無題 ไม่มีหัวข้อ

 2016 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選  

📜 ไม่มีหัวข้อ

👤 吳山沙  

 

ก่อนอื่นขอกล่าวคำว่าสวัสดีท่านคณะกรรมการและเพื่อนๆท่านผู้อ่านที่เคารพ รักทุกท่านครับ กระผมชื่อ吳山沙 หรือว่า阿沙 ตามที่เรียกกันในปัจจุบัน ตอนนี้ผมอายุ31ปีครับ ผมมีเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผม ช่วงที่มาไต้หวันครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน อยากจะนำเสนอให้เพื่อนได้ทราบพอคร่าวๆ เพื่อที่จะเป็นอุทาหรณ์และแง่คิดในการใช้ชีวิตต่อไปครับ

ผมเป็นลูกอีสานคนนึง บ้านเกิดอยู่ที่จ.บุรีรัมย์ เกิดมาในครอบครัวที่ฐานะไม่ค่อยจะดีนัก ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ไถนา ในตอนนั้นลำบากมากเหมือนกัน ผมเป็นคนที่โชคร้าย เกิดมาได้แค่เพียงสองขวบ พ่อกับแม่ก็มาแยกทางกัน แล้วต่างคนก็ต่างเงียบหายไป ทิ้งผมให้อยู่กับยายเพียงลำพัง นานๆทีแม่จะกลับมาเยี่ยมผมครั้งนึง ส่วนพ่อไม่เห็นแม้เงา สาเหตุที่พ่อกับแม่ต้องแยกทางกันนั้น ผมไม่เคยทราบเลยจนทุกวันนี้ หลังจากผมอยู่กับยายจนอายุได้ประมาร4-5ขวบ ยายก็ได้พาผมไปฝากไว้กับปู่ย่าให้เป็นฝ่ายเลี้ยงดูผมต่อไป และนับจากนั้นเป็นต้นมาผมก็อยู่กับปู่ย่าตลอดจนเรียนจบมัธยม3 โดยไม่มีแม้เงาของทั้งพ่อและแม่มาให้เห็น

ตอนที่ผมอยู่กับปู่ย่า ผมต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เพระต้องช่วยทำงานบ้านแทบทุกอย่าง ทั้วช่วยเลี้ยงควาย ต้องเผชิญกับกับความกดดัน ขาดคนปลอบใจ ขาดความอบอุ่น มันช่างหนักเกินที่เด็กตัวเล็กๆจะรับไหว จนกระทั่งจบม.3 ผมได้ทราบข่าวเรื่องแม่จากปู่ย่า แล้วผมก็ได้ตัดสินใจไปเยี่ยมแม่ตามคำบอกเล่าของปู่กับย่า เจอบ้าน เจอยายและน้องชายต่างพ่อสองคน ส่วนแม่ไม่เจอ ตามที่ผมถามยาย ยายบอกกับผมว่าแม่ไปทำงานที่ไต้หวันได้สองปีแล้ว และก็ถามผมอีกว่า อยู่ที่โน่นสบายดีไหม อยากจะกลับมาอยู่กับยายอีกหรือเปล่า ถ้าอยากจะมาก็มา คิดดูเอาเอง แล้วหลังจากลุงกับป้าที่ย้ายมาปลูกบ้านอยู่ข้างๆ

หลังจากที่ผมย้ายมาอยู่กับยายได้พักนึง ผมก็รู้สึกว่าเหมือนเป็นส่วนเกินในครอบครัว ผมจึงออกจากบ้านเกิด เดินทางหาทำงานไปเลื่อยตามเขตกรุกเทพฯบ้าง เขตปริมณฑลบ้าง ขึ้นเหนือลงใต้ไปเลื่อยตามคำแนะนำของเพื่อนและตามแต่การเวลาจะพาไป ไม่มีหลักไม่มีแหล่ง ทำงานเงินเดือนก็พอเลี้ยงตัว ไม่เคยส่งกลับบ้านสักครั้ง เป็นอย่างนี้อยู่นานจนเวลาผ่านมาหลายปี นานๆจะกลับมาพักที่บ้านครั้งนึงช่วงเทศกาล กลับมาพักอยู่ที่บ้านปู่กับยายไม่ได้พักที่บ้านยายเลยสักครั้ง จนกระทั่งผมอายุได้19ปี ผมได้สรัคไปเป็นทหารอาสาสมัคที่จ.ราชบุรี ตามความฝันของตัวเองที่เคยฝันเอาไว้ตอนเป็นเด็ก ผมได้ประจำอยู่ที่หน่วยทหารสี่อสารจังหวัดทหารบกราชบุรี ผมรับราชการทหารอยู่2ปีก็ได้ปลดออกจากกองประจำการกลับมาอยู่บ้าน อยู่กับยายและน้อง ส่วนแม่ยังไม่กลับมาจากไต้หวัน

ผมอยู่กับยายกับน้องได้ไม่นาน ผมก็ออกเดินทางหางานทำเหมือนเดิม จนเวลาผ่านไปหลายเดือน แม่ทำงานครบสัญญา9ปีกลับมาอยู่บ้าน และได้ทราบข่าวผมจากยาย จึงได้โทรศัพท์หาผม เพราะผมได้ให้เบอร์โทรของผมไว้กับลุงป้าข้างบ้าน แม่โทรศัพท์หาผม บอกว่าวันเวลาที่ผ่านมาได้อะไรบ้าง กิน เล่น  เที่ยวไปวันๆเท่านั้น แม่อยากจะให้ไปทำงานที่ไต้หวัน เงินเดือนจะเยอะหน่อยจะได้มีเงินเก็บ ไม่ส่งมาบ้านก็ไม่เป็นไร ยังไงคิดซะว่าทำเพื่อตัวเอง เดี๋ยวแม่จะส่งไป พอผมได้ฟังคำบอกเล่าจากแม่แล้ว ผมก็ตอบตกลงกับแม่ เอาตามที่แม่บอก

หลังจากนั้นผมก็เริ่มคิดไปไกล เริ่มวาดฝันอันใหม่เอาไว้อย่างสวยงาม ช่วงนั้นผมทำงานอยู่แถวชลบุรี หลังจากที่ตกลงกับแม่ไม่นาน ผมก็ได้เดินทางเข้าบริษัทจัดหางานต่างประเทศแห่งนึงในเขตกรุงเทพฯ เริ่มทำเรื่องตามขั้นตอน เทียวไปเทียวมาอยู่หลายรอย จนเวลาผ่านไปเกือบเดือน ทุกอย่างก็เสร็จสิ้น และผมก็ได้เดินทางเข้าไต้หวันเป็นครั้งแรก ครั้งนี้ผมได้งานโรงงานผลิตสารกันความร้อนแห่งนึงในเชตนิคมอุตสารกรรมต้าเหลียว เกาสง โรงงานนี้เงินเดือนดีมากๆ มีO.T.ให้ทำทุกวัน บางวันทำงานจนสว่าง ส่วนงานก็หนักมากเหมือนกัน ผมทำงานแค่เพียงไม่กี่เดือนได้เงินเป็นแสน และอีกอย่างโรงงานนี้ไม่มีวันหยุด ในตอนนั้นผมเกือบจะมีทุกอย่าง และความฝันที่ผมได้วาดเอาไว้ก็อยู่ไม่ไกล แค่เพียงเอื่อมมือเท่านั้น

แต่แล้วทุกอย่างต้องมาจบลงเพราะ เหล้า สุรา ที่รู้จักกันดี ด้วยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมมเกือบจะหนึ่งปี ผมไม่เคยหยุดงาน ไม่เคยขาดงานและก็ตั้งใจทำงานมาตลอด จนมาวันนึงมีเพื่อนต่างโรงงานมาชวนที่โรงงานว่า ให้ช่วยไปเป็นประธารเปิดซองผ้าป่าสามัคคีในวันอาทิตย์นี้ ด้วยความที่คิดว่าถ้าหากจะขอหัวหน้างานหยุดงานสักวันคงไม่เป็นไร จึงตอบรับปากกับเพื่อนไป พอถึงวันเสาร์ตอนเย็น ผมจึงได้ขอกับทางหัวหน้างาน ทั้งอธิบายเหตุผลให้ได้ทราบ และเข้าใจประเพณีไทย แต่ไม่ว่าจะขอยังไงก็ไม่ได้รับการอนุญาตจากหัวหน้างานอยู่ดี และผมก็ได้รับปากเพื่อนไปแล้วด้วย จะไม่ไปก็ไม่ได้ ดังนั้นผมจึงออกจากโรงงานแต่ช้างตรู่ ก่อนที่หัวหน้างานจะมาถึง พอไปถึงที่จัดงานก็ได้เจอกับเพื่อนคนไทยมากหน้าหลายตา ได้ทักทายได้รู้จักกับเพื่อนหลายคน จนงานเปิดซองจบลง แขกที่มาร่วมงานก็เริ่มทยอยกันกลับ แต่ทางเจ้าภายได้ชวนให้ผมอยู่ต่อเพื่อร่วมฉลอง ผมจึงปล่อยตัวเต็มที่ ดื่มจนเมา และก็ดึกมากถึงได้เลิกลากันไปพักผ่อน เพราะจะต้องลงทำงานในตอนเช้าของวันจันทร์ จะหยุดต่อไม่ได้

