Elegi Ambarwati

🥉 優選 Choice Award 📜 Elegi Ambarwati👤 ETIK PURWANI Akan aku ceritakan kisah tentang seorang temanku kepadamu. Aku memberitahumu agar engkau berpikir adil bila engkau menjumpai temanku itu di mana saja di hutan belantara beton di negara Hong Kong. Di akhir kisah ini engkau akan mengerti bahwa negara yang penuh oleh gemerlap lampu dari rimbunan gedung-gedung yang semacam surga bagi sebagian orang, di sisi yang lain tak ubahnya neraka bagi orang semacam sahabatku. Sahabatku itu bernama Ambarwati. Aku dan Ambar berteman sejak kecil. Usianya tiga bulan lebih muda dariku. Ambar kecil adalah seorang anak gadis yang sangat cantik. Matanya kecil bening, hidungnya mancung wajar, bibirnya tebal berisi; selalu merah. Kulit Ambar kuning buah duku, rambutnya hitam tebal bergelombang.Ambar tidak pernah mempunyai ayah. Dahulu ibunya adalah seorang perantau di Malaysia. Ibunya tidak berhasil pulang membawa uang seperti orang-orang, hanya membawa Ambar yang masih di dalam kandungan. Setelah Ambar lahir, ibunya pergi lagi meninggalkan bayi Ambar pada pengasuhan neneknya. Ibu Ambar tidak pernah kembali sampai sekarang. Sejak kecil Ambar hidup susah. Nenek Supi, nenek Ambar, hanyalah seorang ngasak. Pekerjaan nenek Ambar hanyalah mencari-cari sisa-sisa hasil panen yang tertinggal di sawah-sawah orang. Nenek Ambar memilliki dua anak; ibu Ambar dan paman Ambar yang pekerjaan Read More …

兩極 สองขั้ว

🏅 青少年評審獎 Teen Choice Award 📜 สองขั้ว👤 สุวีณา สินสุวงศ์ สายฝนในฤดูใบไม้ผลิพร่างพรำแล้วเลือนหาย เหลือไว้เพียงกลีบซากุระที่ถูกชะร่วงหล่นลงบนทางม้าลายเปื้อนโคลนแล้วถูกผู้คนเหยียบย่ำไปมาอย่างไร้ค่าดูแล้วไม่ต่างอะไรไปจากฉันในตอนนี้ฉันยืนเหม่ออยู่ตรงนั้น มองมันสลับกับสัญญาณข้ามถนนที่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง เสียงบางแห่งในใจของฉันบอกว่า “ เอาเลย ออกไปเลย แค่วูบเดียวแล้วเธอก็จะเป็นอิสระ “ เท้าขวาของฉันสั่นระริกก่อนที่จะกระโจนออกไปปะทะเข้ากับรถบรรทุกที่วิ่งสวนมาอย่างเต็มที่ ฉันได้ยินเสียงของทุกส่วนในร่างกายหักเป็นชิ้น ๆก่อนที่จะร่วงลงมากระแทกบนพื้นถนน กลีบซากุระเปื้อนโคลนเมื่อครู่ ยามนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานจากเลือดของฉัน ดูราวกับว่ามันกลับมาเบ่งบานสวยงามบนต้นอีกครั้ง“แม่ … แม่ … ผมอยากกินไอติม”เสียงเล็ก ๆ ปลุกฉันให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ เจ้าลูกชายตัวน้อยอายุสี่ขวบของฉันโผล่หน้าขึ้นมาจากขอบไม้ทรงกลม ส่งสายตาออดอ้อนเหมือนลูกหมาตัวน้อยมาตรงหน้าด้วยความคาดหวัง ฉันรีบดึงสติกลับมาจากโลกแห่งจินตนาการ นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่? อ้อ ใช่ เราสองคนออกมาที่ตลาดเปิดท้ายของเก่าเพื่อหาซื้อโต๊ะกัน แล้วตอนนี้เราก็กำลังช่วยกันกลิ้งเจ้าโต๊ะไม้ทรงกลมนี่กลับบ้านฉันส่ายหน้าแล้วหัวเราะเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู“แบกโต๊ะไว้แบบนี้จะเอามือที่ไหนไปถือ เอาไว้กลับบ้านก่อนนะ แล้วค่อยออกมาซื้อ วันนี้พิเศษ แม่ให้หนูกินคนเดียวหมดเลยดีมั้ย?”“โอ้โห! กินคนเดียวเลยเหรอแม่? ไม่ต้องแบ่งครึ่งด้วยเหรอ!! เย้ รักแม่ที่สุดเลย”สายตาระยิบระยับอย่างมีความสุขของลูกกรีดแทงลงไปในใจฉัน คำว่า “แบ่งครึ่ง” คำนี้เป็นคำพูดติดปากของเราสองคนแม่ลูกไปแล้ว นี่ฉันเป็นแม่ประเภทไหนกันนะที่แม้แต่ไอติมแท่งเดียวก็ยังซื้อให้ลูกกินไม่ได้เย็นวันนั้นที่ห้องเช่าซอมซ่อขนาด2DK ในขณะที่เจ้าลูกชายตัวดื้อกำลังเห่อโต๊ะใหม่ด้วยการเอาบล็อกไม้ขึ้นมาต่อเป็นหอคอย ฉันจัดการฉีกพับลังกระดาษที่เราใช้ต่างโต๊ะกินข้าวไว้รอทิ้งพร้อมกับขยะเผาได้ในวันรุ่งขึ้น จริง ๆ แล้วใช้คำว่าเศษกระดาษน่าจะเหมาะกว่า เพราะเราใช้มันแทนโต๊ะกินข้าวมานานมากจนทั้งสี่มุมของมันเปื่อยยุ่ยสกปรกและทะลุเป็นรู และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ฉันออกไปหาซื้อโต๊ะใหม่ในวันนี้เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังมาจากห้องฝั่งตรงข้ามบอกให้รู้ว่าสามีของฉันคงตื่นแล้วและคงกำลังเตรียมจะออกไปทำงานกะดึกของเขาเช่นเคย“พ่อ พ่อ ดูสิโต๊ะใหม่ล่ะ” ลูกชายของฉันพูดกับพ่อของเขาเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยความเคยชินพูดกับคนไทยด้วยภาษาไทย และพูดกับคนญี่ปุ่นด้วยภาษาญี่ปุ่น นี่คือกฎที่เราวางไว้ให้กับลูกเพื่อให้ลูกสามารถเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างสมบูรณ์แบบเขาเล่นกับลูกอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันกลับมาบอกฉันอย่างเย็นชาว่า “แกงกะหรี่กับน้ำในตู้เย็น นั่นเป็นของฉันห้ามแตะต้องนะ จำได้ใช่มั้ยสัญญาที่ว่าข้าวของเธอกับลูก เธอต้องเป็นคนซื้อเอง” เขาทิ้งท้ายไว้แค่นี้ก่อนที่จะก้าวออกไปนอกประตูบ้านแล้วปิดประตูดังโครมใหญ่ไม่ใช่แค่ข้าวสักหน่อยฉันคิดอย่างหงุดหงิดทุกวันนี้ ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ฉันก็เป็นคนจ่าย นี่ยังไม่รวมค่าเนอสเซอรี่ของลูกอีก นี่มันต้องเป็นปีศาจจากนรกขุมไหนกันน่ะถึงจะบังคับให้ลูกเมียตัวเองสัญญาบ้าบออะไรแบบนี้ได้ …แต่เอาเถอะอย่างน้อยเขาก็ยังดีกับลูกล่ะนะฉันคิดไปพลาง ก่อนจะหยิบข้าวกล่องหน้าตาจืดชืดออกมาจากตู้เย็น บนฉลากบอกวันหมดอายุไว้เมื่อวานนี้ จะทำไงได้ล่ะในเมื่อเมื่อวานนี้ที่ร้านสะดวกซื้อที่ฉันทำงานอยู่ เหลือข้าวกล่องหมดอายุที่เตรียมทิ้งไว้ไม่กี่กล่อง จริง ๆ มันผิดกฎของร้านนะฉันเองก็รู้ แต่ในเมื่อค่ากินค่าอยู่ในญี่ปุ่นโดยเฉพาะโตเกียวมันสูงลิบลิ่วขนาดนี้ ฉันจำเป็นต้องเอาตัวรอด และฉันไม่เหลือทางเลือกมากนักลูกชายฉันนั่งเบะปากเอาช้อนเขี่ยไปเขี่ยมาบนข้าวกล่องทั้งสีหน้าท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่าไม่อยากกิน ทันใดนั้นจู่ ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ดำมืดและน่ารังเกียจขยะแขยงพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งตัวและสุดท้ายมันก็ทะลักออกมาจากปากของฉันเป็นเสียงตวาดลั่น “รู้มั้ยว่าแม่ก็หิว หิวมากด้วย แต่ลูกเป็นลูกของแม่ เพราะฉะนั้นลูกต้องได้กินก่อนและต้องได้กินให้อิ่ม ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม”น้ำตาหยดโต