตรงตามที่บริษัทของเขาต้องการ แต่อย่างเดียวที่ฉันไม่มีคือประสบการณ์ในสายงานนี้ ข้อนี้สำคัญมาก ซึ่งประสบการณ์จำเป็นต้องใช้เวลา และเพราะว่าฉันคือเด็กจบใหม่ ฉันถึงพลาดงานนี้ไปอย่างน่าเสียดาย แม้ว่าฉันจะกระตือรือร้นพร้อมที่จะเรียนรู้งานก็ตาม ความผิดหวังครั้งแรกทำให้ฉันหมดแรงที่จะสู้ ทำไมการหางานมันยากเย็นถึงเพียงนี้ มันผิดที่ตัวฉันหรือผิดที่ตรงไหนกัน ที่ทำให้ฉันกลายเป็นเด็กจบใหม่เดินเตะฝุ่นหางานไปวัน ๆ ฉันเสียใจกับมันมากจนไม่อยากทำอะไรต่อไปแล้วเพราะฉันคาดหวังไว้มาก เมื่อผิดหวังจึงไม่แปลกที่ฉันจะร้องไห้ ความอ่อนแอจึงถูกระบายออกมาเป็นน้ำตา ฉันพยายามปลอบตัวเองไว้ว่ามันจะดีขึ้น ใคร ๆ ก็ต้องเคยร้องไห้กันทั้งนั้น เหมือนตอนเด็กที่ฉันฝึกขี่จักรยานครั้งแรกแล้วล้มลงจนมีบาดแผล แต่เมื่อฉันพยายามอีกครั้ง สุดท้ายฉันก็ขี่มันได้จนชำนาญ ผิดหวังได้ ท้อแท้ได้ แต่ต้องลุกให้ไหวด้วย ฉันต้องสู้ ชีวิตมันก็แบบนี้ อย่าเพิ่งหมดไฟสิ หลังจากนั้นฉันวนเวียนอยู่กับการส่งอีเมลและการสัมภาษณ์งานอีกหลายต่อหลายครั้งและทุกครั้งมักจบที่ฉันคือเด็กจบใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่มีบริษัทไหนให้โอกาสฉันเลย แล้วแบบนี้ฉันจะหาประสบการณ์จากที่ไหนกัน ตัวฉันมีไฟพร้อมเรียนรู้งานอย่างเต็มเปี่ยม ขอเพียงแค่โอกาสที่ฉันหวังว่าจะมีสักบริษัทที่เห็นถึงความพยายามและหยิบยื่นมันให้กับฉัน มีอยู่วันหนึ่งป้าละแวกบ้านที่ฉันอาศัยได้ถามคำถามเดียวกับที่ทุกคนสงสัยเกี่ยวกับฉันว่าทำไมฉันยังไม่มีงานทำ ฉันควรจะชินชากับคำถามเหล่านั้นและตอบกลับไปตามความจริงว่าฉันนั้นยังไม่มีงานทำเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่เพราะในประโยคคำถามนั้นพาดพิงถึงครอบครัวของฉันด้วย ฉันจึงปล่อยผ่านมันไปไม่ได้เลยจริง ๆ “ทำไมจบนานแล้วยังไม่ทำงานอีก เด็กสมัยนี้ก็แบบนี้ จบมาก็เกาะพ่อแม่กิน ไม่รู้จักทำมาหากิน” ประโยคที่ยาวเหยียดนั้นฉันจดจำมันได้ขึ้นใจ ฉันไม่ได้ตอบกลับไปเพราะสมองของฉันมันว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด ฉันไม่มีคำจะพูด ไม่รู้ต้องพูดอะไรออกไป มันเจ็บปวดมากกับคำว่า ‘เกาะพ่อแม่กิน’ ฉันกลับมาบ้าน มองพ่อแม่ที่กลับจากทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เพราะบ้านของฉันทำสวน ชาวสวนที่วัน ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในสวน ทำงานหนักแลกกับการหาเงินมาประทังชีวิต พ่อแม่ของฉันเรียนมาน้อยมีความรู้เพียงน้อยนิด อาศัยความชำนาญและการทำงานหนักเข้าช่วยในการประกอบอาชีพ พวกท่านเคยบอกกับฉันว่าอยากให้ฉันเรียนสูง ๆ เพื่อที่จะได้มีความรู้และไม่ต้องทำงานหนักเหมือนอย่างพวกท่าน พ่อแม่ที่แลกหยาดเหงื่อทุกหยาดเพื่ออยากให้ลูกสุขสบายที่สุด ฉันทรุดตัวร้องให้โฮออกมา พูดขอโทษหลายครั้งกับความล้มเหลวในการหางานของฉัน ฉันเจอแค่นี้ฉันยังเจ็บปวด แล้วพ่อแม่ฉันล่ะ ท่านต้องคอยตอบคำถามแบบนี้เหมือนกับฉันไหม พวกท่านจะผิดหวังในตัวฉันรึเปล่า ความกดดันนี้อึดอัดจนทำให้ฉันหายใจไม่ออก คำถามมากมายผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด บั่นทอนจิตใจให้แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ จนไม่เหลือชิ้นดี ตัวฉันนั้นคิดว่าไหวมาตลอด แต่วันนี้นกน้อยอย่างฉันได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัสจากคำพูดเหล่านั้น ปีกที่เคยสยายอย่างสวยงามในตอนแรกเริ่มที่จะอ่อนล้า นกน้อยอย่างฉันค่อย ๆ ทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่างอย่างจำนน ในขณะที่ฉันหมดแรงที่จะสู้ต่อแล้ว กลับมีลมใต้ปีกพัดมาให้ฉันนั้นลอยตัวขึ้นอีกครั้ง และลมใต้ปีกนั้นคือพ่อแม่ของฉันเอง “ไม่เป็นไร ลูกทำเต็มที่แล้ว พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวลูกเสมอ” แค่ประโยคง่าย ๆ กลับเยียวยารักษาฉันได้ราวกับเป็นยาวิเศษ พ่อกับแม่ที่เห็นคุณค่าของฉันเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ แต่ตัวฉันกลับเอาคำพูดเพียงไม่กี่คำจากคนรอบข้างที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับฉันมาบั่นทอนตัวเอง ฉันทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร ฉันเป็นเพียงแค่มนุษย์และมนุษย์นั้นมีข้อบกพร่องเสมอ ไม่ได้วันนี้ใช่ว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้ เพียงแค่อดทนและรอคอย อะไรที่ใช่ย่อมมาในเวลาที่เหมาะสมเสมอ อย่าเพิ่งท้อ อย่าเพิ่งถอดใจ วันนี้ฉันเป็นนกที่บินอยู่ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดและหนาวเหน็บ แต่ไม่นานแสงสว่างวันใหม่ต้องส่องแสงให้ความอบอุ่นกับฉัน ฉันต้องอดทนผ่านมันไปให้ได้ และข่าวดีก็ได้เกิดขึ้นกับฉัน เมื่อรุ่นพี่ที่รู้จักบอกกับฉันว่าบริษัทที่เขาทำงานอยู่ในประเทศมาเลเซียกำลังหาพนักงานใหม่ ความหวังใหม่จุดประกายไฟในตัวฉันอีกครั้ง ครั้งนี้มันช่างแตกต่างกับนับสิบครั้งที่ผ่านมา ในที่สุดเวลาที่ฉันรอคอยมาอย่างยาวนานนั้นก็ได้จบลงเสียที ฉันพูดได้เต็มปากว่าเด็กจบใหม่อย่างฉันได้งานทำแล้ว งานที่ฉันใฝ่หามันมาตลอดร่วมเดือน และเป็นอีกครั้งที่ฉันร้องไห้แต่น้ำตาที่ไหลในวันนี้เหมือนปลดล็อกทุกความกดดันที่แบกรับมาตลอด เป็นน้ำตาแห่งความยินดี ขอบคุณตัวฉันเองที่ผ่านมันมาได้แม้เส้นทางที่ผ่านมามันจะขรุขระสักแค่ไหนก็ตาม มาเลเซียในความคิดของฉันเท่าที่เคยได้ยินมาเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือศานาอิสลาม เป็นเมืองที่สะอาดมาก มีความสะดวกสบาย และมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ฉันกำลังจะเดินทางไปพิสูจน์ว่าที่ฉันเคยได้ยินมานั้นเป็นจริงหรือไม่ มาเลเซียในทัศนคติของฉันกับความเป็นจริงนั้นจะเป็นอย่างไร ครอบครัวฉันได้ทานข้าวมื้อพิเศษเพื่อเลี้ยงส่งฉัน วันสุดท้ายของการจากลาพ่อแม่ได้พูดกับฉันว่า Read More …