ด้วยเวลาพักผ่อนที่น้อนนิด ทำให้อาการเมายังค้างอยู่ ตามที่รู้จักกันดีในอาการเมาค้าง ถึงจะเมาค้างแต่ผมก็ลงทำงานตามปกติ แรกๆทุกอย่างก็ดูปกติดี แต่ดูสีหน้าหัวหน้างานไม่ค่อยจะดีนัก และผมก็รู้ดีว่าสาเหตุเพราะอะไร จนระทั่งเริ่มสายๆหน่อย อากาศเริ่มร้อนงานก็เริ่มเยอะ หัวหน้างานก็เริ่มออกอาการ เริ่มเสียงดัง เริ่มด่าและก็เริ่มใช้งาน แกล้งให้ผมอยู่คนเดียว และไม่ว่าจะทำผิดหรือทำถูกก็โดนด่า ด่าอยู่คนเดียว ทั้งที่คนงานไม่ใช่มีแต่ผมที่เป็นอย่างนี้ ผมรู้อยู่แก่ใจดี เพราะหัวหน้างานไม่พอใจที่เมื่อวานผมหยุดงานเอาเองจึงเริ่มแกล้ง เพราะผมทำงานกับหัวหน้าคนนี้มานาน ผมจึงรู้นิสัยมันดี และก็ไม่ใช่ผมคนแรกที่โดนมันแกล้งอย่างนี้ แต่ผมก็พยายยามทำใจให้เย็น คิดถึงคนทางบ้าน แต่พอยิ่งหนักเข้าผสมกับอาการเมาค้าง จึงทำให้รู้สึกหงุดหงิดและก็เกิดความโมโหจนทนไม่ไหว จึงได้มีปากเสียงกันขึ้นโดยที่ไม่มีใครยอมใครจนทนไม่ไหว ด้วยความโมโหและก็โกรธสุดขีดจนลืมตัวก็ได้เกิดการลงไม้ลงมือกันขึ้น ผมได้ใช้ของแข็งบางอย่างทุบเข้าที่หัวของหัวหน้างานจนแตกเลือกใหล แล้วก็ฟุนตัวนั่งลงกับพื้น ใช้มือกุมที่หัวของตัวเองร้องอย่างเจ็บปวด พอผมเห็นภาพดังนั้นจึงตั้งสติได้แล้วก็หนีออกจากโรงงานไปหลบอยู่ที่ร้านไทย ทีแรกรู้สึกกลัวตั้งใจจะหนีแท็ก แต่พอคิดไปคิดมาผมก็ได้กลับเข้าโรงงานในช่วงที่ทุกคนเลิกงานกลับกันหมด แล้วเหลือแต่คนงานไทยที่พักอยู่ในโรงงานรวมทั้งผม ตอนนั้นผมรู้สึกกระวนกระวายเป็นอย่ากมาก ไม่พูดไม่คุยกับใคร นอนก็ไม่ค่อยจะหลับ เพราะอยากจะให้ถึงตอนเช้าเร็วๆ จะได้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนระทั่งวันรุ่งขึ้นช่วงสายๆหน่อย ทั้งเอเย่นต์ ทั้งเจ้าของโรงงานและก็หัวหน้างานทุกแผนกก็มาพร้อมหน้ากันที่ออฟฟิศ รวมทั้ผม แล้วทุกคนก็เริ่มปรึกษากัน โดยที่ผมเป็นคนนั่งฟัง ฟังก็ฟังไม่รู้เรื่อง จนหลังจากที่ทุกคนปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว เอเย่นต์ก็หันมาพูดกับผมว่า ทางโรงงานได้จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว และจะให้อยู่ทำงานต่อโดยที่จะเพิ่มเงินเดือนให้ พร้อมทั้งให้ย้ายแผนกไปอยู่กับหัวหน้างานคนใหม่ที่แผนกอื่นที่ดีกว่า ตามที่ผมได้ฟังก็เป็นขอเสอนที่ดี แต่เท่าที่ผมดูสีหน้าไอ้หัวหน้างานคนที่มีเรื่องกับผม มันช่างไม่พอใจเอาเสียเลย ยังไงถ้าหากว่าผมขืนอยู่ต่อ มันจะต้องตามมารังควานผมอีกอย่างแน่นอน ถึงแม้จะอยู่กันคนละแผนกก็ตาม ผมทำงานกับมันมานาน ผมรู้จักนิสัยมันดี ผมจึงกลัวว่าจะเกิดเรื่องทีไม่ดีกว่านี้ขึ้นกับผมในวันข้างหน้า ผมจึงตัดไฟแต่ต้นลม บอกกับล่ามว่าผมขอกลับไม่ขออยู่ต่อ เป็นอันจบเรื่อง แล้วผมก็ได้เดินทางกลับในบ่ายของวันนั้น เหตุการในครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่า เหล้าและความเมาทำให้คนขาดสติ ขาดการยับยั้งชั่งตัว ทำอะไรลงไปโดยไม่ทันได้คิด จนในที่สุดผลที่ตามมาคือความเสียใจเท่านั้น แต่ถึงอย่างนี้ผมก็ไม่ได้นับว่าตัวเองแพ้ ผมยังพร้อมที่จะลุดขึ้นสู้อยู่เสมอ

หลังจากที่กลับถึงบ้านไม่นาน ผมก็ออกเดินทางหาทำงานเหมือนเดิม เพราะไม่ค่อยช่อบอยู่บ้านเฉยๆ จนเวลาผ่านมาประมาณสองปีกว่าๆ ผมก็มีโอกาสได้เดินทางเข้าไต้หวันอีกครั้ง อยากจะลองอีกสักครั้ง โดยที่ผมได้ปรึกษากับแม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นไงเป็นกัน จะขอลองอีกสักครั้ง ก็ได้เดินทางเข้าบริษัทจัดหางานทำเรื่องทุกอย่างเหมือนเดิม ที่บริษัทจัดหางานที่ใหม่ หลังจากที่ทำเรื่องอยู่ไม่ถึงเดือนผมก็ได้เดินทางเข้าไต้หวัน ครั้งนี้ผมได้งานโรงงานอะใหล่รถยนต์แถวหยางเหม่ เขตเถาหยวน ตำแหน่งช่างเชื่อม สำหรับโรงงานนี้เงินเดือนก็ถือว่าพอใช้ได้ และก็พอมีO.T.ให้ได้ทำอยู่

เริ่มแรกทุกอย่างก็เป็นไปได้ดี จนเลวาผ่านมาเกือบจะปีอีกเช่นกัน แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่เข้าข้างผมอีกแล้ว โชคร้ายก็ได้เกิดขึ้นกับชีวิตผมอีกครั้ง ส่วนสาเหตุก็เนื่องมาจาก เหล้าและความเมาอีกเช่นเคย ด้วยเวลาที่ผ่านมานานทุกอย่างก็ราบรื่นดีจนตายใจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีเรื่องไม่ดีอะไรเกิดขึ้น จนมาวันนึงสิ่งที่เฝ้าระวังมาตลอดได้เกิดขึ้น วันนั้นก็เป็นวันอาทิตย์อีกเช่นเคย ผมได้ร่วมกลุ่มกับเพื่อนร่วมโรงงาน4-5คนไปส่งเงินกลับบ้านที่จงลี่ในตอนเย็น หลังจากที่ส่งเงินเสร็จแล้ว ก็ได้ชวนกันเข้าร่วมฉลองกันสักครั้งที้บ้านป๋า เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา ทำงานด้วยกันมาก็นานไม่เคยมีโอกาสได้ร่วมฉลองกันสักครั้ง ดังนั้นทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกัน เข้าร่วมฉลองกัน ทั้งร่วมดื่มร่วมเต้นกันหนุกหนาน จนหมดเหล้าไปหลายชุด และก็หมดเงินในกระเป๋าไปหลายพัน โดยที่ผมเป็นคนไปสั่งพร้อมจ่ายเงิน ทั้งหมดเท้าไรค่อยมาหารกันทีหลัง ตามที่ตกลงกันไว้ จนเวลาผ่านมาหลายชั่วโมง ต่างคนก็ต่างเริ่มเมา ใครดื่มมากก็เมามาก ใครดื่มน้อนก็เมาน้อย จนกระทั่งบ้านป๋าปิดให้บริการ ผู้คนเริ่มทยอยกันกลับรวมทั้งพวกผม เพื่อนที่มาด้อยสองคนจะพากันไปต่อ ส่วนอีกสองคนกับผมจะกลับโรงงาน โดยนั่งแท็กซี่

และในระหว่างนั่งแท็กซี่กลับนี่เอง เพื่อนสองคนที่นั่งมาด้อยเมาแล้ะเริ่มพูดมั่ว พูดนินทาว่าผมในทำนอง อิ่มจังตังค์ยังครบ ทั้งพูดทั้งด่า ทั้งๆที่พูดตกลงกันไว้ก่อนหน้าเรียบร้อยแล้วว่าผมจะเป็นคนจ่ายไปก่อน ทั้งค่าแท็กซี่ผมก็จ่าย ทำไมถึงพูดกันอย่างนี้ เนื่องจากอยู่ในรถและก็คิดไปว่าที่เพื่อนพูดอย่างนี้คงเป็นเพราะเมา แต่ไม่ใช่อย่างนั้นกลับพากันพูดอยู่ตลอดทางจนถึงหน้าโรงงานแล้วก็ลงจากรถ ผมจึงได้เอ่ยถามว่าตอนอยู่ในรถพูดอะไรกัน ผมถามดีๆ แต่เพื่อนสองคนนั้นกลับใส่อารมณ์ร้องตะคอกใส่ผมทั้งด่า แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรได้แต่ยืนมองอยู่เฉยๆ แล้วเพื่อนคนนึงในสองคนนั้นก็เดินเข้ามาจะมาต่อยผม ผมไม่อยากจะใส่ใจจึงได้ผลักเพื่อนคนนั้นล้มลงไปกับพื้นถนน แล้วผมก็เดินกลับเข้าโรงงาน เพื่อจะเข้าหอพักผ่อน ผมเดินเข้าหอพักถึงหน้าห้อง เปิดประตูแต่ยังไม่ทันได้เข้าไปในห้อง เพื่อนสองคนนั้นก็มาดึงพอดี แล้วทั้งสองคนก็พากันเดินตรงเข้ามาหาผม กะจะเข้ามารุมผมคนเดียว แต่ผมก็ไม่ได้กลัว เดินเข้าใส่เหมือนกัน แต่คนๆเดียวจะสู้สองคนได้อย่างไร ในระหว่างที่ดวนกันอยู่นั้น เผอิญผมได้เหลือบไปเห็นมีดปอกผลไม้วางอยู่ในห้อง ด้อยความโกรธจัดและก็หน้ามือขาดสติไปแล้วช่วงนั้น ผมจึงได้หาทางปลีกตัวออกมาแล้ววิ่งเข้าไปเอามีดในห้องออกมา เป้าหมายคือคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า กะจะฆ่าให้ตายคามือ ผมได้คว้าเอาคอเสื้อคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วดึงเข้ามากะจะแทงด้วยมีด แต่ยังไม่ทันได้ลงมือเพื่อนอีกคนนึงที่มาด้วยกันก็เข้ามาช่วยได้ทัน แล้วพากันวิ่งเข้าห้องปิดประตูล็อกเรียบร้อย พอผมตั้งตัวได้ก็รีบตามไปแต่ก็ไม่ทัน ผมจึงยืนถือมีดอยู่หน้าห้องรอสองคนนั้น แล้วใช้เท้าถีบที่ประตูอย่างแรงเป็นเวลานานเกือบชั่วโมง เนื่องจากประตูเป็นประตูเหล็กจึงทำให้เกิดเสียงดังมาก จนยามข้างล่างได้ยินแล้วขึ้นมาดู แต่ก็ไม่กล้าเข้ามาห้าม ทั้งเพื่อนร่วมหอก็เช่นกัน จนกระทั่งผมรู้สึกเหนื่อนจึงได้กลับเข้าหองเพื่อไปพักผ่อน เพื่อนในห้องเห็นก็ถาม นายทำอะไรลงไป แต่ผมไม่ได้สนใจ พอพักผ่อนจนถึงเช้าผมก็ตื่นทำงานตามปกิต แต่แปลกอย่างเพื่อนๆคนไทยที่หอพักต่ากก็ไม่ค่อยกล้าสบตา ไม่ค่อยกล้าทักทายสักเท่าไหร่ คงเป็นเพราะเรื่องเมื่อคืน โดยเฉพาะสองคนนั้นจะหลบหน้าผมตลอด

จนกระทั่งลงทำงานช่วงประมาณสายๆหน่อย ทางออฟฟิศได้ประกาศเรียกผมและเพื่อนสองคนนั้นให้ไปที่ออฟฟิศด่วน พอไปถึงออฟฟิศผมก็เห็นตำหรวจนอกเครื่องแบบหนึ่งนาย และก็ล่ามโรงงานนั่งรออยู่ แล้วผมกับเพื่อนสองคนนั้นก็ได้รับการสอบปากคำ ผมก็พูดไปตามความเป็นเจริง ทีแรกผมคิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ที่ไหนได้ หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น ทางเจ้าหน้าที่ได้บอกกับผมผ่านทางล่ามว่า ฝ่ายที่ไม่มีอาวุธจะอนุญาตให้อยู่ทำงานต่อ แต่จะต้องถูกควบคุมความประพฤติเป็นเวลาหนึ่งปี ห้ามทำผิดใดๆทั้งสิ้น ส่วนฝ่ายที่มีอาวุธในครอบครองนั้น มีทางเลือกให้สองทาง จะติดคุกหรือว่าจะเดินทางกลับประเทศภายในวันนี้ ผมได้เลือกกลับประเทศ เพราะผมได้ใช้มีดเป็นอาวุธพยายามที่จะทำร้ายผู้อื่น ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดถุกบักทึกไว้จากกล้องวรจรปิดในหอ ผมจึงไม่มีคำแก้ตัว

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวตั้งใจ เป็นเพราะเหล้าและความเมาอีกแล้วที่ทำให้ผมขาดสติ หลงลืมตัวทำอะไรลงไปโดยไม่ทันได้คิด มันทำลายความฝันของผมอีกแล้ว ทั้งๆที่ผมเฝ้าระวังมาตลอด แต่มันก็จ้องหาโอกาสจนได้ สุดท้ายมันก็ทิ้งไว้แต่ความเสียใจ เสียดาย และก็ความเจ็บปวดให้ผมต้องรับ ทั้งทำให้คนทางบ้างที่ฝากความหวังไว้กับผมต้องผิดหวังและก็เสียใจไปด้อย จนในที่สุดผมก็ไม่เหลืออะไร

แล้วผมก็ได้เดินทางกลับในบ่ายของวันนั้น หลังจากที่ลงมาจากเครื่อง ผมไม่ได้เดินทางกลับบ้าน แต่ผมได้ไปพักอยู่กับเพื่อนในกรุงเทพฯเงียบๆ ไม่ติดต่อกับใคร แม้กระทั่งแม่ เพราะผมรู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ ไม่มีหน้าที่จะไปสู้กับใคร และก็ยังรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ผมพักอยู่กับเพื่อนได้ประมาณสองเดือนกว่าๆ ผมได้คิดทบทวนทุกอย่างถี่ท่วนดีแล้ว ผมจึงตัดสินใจว่าโชคชะตาคงจะไม่โหดร้ายตรอดไป ถ้าหาว่าจะจมอยู่กับความพ่ายแพ้อย่างนี้ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ผมจึงเดินทางเข้าบริษัทจัดหางานแห่งเดิมอีกครั้ง อธิบายเหตุผลในความเป็นจริงและควมาตั้งใจที่แท้จริงของผมให้กับทางเจ้าของบริษัทฟังอย่างระเอียด พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทศที่ทำให้ทางบริษัทต้องเสื่อมเสีย เพราะทางบริษัททราบเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมทุกอย่างดี โดยทางเอเย่นต์ที่ไต้หวันได้โทรแจ้งก่อนหน้าแล้ว แรกๆทางบริษัทก็ไม่อยากจะช่วย แต่หลังจากที่ผมอธิบยและก็ขอร้องให้ช่วยอยู่พักนึง ทางบริษัทจึงยอมใจอ่อนให้โอกาสผมอีกครั้ง โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมเป็นคนออกเอง แล้วผมก็เริ่มทำเรื่อง กินเวลาเกือบเดือนอีกเช่นกัน ทุกอย่างก็เป็นอันเสร็จสิ้น ผมก็ได้เดินทางเข้าใต้หวันอีกรอบ