ๆ ไหลลงมาอาบแก้มของเจ้าตัวน้อยทันทีที่สิ้นเสียง ภาพนั้นเรียกสติฉันกลับคืนมา ฉันพุ่งเข้าไปกอดลูกไว้แล้วได้แต่ขอโทษลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่ามื้อนั้นเราสองคนแม่ลูกกินข้าวทั้งน้ำตาดึกมากแล้วฉันยังนอนลืมตาอยู่นิ่ง ๆ บนฟูกที่นอน นึกกังวลว่าหมู่นี้อารมณ์ของตัวเองไม่นิ่งเอาซะเลย วูบหนึ่งอยากตาย หลังจากนั้นก็อาจจะโกรธจนคุมอารมณ์ไม่อยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง“นี่ฉันเป็นบ้าไปแล้วรึเปล่านะ ?”เสียงขยุกขยิกบนอกหยุดความคิดของฉันไว้แค่นั้น  ฉันเงยหน้าขึ้นมาจากหมอนมองเจ้าลูกชายตัวดื้อของฉันพลิกหัวคว่ำไปอีกด้านบนอกฉันก่อนจะหลับต่อ เห็นแบบนี้แล้วทำให้ฉันอดยิ้มไม่ได้ โตจนป่านนี้แล้วยังต้องนอนบนอกแม่อีกเจ้าลูกแหง่เอ๊ยลมหายใจสม่ำเสมอของลูกปลดปล่อยใจฉันให้ล่องลอยไปไกลอีกครั้ง นึกถึงเจ้าโต๊ะมือสองที่ซื้อมาวันนี้แล้วทำให้อดคิดถึงเรื่องของตัวเองที่ผ่านมาไม่ได้ ฉันเกิดในครอบครัวคนจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ประเทศไทย ตอนที่สามีมาขอฉันแต่งงาน อาม้าของฉันท่านได้กำชับไว้ว่า “ลูกสาวฉัน ฉันเลี้ยงมา งานหนักที่สุดที่เธอเคยทำคือจับตะเกียบ” ความหมายแฝงที่อาม้าตั้งใจจะสื่อก็คือ ท่านเลี้ยงฉันมาอย่างดีไม่เคยให้ลำบาก ดังนั้นขอให้ดูแลฉันให้ดีอย่าให้ขาดตกบกพร่อง ฉันไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจสิ่งที่อาม้าพยายามจะบอกมากแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตาม สามีชาวญี่ปุ่นก็รับปากว่าจะพยายามดูแลฉันอย่างดีที่สุดหลังแต่งงาน ฉันย้ายครอบครัวมาอยู่ญี่ปุ่นและให้กำเหนิดบุตรชายหนึ่งคน ครอบครัวทางบ้านสามีค่อนข้างมีฐานะ คุณพ่อของสามีเกษียณอายุแล้วตอนที่ฉันแต่งงาน ท่านออกมาเปิดบริษัทเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง ซึ่งสามีฉันก็ทำงานที่นี่ด้วย พวกเราสามคนพ่อแม่ลูกอาศัยในอาพาร์ตเมนต์ขนาด 2LDK ในย่านสงบเงียบและห่างจากที่ทำงานไม่กี่ป้ายรถเมล์ ฉันได้วีซ่าถาวรในเวลาไม่ถึงสามปีหลังจากนั้น ชีวิตช่วงนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น โต๊ะไม้ของเราก็เป็นไม้มะฮอกกานีราคาแพง ไม่ใช่ลังกระดาษหรือโต๊ะไม้มือสองเก่าคร่ำคร่าแบบนี้อะไรนะที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้?ฉันถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนที่จิตจะดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทราในความฝันฉันนั่งอยู่บนพื้นรอบตัวที่มีแต่ความมืดมิด ด้านซ้ายมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนค้ำหัวฉันอยู่ ใบหน้าของเธอเหมือนฉันไม่ผิดเพี้ยน จะต่างก็เพียงแค่เธอคนนั้นกำลังร้องไห้ สีหน้าของเธอเศร้าหมองราวกับโลกนี้จะถล่มลงมา“มันเป็นความผิดของเธอ” เธอพูดกับฉันด้วยเสียงสะอื้น“ใช่ มันเป็นความผิดของเธอ” อีกเสียงหนึ่งตะคอกฉันมาจากด้านขวา ผู้หญิงหน้าเหมือนฉันอีกคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เธอทำตาขวางจ้องมาที่ฉันอย่างไม่เป็นมิตร แต่น่าแปลกใจที่ฉันคล้อยตามพวกเธออย่างง่ายดายราวกับถูกสะกดจิตใช่แล้ว  มันคงเป็นความผิดของฉันจริง ๆ นั่นล่ะฉันเห็นภาพตัวเองนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวนั้น เจ้าลูกชายที่นั่งแหมะอยู่บนตักดูเด็กกว่าตอนนี้ ดูแล้วน่าจะอายุประมาณสองถึงสามขวบ จู่ ๆ สามีก็บอกฉันว่าเขาต้องการย้ายไปเมืองไทยเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง ฉันจำได้ว่าตัวเองสับสนไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องการทำแบบนั้น ในเมื่อชีวิตทุกวันนี้ก็มีความสุขดี มีบ้านอยู่ มีงานมีการเป็นของตัวเอง จะดิ้นรนกลับไปตั้งต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์ที่เมืองไทยทำไม ฉันเห็นตัวเองตะโกนใส่สามีพยายามจะคัดค้านอย่างไร้ผล แล้วภาพก็ตัดไปเป็นที่บ้านฉันในประเทศไทยฉันมองตัวเองที่ยังคงพยายามเถียงกับสามีอย่างเอาเป็นเอาตายเรื่องที่ฉันอยากย้ายกลับญี่ปุ่นนั่นเป็นเรื่องในอีกหนึ่งปีถัดมา หลังจากสามีดื้อดึงพาฉันกับลูกย้ายกลับมาประเทศไทยจนได้ ในขณะที่เงินเก็บกำลังร่อยหรอ แต่เขายังไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ ส่วนฉันเองที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างจริงจังกลับได้รับทุนไปศึกษาต่อภาษาญี่ปุ่นในโครงการของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวตอนนั้นฉันอายุไม่น้อยแล้วแต่ยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายและความลำบากของการย้ายบ้านไปไปมามาระหว่างประเทศบ่อย ๆ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมสามีโทษว่าเป็นความผิดของฉันที่ดื้อดึงจะกลับไปญี่ปุ่น ดังนั้นฉันจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง เขาจะช่วยออกเงินให้เดือนละสามหมื่นเยนเท่านั้นและยิ่งไม่เข้าใจขึ้นไปอีกว่า ทำไมคนที่มีพร้อมในทรัพย์สินเงินทองแบบพ่อแม่เขา จึงปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น ระบบการเงินแบบครอบครัวเดี่ยวของคนญี่ปุ่น เป็นเรื่องเกินกว่าคนที่โตมาในระบบกงสีแบบฉันจะเข้าใจ…ภาพฉากการทะเลาะเบาะแว้ง และความไม่เข้าใจกันของฉันกับสามียังเปลี่ยนฉากหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าใครจะยอมใคร ภาพเหล่านั้นหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุด ก็มาหยุดที่ภาพห้องเช่าซ่อมซ่อของเราตามเดิม ฉันนั่งอยู่หน้าเก้าอี้กลมตัวนั้น ตรงหน้ามีกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลแล้วได้ใจความว่า “ใบหย่า” ความมืดเข้าล้อมรอบตัวฉันอีกครั้ง“เห็นมั้ยว่ามันเป็นความผิดของเธอ” ตัวฉันที่หน้าเศร้าพูด“ใช่มันเป็นความผิดของเธอ” ตัวฉันที่ใบหน้าโกรธเสริม“มันเป็นความผิดของเธอ” “มันเป็นความผิดของเธอ” “มันเป็นความผิดของเธอ”“ “มันเป็นความผิดของเธอ”  ทั้งสองเสียงของตัวฉันเองประสานกันหมุนล้อมรอบตัวฉันแล้วดูดกลืนฉันตกลงไปในความมืดไร้ที่สิ้นสุด ฉันพยายามอ้าปากกรีดร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา ทันใดนั้นก็มีมือ ๆ หนึ่งคว้าตัวฉันไว้แล้วดึงฉันขึ้นมาจากความมืดมิด“ฝันร้ายรึเปล่า? เมื่อกี้เธอดิ้นไปดิ้นมาแรงมากเลยนะ”ผู้ชายคนหนึ่งปลุกฉันให้ตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายฉันลุกขึ้นนั่งแล้วค่อย ๆ มองไปรอบตัวพยายามทำความเข้าใจอย่างช้า Read More …