ครั้งนี้ผมได้งานโรงงานผลิตจอโทรษัพท์ จอคอมพิวเตอร์ ทั้งจอโทรศัพท์มือถือทุกขนาดที่ ป๊าเต๋อ เขตเถาหยวน ผมรู้สึกปลื้มและก็ดีใจมากๆกับความสำเร็จในครั้งนี้ ที่อย่างน้อยผมก็สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้อีกครั้ง ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะพยายามทำทุกอย่างให้ดี จะระมัคระวังให้มากยิ่งขึ้น และก็จะไม่ให้พลาดเหมือนที่ผ่านมาเป็นเด็ดขาด เพราะไม่มีโอกาสให้ได้แก้ตัวอีกแล้ว ถ้าหากครั้งนี้พลาดอีก ทุกอย่างก็คือจบ เพราะผมจะไม่มาไต้หวันอีกแล้ว

จากวันแรกที่ทำงานมาก็เป็นเวลาหลายเดือน ทุกอย่างก็ราบรื่นดี สำหรับโรงงานนี้ทำงานเป็นกะกลางวันและกลางคืน หนึ่งกะจะทำหกวันหยุดพักสามวันแล้วเปลี่ยนกะ ส่วนเงิดเดือนก็ถือว่าดีเหมือนกัน ถ้าเทียบกับงาน แรกๆผมไม่ส่งเงินกลับบ้าน เพราะครั้งนี้ผมอยากออกค่าใช้จ่ายเอง เลยต้องเก็บเงินจำนวนหนึงให้พอกับทุกที่ส่งตัวเองมาซะก่อน หลังจากนั้นยังไงค่อยส่งกลับบ้าน ด้วยเวลาที่ผ่านมานานก็เริ่มรู้จักเพื่อนร่วมงานทั้งเพื่อนร่วมหอ เริ่มรู้จักเที่ยวรู้จักใช้เงิน และที่แย่กว่านั้นคือเริ่มรู้จักเสพสิ่งเสพติดจากเพื่อนที่มาแนะนำ เนื่องจากช่วงที่เข้ากะกลางคืนจะง่วงมากๆ ทำยังไงก็ไม่หายง่วง ชอบแอบหลับอยู่บ่อยๆ แรกๆก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอนานเข้าจึงกลายเป็นที่นินทาของเพื่อนร่วมงาน และก็กลัวว่าจะโดนหัวหน้างานจับได้ ตามที่ดูคนอื่นเขาทำไมถึงไม่มีอาการเหมือนกับตัวเอง ทั้งๆที่ทำงานมาก็นานน่าจะชินและก็ปรับสภาพได้แล้ว จึงเริ่มปรึกษากับเพื่อนร่วมงาน ตอนแรกเพื่อนบอกว่าให้ดื่มชาบ้าง ดื่มกาแฟบ้าง แต่ก็เอาไม่อยู่ จนมาพักหลังมีเพื่อนบางคนได้นำยาเสพติดชนิดนึงมาให้ผมได้ลอง

หลังจากที่ลองแล้วก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้งจริงๆ แถมยังรู้สึกระปี้กระเปร่าในตอนทำงานผิดจากปกติเยอะ จึงเป็นที่ถูกใจของตัวเองมาก แรกๆก็จะเสพเฉพาะช่วงเข้ากะกลางคือในเวลาทำงานเท่านั้น แต่เนื่องจากเสพเป็นเวลานานจึงเกิดอาการติดยาเริ่มถี่ยิ่งขึ้น แม้กระทั่งเข้ากะกลางวันก็ยังเสพ รู้สึกว่าจะขาดเป็นเวลานานไม่ได้ และก็เริ่มใช้เงินมากขึ้น เพราะต้องใช้ซื้อยาเสพติด แต่ก็ไม่ถึงกับว่าติดยางอมแงมจนไม่เป็นอันทำการทำงาน เริ่มจับกลุ่มคบเพื่อน เริ่มเที่ยว วันหยุดเพื่อนชวนไปใหนก็ไป เพราะไม่ได้ส่งเงินกลับบ้านและก็ไม่ได้หักฝากธนาคารจึงเป็นเหตุให้มีเงินใช้เยอะ เริ่มตั้งแต่เกิดเรื่องในครั้งก่อนจนผมต้องเดินทางกลับประเทศ แล้วกลับเข้ามาไต้หวันใหม่ในครั้งนี้ ผมไม่เคยบอกทางบ้านให้ได้ทราบเลยสักคนเดียว เงียบๆไปอย่างนั้น เพราะผมอยากจะแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวของผมเอง จึงทำให้ไม่มีข้อผูกมัดใดๆกับคนทางบ้าน จนผมเริ่มปล่อยตัว ทำแทบทุกอย่างตามใจตัวเอง จนลืมเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาแค่เพียงไม่นานไปหมดสิ้น และก็ไม่เคยติดต่ดกับคนทางบ้านเลยสักครั้ง ทุกๆวันหยุดแทบจะไม่ได้อยู่หอพัก แต่ในเวลาทำงานผมก็ทำงานตามปกติ และก็ไม่เคยขาดงานนอกจาจะไม่สบาย เป็นอย่างนี้มานานจนเกือบจะหนึ่งปี

มีอยู่วันนึง วันนั้นเป็นวันหยุดพักเปลี่ยนกะ เป็นวันที่ชีวิตของผมต้องพบกับจุดจบ และก็เป็นวันที่ผมจะต้องจดจำไปตลอดชีวิต วันนั้นเป็นวันหยุดที่สองทั้งหมดสามวัน ผมกับเพื่อนได้ออกเงินช่วยกันซื้อยาเสพติดมาจำนวนนึงมากพอสมควร เอาเข้ามาเสพในหอพัก ผมกับเพื่อนร่วมกันเสพทั้งคืนจนสว่าง พอถึงตอนเช้าของวันหยุดที่สามประมาณสายๆหน่อย ผมกับเพื่อนที่เสพยาด้อยกันสองคนก็ได้พากันออกไปดื่มเหล้าต่อข้างนอกโดยไม่พักผ่อน ข้าวก็ไม่ได้ตกถึงท้องเลยสักคำ เพราะด้วยฤทธิ์ยาทำให้ไม่ง่วงไม่หิว ผมกับเพื่อนพากันดื่มตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำของอีกวัน จนประมาณสี่ทุ่มครึ่งจึงได้พากันกลับหอเพื่อไปแลกบัตรประจำตัวพนักงานคืนโดยใช้ใบกาม่า ตามกฏของหอพัก แล้วก็ห้ามออกจากหอพักเป็นอันขาด แต่ก็อย่างว่ากฏมีไว้ให้แหก ผมกับเพื่อนก็ยังดันพากันหาวิธีหนีออกไปดื่มต่อกันจนได้ ไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไรกันในตอนนั้น หลังจากที่ออกไปได้แล้วก็พากันดื่มต่อจนประมาณเกือบเที่ยงคืนจึงได้พากันกลับเข้าหอพัก เพราะไม่ไหวกันแล้ว ดูอาการของแต่ละคนก็ไม่ต่างอะไรกับคนเสียประสาทดีๆนั่นเอง พูดจาก็ไม่เป็นสัพท์ ฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เดินก็แทบจะไม่ตรง แต่ก็ยังพอจำทางกลับได้อยู่ และในระหว่างทางกลับนี่เองที่ได้เกิดเรื่อง เนื่องจากเลยเวลากลับเข้าหอมามากแล้ว จะกลับเข้าทางประตูใหญ่ไม่ได้ เพราะจะโดนยามเฝ้าประตูจับ จึงต้องพากันเดินโซเซอ้อมไปปีนกำแพงเข้าทางด้านหลังโรงงาน เพราะหอพักอยู่ในโรงงาน ในการที่จะเดินอ้อมไปทางด้านหลังโรงงานนี้ จะต้องเดินผ่านหมู่บ้าน และในระหว่างที่เดินผ่านหมู่บ้านอยู่นั้นได้เกิดเรื่องขึ้น โดยเพื่อนที่มาด้วยกันสองคนนั้นกลับเข้าโรงงานไปก่อน เหลือผมแค่เพียงคนเดียวอยู่ในเหตุการณ์ ด้วยอาการที่ไม่ปกติอยู่แล้ว จึงขาดการยั้งคิด ขาดสติ หลงลืมตัวไม่คิดสักนิดเลยว่าสิ่งที่จะทำลงไปนั้นจะเกิดผลอะไรตามมา และแล้วผมก็ได้ลงมือทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต จนในที่สุดผมได้ถูกทางการของไต้หวันจับดำเนิดคดี ผมถูกศาลไต้หวันตัดสินจำคุกเป็นเวลาทั้งหมด8ปี กับความเลวที่ผมได้ทำ สำหรับแปดปีนี้มันก็สมควรแล้วหละ กับสิ่งที่ผมได้ทำลงไป

สาเหตุหลักในครั้งนี้คือ ผมเสพยาและดื่มเหล้ามากเกินโดยไม่พักผ่อน จึงทำให้ส่งผลกระทบไปยังระบบประสาท ทำให้เกิดภาพหลอนขาดสติ อาการคล้ายคนบ้า จนเกิดเรื่องในที่สุด ผมไม่ได้โทษใคร แต่ที่ต้องโทษคือต้องโทษตัวผมเอง วันที่ผมโดนจับวันแรก ผมรู้ตัวดีว่ายังไงคงไม่รอด ในวันนั้นผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมได้ตายไปแล้วครึ่งตัว ทุกอย่างรอบข้างกายมันช่างดูว่างเปล่า จนหลังจากนั้นไม่กี่วัน ผมก็ถูกโยนให้เข้ามาอยู่ในเรือนนจำ จนทุกวันนี้เป็นเวลาหกปีแล้วครับ

ช่วงที่ผมเข้ามาใหม่ต้องเจอกับอุปสรรค์ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องภาษาที่ยังไม่ค่อยจะได้ ทั้งฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ทั้งเรื่องกฏระเบียบของทางเรือนจำที่ต้องปฏิบัตตามอย่างเคร่งครัด ทั้งในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับนักโทษคนไต้หวัน ทั้งเรื่องของตัวเอง ทั้งคิดถึงบ้าน ความรู้สึกเสียใจ และความรู้สึกเจ็บปวดต่างก็ยิ่งถาโถมเข้ามา วันเวลาจะผ่านพ้นไปได้แต่ละวันแต่ละคืน มันช่างเนิ่นนานเสียเหลือเกิน และทุกค่ำคืนต้องฝืนกัดฟันทนกับความเจ็บปวดที่อยู่ในจิตใจ ที่มันค่อยๆแผ่ซ่านไปตามทุกอณูของร่างกาย กว่าที่จะข่มตาให้หลับลงได้ เพื่อให้หายจากความเจ็บปวดเหล่านั้น มันช่างสุดแลนจะทรมาณเกินบรรยายจริงๆ

การใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำก็เหมือนกับการเดินอยู่ในดงหนาม หากเดินไม่ระหวังก็จะโดนหนามทิ่ม ในเรือนจำก็เช่นกัน หากไม่ทำตามกฏก็จะเกิดเรื่องและโดนทำโทษ แรกๆผมต้องทุลักทุเลเป็นอย่างมากเพราะต้องช่วยเหลือตัวเอง ช่วง2-3เดือนแรกที่เข้ามาก็พอมีเอเย่นที่โรงงานมาเยี่ยมมถามข่าวคราวบ้างอยู่ แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไป แต่ก็ยังพอมีคณะท่านกงสุลที่ประมาณซัก5-6เดือนจะมาเยี่ยมนักโทษคนไทยในเรือนจำร่วมกันครั้งนึง จนกระทั่งผมย้ายเรือนจำจากเถาหยวนมาอยู่ที่ไทเป

หลังจากที่ย้ายมาอยู่เรือนจำไทเปประมาณปีกว่าๆ ทุกอย่างก็เริ่มลงตัว ชีวิตในเรือนจำกำลังไปได้ดี เรื่องราวร้ายๆต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งความเจ็บปวดที่อยู่ในใจก็เริ่มจะเบาบางลง แต่ก็ยังไม่จบแค่นั้น ผมต้องมาเสียน้ำตาอีกครั้ง หลังจากครั้งแรกช่างผมย้ายมาเรือนจำไทเปใหม่ๆ ผมได้เขียนจดหมายส่งกลับบ้าน เล่าเรื่องราวต่างที่เกิดขึ้นกับผมให้ทางบ้านได้ทราบ และสิ่งที่ผมได้รับจากจดหมายที่ทางบ้านตอบกลับมาคือคำให้อภัยและคำปลอบใจ ทำให้น้ำตาของผมมันเริ่มไหลลงมาเป็นทาง ผมทำได้แค่เพียงบอกขอโทษทุกคนทางบ้านอยู่ในใจ นอกเหนือจากคำขอโทษที่ผมส่งไปทางจดหมายนั้น แล้วหลังจากนั้นผมก็ติดต่อกับทางบ้านอยู่บ่อยๆทางจดหมาย จนเวลาผ่านมาปีกว่าๆ ผมได้รับจดหมายจากหลานสาวที่อยู่กับปู่ย่าฉบับนึง ทีแรกผมก็ดีใจที่ได้รับจดหมายจากทางบ้าน แต่ที่ไหนได้ หลังจากที่ผมเปิดอ่านเนื้อความข้างในแล้ว ทำให้ผมแทบล้มทั้งยืน หัวใจแทบจะหยุดเต้น แทบจะสิ้นลมล้มลงไปในเวลานั้น เพราะเนื้อความข้างในได้บอกว่า พ่อบุพการี ผู้ที่ผมเฝ้ารอคอยตลอดมา คนที่ผมหวังอยู่เสมอว่าสักวันนึง ผมจะได้เห็นหน้า ได้อยู่ดูแลพ่อสักครั้งได้จากผมไปเสียแล้ว จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ จากไปโดยที่ผมกับพ่อไม่มีวันที่จะได้เจอกันอีกแล้ว ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร สิ่งร้ายๆมันถึงได้ตอกย้ำซ้ำเติมผมถึงเพียงนี้ ผมรู้สึกเจ็บปวดเข้าไปลึกจะสุดขั่วของหัวใจ ไม่มีใครมาปลอบโยน ไม่มีใครเลยในเวลานั้น มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่ปลอยใจต้วเอง

วันนั้นผมจำได้ว่า ผมได้แต่นั่งเหม่อลอย ใจไม่อยู่กับเนื้อนกับตัว เหมือนคนบ้า จนเวลาผ่านมานานกว่าที่ผมจะทำจำได้ แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็เริ่มอารมณ์ร้าย มีเรื่องชกต่อยกับนักโทษคนไต้หวันอยู่บ่อยๆ จนโดนทำโทษ เป็นอย่างนี้อยู่บ่อยครั้งเป็นเวลาติดต่อกันเกือบสามปี ไม่มีใครช่วยผมได้ จนมาวันนึง ผมมีโอกาสได้รู้จักกับอาจารย์สอนศาสนาคริสต์คนเยอรมันที่พูดภาษาไทยได้คนนึง ได้เข้ามาสอนศาสนาให้กับนักโทษคนไทยในเรือนจำ แล้วหลังจากนั้นก็จะมีอาจารย์ท่านอื่นอีกหลายคนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละวัน และก็ทุกๆสองเดือนอาจารย์คนไทยหลายท่านจะเข้ามาจัดกิจกรรมร่วมนมัสการศาสนาคริสต์กับนักโทษคนไทยที่อยู่ในเรือนจำแทบทุกคน จึงทำให้ผมมีโอกาศได้พบปะกับเพื่อนนักโทษคนไทยด้วยกันที่อยู่กันคนละแดน ได้ถามสารทุกข์สุขดิบ ได้ระบายความทุกข์ในใจให้เพื่อนคนไทยด้วยกันฟัง ทำให้ผมไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

และผมก็ได้เรียนพระคัมภีร์ ได้ศึกษาพระคัมภีร์จากอาจารย์ ทำให้ผมได้รู้จักกับองค์พระผู้ไถ่คือพระเยซูคริสต์ เจ้าผู้ทรงไถ่บาปทั้งหลายที่ผมได้ทำลงไปให้กับผม ผมเริ่มอธิฐานอ่านพระคำภีร์จะเริ่มเข้าใจ และแล้วไม่นานผมก็รับบัพติศมา รับเชื้อเจ้าในศาสนาตริศต์ จนในที่สุดความเชื่อทำให้ผมเปลี่ยนความคิด ทำให้ผมรู้สึกตัว รู้ว่าตัวเองเป็นใครในโลกนี้ ทำให้ผมคิดได้และอยากจะกลับตัวกลับใจ เปลี่ยนเป็นคนใหม่ ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ผมได้อธิฐานขอให้พระองค์โปรดทรงรับดวงวิญญาณพ่อของผมให้ไปอยู่กับพระองค์ที่ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ตลอดไป และผมก็เริ่มใช้ชีวิตที่ดี ทำแต่สิ่งดี ประพฤติตัวเป็นคนดี จนนับจากนี้ไปไม่กี่เดือน ผมก็จะสามารถทำเรื่องส่งคำขอ เพื่อที่จะรับการอณุมัติให้ได้พ้นโทษก่อนกำหนด เพราะที่ไต้หวันไม่มีการลดโทษ จึงมีแต่สิ่งนี้เท่านั้นที่นักโทษแทบทุกคน หวังและเฝ้ารอคอย ตามภาษาจีนที่ทางไต้หวันเขาเรียกกันว่า เป้า เจี่ย ซื่อ(報假釋)

ตามที่จริงผมหมดสิทธิ์ไม่สามารถส่งเรื่องออกไปได้ตั้งนานแล้ว เพราะความประพฤติไม่ดี มีเรื่องอยู่บ่อยครั้ง ผมคงต้องติดเต็ม8ปี จนวันสุดท้ายถึงจะได้พ้นโทษ แต่พอผมหันมาเชื่อพระเจ้า อธิฐาน อ่านคำภีร์ ทำให้ผมใจเย็นมองโลกในแง่ดีมากขึ้น และก็รู้จักอดทนอดกลั่นมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ ผมรู้จักให้อภัย และก็เริ่มเข้าใจคำว่าชีวิตมากยิ่งขึ้น จนทำให้ผมมีโอกาสที่จะส่งคำขอเพื่อที่จะรับการอณุมัติให้พ้นโทษก่อนทำหนดภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ผมเหลือเวลาอีกสองปีก็จะครบแปดปี ผมจะพยายามอดทน ทำแต่สิ่งดีๆ ประพฤติตัวเป็นคนดีต่อไป ด้วยความหวังว่า จะได้พ้นโทษก่อนกำหนด ขอพระเจ้า พระองค์โปรดทรงอวยพรผมด้อยครับ

เพื่อนๆท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านครับ เรื่องทั้งหมดที่เล่ามาแล้วข้างต้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของผมพอคร่าวๆ ต้องขอโทษมา ณ ที่นั้ด้วยครับที่ไม่ได้เล่าอย่างระเอียด แต่ทุกท่านคงพอจะเข้าใจ และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องทั้งหมดที่ผมเล่ามา จะเป็นประสบการณ์ เป็นแนวคิด เป็นข้อแนะนำ ข้อควรระวัง และก็เป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย

เรื่องที่เกิดขึ้นกับผมทั้งหมดอย่างที่ผมได้บอกไปแล้ว ผมไม่ได้โทษใครหรอกนะครับ ที่ต้องโทษคือต้องโทษตัวผมเอง ที่หลวระเริงประมาทกับชีวิตมากเกินไป มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ลืมตัวลืมตน ลืมแม้กระทั่งจุดมุ่งหมายของตัวเองที่มาไต้หวันเพื่ออะไร รวมทั้งการคบเพื่อนก็เป็นอีกปัญหานึง คบเพื่อนคบได้ แต่ให้ดูว่าเพื่อนแบบไหนควรคบ เพื่อนแบบไหนไม่ควรคบนะครับ จงระวังอย่าให้เป็นเหมืนอผม คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำได้ แต่อย่าเลือกผิดเหมือนผมก็แล้วกัน สำหรับมนุษย์คนเราบางสิ่งบางอย่างเสียไปแล้วอาจจะนำมันคืนกลับมาได้ แต่วันเวลาเสียไปแล้วจะนำมันย้อนคืนกลับมาอีกไม่ได้ และอีกอย่าง บุพการี ผู้ที่มีพระคุณต่อเรา วันนี้หากยังไม่มีโอกาสให้รีบตอบแทนพระคุณซะนะครับ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เหมือนอย่างผมไม่มีแม้โอกาสได้เจอหน้าได้บอกลาพ่อครั้งสุดท้ายเลย และที่สำคัญ ผมไม่มีแม้โอกาสที่จะตอบแทนพระคุณท่านเลยสักครั้ง จนในที่สุดผมมาคิดได้ก็ตอนที่ทุกอย่างมันสายไปเสียแล้ว ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย ในตอนนี้ผมทำได้แต่เพียวปล่อยให้ท่านจากผมไปเฉยๆ ผมช่างเป็นลูกที่เลวจริงๆ ทุกวันนี้ผมก็ได้แต่อธิฐานขอพระเจ้า ขอให้พระองค์โปรดทรงอวยพรย่าผู้แก่ชะรามากแล้วอยู่ที่บ้าน ทั้งแม่และน้องชายสองคน รวมถึงทุกๆคนทางบ้านให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีแต่ความสุขความราบรื่น และก็มีแต่สิ่งที่ดีๆผ่านเข้ามาในชีวิตตลอดไป อย่าให้มีเรื่องร้ายใดๆเกิดขึ้น รวมถึงเพื่อนพี่น้องนักโทษคนไทยที่อยู่ในเรือนจำและเพื่อนๆแรงงานไทยที่อยู่ในไต้หวัน เพื่อนๆท่านผู้อ่าน อาจารย์สอนศาสนมทุกๆท่าน รวมถึงท่านคณะกรรมการทุกๆท่านด้วยครับ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

ขอขอบคุณทุกๆท่านที่ให้เกียติติดตามอ่านบทความเรื่องราวชีวิตที่เกิดขึ้นกับผม ที่ได้บรรยายมาแล้วข้างต้นพอคร่าวๆครับ ขอขอบคุณครับ

吳山沙 阿沙


📜 無題

👤 吳山沙  

 

首先,我先跟評審們及親愛的讀者們打聲招呼,我的名字叫吳山沙,大家都叫我阿沙,今年31歲。我想和大家分享過去在我身上發生的事情--那是我從第一次來台灣,直到現在的故事,提供給大家以作為前車之鑑及生活上的參考。

我來自泰國東北方,家鄉在武里南府,家境不是很好,家裡務農。當時生活相當辛苦,從小我就是個不幸的人,兩歲的時候父母離婚從此各自分飛,留下我跟外婆兩個人,媽媽久久才回來一次,父親則不見蹤影,直到現在我還不知道他們離婚的原因。我跟外婆住到四、五歲,外婆就把我送去給阿公、阿嬤繼續撫養,從此我就跟他們住在一起,直到我國三畢業。我跟他們生活的那段期間非常辛苦,因為我必須做所有家務事,不論是養牛、面對壓力、缺乏溫暖,這些都不是一個小朋友能承擔的。

直到國三畢業,我從阿公、阿嬤那得知媽媽的消息決定去找媽媽,但是那天我只看到媽媽住的房子、外婆及兩個同母異父的弟弟但沒看到媽媽,我問外婆才得知她去台灣工作兩年了,外婆問我過去在那裡過得好嗎?想回來跟外婆住嗎?如果想來就自己決定,之後不久我搬去跟外婆住,並等待媽媽回來的那天。那時候外婆和兩個弟弟由住在隔壁的舅舅、阿姨撫養,我住了一陣子之後,感覺到自己是多餘的存在,所以決定離開那裡,在曼谷或曼谷週邊找工作,聽朋友的介紹北上南下到處打零工,當時沒有固定的住處,薪水也只夠養活自己從來不寄錢回家,我過這樣的生活有好幾年的時間,只有一次逢年過節有回去祖父、祖母那裡,但是從來沒有去找外婆。

直到19歲那年,我報名去叻丕府當志願軍,這是我小時候的夢想,到部隊裡當兵,兩年之後我退伍回到家,跟外婆和弟弟住,而媽媽還在台灣,我跟她們住不久又離家找工作了,幾個月之後,媽媽的九年合約到期,回泰國後,從外婆那得知我的消息,當時我把我的電話留給隔壁鄰居,媽媽透過鄰居的幫忙才打電話給我。媽媽打電話問我過去這幾年獲得了些什麼,眼看現在每天吃吃喝喝也不是辦法,媽媽希望我到台灣工作,工資比較高,即使不寄錢回家也無所謂,至少身邊有一些積蓄,無論如何都要為自己的未來著想,媽媽想要送我去台灣工作,我這麼一聽於是接受媽媽的建議。

從那天起,我想到很遠以後的未來,心裡開始做美夢,當時我還在春武里府工作,和媽媽達成共識不久,就到曼谷某間仲介公司申請來台工作,前前後後折騰了好久,直到一個月之後,一切手續都結束了,我的旅程也開始了,這次我到高雄大寮工業區的某間工廠工作,這裡的薪水非常好,每天都有加班,有時候做到天亮,工作量非常大,我做了幾個月,賺了十幾萬,而且這間工廠沒有休假日,那時候的我幾乎什麼都有,而我的夢想也離我越來越近,但一切都毀於酒。

由於過去這一年,我從來不休息也不曠職,而且一直都認真工作,直到有一天,其他工廠的朋友找我去當禮拜天施僧衣儀式募款活動的主席,我認為向主管請假一天應該沒關係,於是我答應了。到了禮拜六下午我向主管請假,向他說明請假理由及這活動的重要性,但是無論我怎麼說,都無法得到主管的允許,但我已經答應朋友,所以不去也不行,後來我決定自行休假。禮拜天我一大早起來洗澡、打扮,在主管到班之前騎著腳踏車從工廠離去,到了活動現場,我認識了來自不同地區的泰國朋友,活動快結束時人群慢慢的散去,但主辦人要我留下來,我便繼續陪他們慶功,由於過去沒有機會參加泰國朋友的聚會,所以我放任自己喝到醉到了深夜才解散,因為禮拜一要繼續工作無法繼續休息,由於睡眠不足的關係,造成我有些宿醉,雖然宿醉我還是照常工作,剛開始一切都正常,但主管的臉色不是很好,我也知道是什麼原因,快接近中午時,天氣開始熱,主管就開始有反應,開始大聲大罵和只叫我做事,不論做對或錯都被罵,明明工人不只有我一個。

我很清楚他如此對我是因為不滿意我昨天自行請假才找我麻煩,因為我跟他工作很久所以我知道他的脾氣,而且我不是第一個被他欺負的工人,但我盡可能冷靜,想想我的家人,但情況越來越糟加上宿醉的關係,我脾氣就上來了,我無法控制我的怒氣於是動手,我拿起某個東西打到他的臉,下手的力道使他流血並倒下,當時他抱著頭喊痛,看到那樣的畫面我拔腿就跑,躲到一間泰國店,一開始我相當害怕,心中興起逃逸的念頭,但想了想,還是等大家下班,工廠只剩泰國人後才回工廠去,那時候我非常緊張,不和任何人說話也睡不著,因為我希望早點天亮,這樣我才知道接下來會發生什麼事。

直到隔天接近中午的時候,不論是仲介還是工廠老闆還有每個部門的主管都到辦公室了,然後大家開始討論,只有我在旁邊聽著,在大家討論完畢之後,仲介轉過來跟我說工廠這邊已經幫我處理好了,要我繼續留下來並給我加薪,並讓我轉到其他部門去,雖然聽起來是很好的條件,但我看到被我打的主管的臉色他應該不是很滿意。無論如何,只要我在這個地方繼續工作,就算待在不同的部門,主管一定會趁機會找我麻煩,畢竟我跟他工作一段時間相當清楚他的個性,我怕未來的日子裏會發生更可怕的事,於是我跟仲介說我要回國不要在這裡了,我在那天下午搭機返國,這次的經驗教訓我,讓我知道酒會讓人失去理智,最後的結果換來的是無比的難過,就算這樣我也不覺得自己失敗,我隨時準備站起來繼續奮鬥。

回家後不久我又繼續出去找工作,因為不喜歡待在家,兩年過去了,我又有機會到台灣工作,打算再試試看並且已經與媽媽商量好,不論怎樣我想給自己機會,於是我透過仲介公司,幫我申請這份工作,他們幫我找新的工作地點,不到一個月我就出發了。這次我到楊梅地區的一件汽車零件工廠工作,擔任技術員,這間工廠的待遇算還可以,偶爾有加班。剛開始一切都很順利,直到快滿一年的時候,這次老天爺不再眷顧我,不幸的事又發生在我身上,原因不外乎是喝酒、酒醉的關係,由於距離上一次意外,時間過了很久也平安無事的關係,所以沒有料想到會發生不好的事,直到有一天我開始拋開戒心的那一秒。

那天一樣是某個禮拜天,我跟同工廠的朋友們相約到中壢去寄錢回家,辦完之後就到某間餐廳相聚,因為自從認識彼此之後,也都從來沒有出來聚在一起過,所以大家都同意後就去喝酒跳舞,我們喝了好多,也花了不少錢,我主動先買單,之後回去再算,幾個小時過去,大家都喝醉了,醉得多醉得少都有,直到店家打烊,所有人紛紛離開,同行的朋友有兩個要續攤,另外兩個要搭計程車會回工廠,在回工廠的路上,兩個一起回來的朋友開始亂講話,說我吃得飽又沒花到錢,明明事先已經說清楚包含車費在內要我先買單,怎麼會這樣說話?由於當時坐在車上並且我認為他們喝醉了,所以沒多說什麼,但是他們一路上講到抵達工廠直到下車還在講,我才問「你們在車上說了什麼?」我好聲好氣的問,他們反而對我大吼大叫,但我什麼都沒說,只是好好的站著,其中一個走過來要揍我,於是我把他推開、倒下後就走回工廠休息,到了宿舍正要開門的同時,他們倆就朝我的方向走過來要打我,我沒有半點害怕的回手,但我一個人怎麼打得過兩個人

對打過程中,我看到了一把水果刀,因為當時太生氣而失去理智,我想辦法拿到刀子,眼看我的目標就站在面前,我想把對方給殺了,我拉起他的領子打算要刺死他,但還來不及下手,另外一個人就衝過來救援,他們倆跑進房間並上鎖,等到我回神要趕過去也來不及了,我拿著水果刀站在他們的房間外,用腳狠狠的踢了快一個小時,由於房門是鐵門所以發出很大的聲響以致於樓下的警衛上來看但不敢制止,包括其他室友也是,過了一會,因為我好累,所以回房間休息,室友看到我也問我到底做了什麼,但是我都不理會。

到了隔天早上我一樣照常工作,但有點奇怪的是,同宿舍的泰國人都不敢看我也不敢跟我打招呼,可能是因為昨天晚上的事,那兩個人更不敢看我,直到接近中午,工廠廣播叫我和那兩人到辦公室,在那裡,我看到警察還有翻譯坐著等我們,我們接受警方的詢問,我據實回答,一開始我以為沒事,但事情結束之後,警方透過翻譯告訴我說,沒有武器的那一方可以繼續工作,但是一年內不准有任何違法的事情發生,而有武器的那一方,只有兩個選擇,一是坐牢、二是當天出境。

我選擇出境,因為我持武器試圖傷害別人,事情的經過全被監視器錄下來,我沒有任何藉口辯駁,整件事情是因為酒讓我失去理智,在不經過理性的思考之下,做出這樣的舉動,酒又再一次毀了我的夢想,我一直對未來懷抱著夢想,酒又找機會傷害我,最後一樣留下的是悲傷和痛苦,讓對我充滿希望的家人傷心又難過,最後我一無所有,我在那天下午搭機離開。到了泰國之後我沒有回家,反而到曼谷找朋友,我不跟任何人聯絡包括我媽,因為我覺得很糟糕沒有臉去見她,也無法接受剛發生的事,我跟朋友住了兩個多月,我反覆的思考並自我反省,我認為命運沒有那麼悲慘,如果一味活在過去也沒有用。

我決定前往之前的仲介公司,跟他們解釋我出事的原因並表示我工作的用心,也向公司道歉,是我害他們的名譽受損,因為公司非常清楚我的事情,台灣的仲介也已經事先跟泰國這邊通知好了,剛開始公司不願意出手幫忙,但後來我不斷的向他們解釋也請求他們,公司才心軟並再給我一次機會,但這一次我必須付所有的費用,我開始準備文件,前後花了一個月就完成所有工作,我再次回到台灣。這次我到桃園八德一間製造電視螢幕電腦螢幕的工廠,我非常感動也很開心,至少我能再次回到台灣,我答應自己要盡心盡力也要小心翼翼,不要讓過去的事情再度發生,因為我已經沒有機會了,如果這次又出錯我就完了,我也不會回台灣了。

工作了幾個月,一切都很順利,這間工廠分早晚輪班,每六天休息三天再輪班,如果跟前面的工作相比待遇也算不錯,剛開始我沒有寄錢回家,因為這次我負擔所有費用,所以比較拮据,留一些資金在身上,打算家裡來訊需用時再寄回去。時間過久了我開始認識同事還有室友,知道怎麼玩、怎麼花錢,甚至從朋友那認識了毒品。由於早晚輪班非常累,不管怎麼樣都會覺得睏,所以我常常在上班的時候打瞌睡,剛開始沒怎麼樣,但久而久之同事開始議論,我也怕主管被抓到,但是我發現別人沒有我這樣的狀況,我來了一段時間也應該適應了工作步調才對,於是轉向朋友諮詢,朋友說可以喝茶或咖啡,但是這些對我都沒用,後來有人介紹我某種毒品讓我試試,試了之後發現真的有用,而且非常有精神,效果跟以往完全不一樣,我非常喜歡,剛開始我只在輪晚班的時候用,但吸食一段時間我開始上癮,甚至白天我也要使用,無法斷太久,但意味要花更多錢,畢竟要常常買,但還不至於上癮到無法自拔。此外,我開始交朋友,假日朋友相約說出去就出去,因為不用寄錢回家也沒有定期存款的習慣,所以我有足夠的錢可以花。

自從先前發生事情以致於被遣返,到這次回來台灣工作,過程我都沒有通知我的家人,我靜靜的讓事情過去,因為我想要自己處理我的事情,這次我沒有受到家人的束縛,我放任自己做想要做的事,我把過去不久的事情全部忘光光,再也不跟家人聯絡。每次休假也幾乎不待在宿舍,但工作時間一到我照常工作,從不曠班除非生病,這樣的生活我大概維持了一年。

有回休息日,那是我人生走到終點的日子,也是我永遠都會記得的日子,那天是我三天休假的第二天,我跟朋友湊錢買了相當多的毒品到宿舍吸毒,我們從晚上吸到天亮,到了休假的第三天,我跟朋友在沒有休息、沒有吃飯的情況下到外面去喝酒,因為藥效使得我們不睏也不餓,我們從早上喝到隔天晚上十點半後才回宿舍換好證,工廠的規定是用居留證換識別證,然後當晚再也不能出門了,但規定有時是用來破壞的,我跟朋友都會想盡辦法出去喝酒,當時不知道發什麼神經,我們出去之後喝到半夜才回來,當時大家看起來都已經筋疲力盡,講話不清不楚,走路也不穩了,但是我們還記得回去的路。

回去的路上就是事情的開始,由於已經超過門禁時間太久了,我們無法從大門進入,因為那裏有警衛,所以我們醉醺醺的從工廠的後面翻牆進來,由於宿舍在工廠裡面,要到工廠後面必須經過小村落,在走到村落的路上,事情就發生了,跟我同行的兩個友人已經回工廠去了,只有我一個人在場,因為精神狀況不佳,失去理智,但我沒想到我所做的事情會帶來這樣的後果,我做了這輩子最惡劣的行為,這件事情讓我非常難過也會記住一輩子,最後我被台灣的警察逮捕,被判八年有期徒刑。

這八年和我的所作所為我認為是應該的,這次發生的原因是過量吸毒和喝酒所造成,在長期沒有休息的情況下,影響到神經系統讓我產生幻覺,像個神經病才會發生這樣的事,我不責怪任何人,要怪只能怪自己,我被抓的第一天,我就知道再怎麼樣都躲不過,那天我感覺到已經失去一切,連呼吸的力氣都沒有,感覺上我已經死了一半,身邊的一切都已經空蕩蕩的,幾天過後我被丟到監獄裡,直到今天時間已過了六年。

我剛進來的時候遇到很多問題,不論是語言的隔閡,或是監獄的嚴厲規定,或是與其他台灣獄友的相處問題,自己的事情也包含想念家人的事情,悲傷又痛苦的感覺,一日一夜過得好慢好慢,每天晚上都會想到過去的悲痛,只能盡量闔上眼,把所有的痛苦忘掉,這真是一件很令人難受到無法用語言來表達的事情。在監獄的日子凡事都要小心翼翼,一不小心就會有事,如果違反規定就會被懲罰。剛開始我有點不習慣,所有的事情都要自己來,前面兩三個月仲介公司還會派人來關心,之後就無聲無息,但至少泰國辦事處的官員每五、六個月都會來探望監獄裡的泰國人,直到我從桃園監獄搬到台北監獄。

到台北監獄後一年多,一切也上軌道了,過去所發生的事或心裡的悲痛也慢慢好起來了,但一切還沒結束我又要流淚了。搬到台北監獄後不久,我開始寫信回家,告訴家人過去發生的事,而我從家人那邊收到的回覆裡有好多原諒和鼓勵的話,讀到時我的眼淚不斷的流下,我能做的就是在信裡面道歉也在心裡面道歉,之後我持續透過寫信與家人聯絡。直到一年多之後,我收到與祖父、祖母同住的姪女寄來的一封信,一開始我很高興以為是家裡寄來的信,誰知道在我打開看完內容後,我幾乎就要倒下,心臟快要停止,因為裡面的內容說我的父親,我期待要見面的父親,我希望有一天能好好照顧他的父親,已經離開我了,再也不會回來了。

我不知道為什麼很多不幸的事情一直發生在我身上,我痛到內心深處,沒有人安慰我,只有自己能安慰自己,我記得那天我坐著發呆,心不在焉像個瘋子,我花了好長時間好不容易才平復我的情緒。自從那時候,我變得非常暴躁,常常與獄友發生口角最後有被處分,三年下來一直反反覆覆這樣的行為,沒有人能救我。直到有一天,我有機會認識一位會講泰文的德籍傳教士,他到監獄來傳教給泰國人,之後也有其他老師每個禮拜輪流過來,一個禮拜一次,每兩個月很多老師都會來這裡辦活動,也會一起禮拜,讓我有機會認識監獄裡的泰國人,有機會問候也能夠向他們訴苦,彼此關心,讓我不再孤單,而我也有機會認識聖經,讓我知道耶穌基督犧牲自己幫我們贖罪,我開始讀聖經到了解聖經的意涵,後來我相信基督教,最後我的想法也因而改變。

基督教讓我知道我是誰,使我想通了也想要改過自新,不再是以前的自己,我祈禱希望耶穌接受我的心靈,帶它到另外一個世界。而我也重新開始我的新人生,保持良好的行為,從今天起不久後,我就要申請假釋了,因為台灣的法律沒有減刑,只有假釋是每個犯人期待和等待的,其實我沒有資格申請,因為我的行為不當,我應該要被關八年才能出去。但當我信耶穌,每天祈禱並讀聖經才讓我變得正面,能夠容忍,最重要的是我懂得原諒,也更了解人生,最後我有機會在幾個月之後申請假釋,我還有兩年就要滿八年了,我會忍耐也要做好事、做好人,希望我能假釋成功,也希望得到主的保佑。

各位親愛的讀者,我所述的事情全部都是真實故事,很抱歉我沒有詳細的交代,但各位應該了解我想表達的,而我也希望我的故事能給各位讀者一些想法,或是該注意的事,我希望或多或少能帶給大家一些幫助,我沒有責怪別人,我只怪我自己過的那麼不小心,玩樂到連當初來台的目標也忘了,而且交友也是一個問題,可以交朋友但是要看什麼朋友可以交什麼不能交,希望不要成為第二個我,我們不能選擇出生的家庭,但是能選擇要做什麼,但不要像我一樣選擇走錯路。

對人類而言,有些東西失去了還可以找回,但是流失的光陰無法挽回,還有父母或恩人,如果今天還有機會,在一切還來得及之前請趕快報恩,不要像我一樣,連跟父親見面和說再見的機會都沒有,最重要的我連報答的機會都沒有,直到我想通了一切也來不及了,現在的我什麼都不能做,唯一能做的就是看著他離開,我真是一個不孝的孩子。現在我只能禱告希望主保佑我年邁的外婆還有媽媽以及兩個弟弟,希望他們生活順順利利,不要發生什麼事,也希望每個在監獄的泰國朋友,在台的泰國勞工和各位讀者朋友們以及各位評審平安無事。

謝謝各位願意看完我以上的故事,謝謝!


 

未命名 未命名2 未命名3 未命名4 未命名5 未命名6 未命名7 未命名8 未命名9 未命名10