反思勞工的另一面 เงาสะท้อนอีกด้านหนึ่งของแรงงาน

 2014 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 

📜 反思勞工的另一面 เงาสะท้อนอีกด้านหนึ่งของแรงงาน

👤 อรัญ โมดี

 

ชีวิตในวัยเด็กของผมนั้นถือว่าลำบากมาก พ่อกับแม่มีอาชีพทำนา ผมต้องช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่าง การศึกษาก็ไม่ได้เรียนสูง ๆ อย่างคนอื่นเขา เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียน พอโตขึ้นผมก็เข้าทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มีกินมีใช้ไปวัน ๆ ก็เท่านั้น มีครั้งหนึ่งผมกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้าน เห็นเพื่อนบ้านมีเงินสร้างบ้านใหม่ ผมก็ถามเขาว่าไปทำงานที่ไหนมาถึงมีเงินมากขนาดนี้ เขาบอกว่าไปทำงานที่ต่างประเทศมา ผมกลับไปนั่งคิดนอนคิด ปรึกษาพ่อแม่จนในที่สุดก็ตัดสินใจมาทำงานต่างประเทศ ก็คือไต้หวันนั่นเอง ผมคิดฝันเห็นการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พ่อแม่ต้องสบายขึ้นไม่ต้องลำบากเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่กว่าจะมาไต้หวันได้ก็ลำบากน่าดู เพราะว่าค่าหัวแพงมาก พ่อแม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน และยังต้องนำโฉนดที่ดินไปค้ำประกันอีกด้วย และในที่สุดผมก็ได้บินมาไต้หวันตามความต้องการ
ไต้หวันเป็นประเทศเสรี เศรษฐกิจดี เทคโนโลยีก้าวหน้า สภาพแวดล้อมธรรมชาติก็ยังงดงามสมบูรณ์อยู่มาก ผมตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ได้พบเห็นตื่นตาตื่นใจอย่างไรบอกไม่ถูก
ผมเข้าทำงานที่โรงงานชุบเหล็กแถวเขตหยังเหม่ และได้เจอเพื่อนคนไทยหลายคนที่มาทำงานอยู่ก่อนผม ผมดีใจมากอย่างน้อยก็จะได้มีเพื่อนคนไทยไว้คุยแก้เหงาเวลาคิดถึงบ้าน คืนแรกผมนอนไม่หลับขนาดเหนื่อยมาทั้งวัน อาจเป็นเพราะแปลกสถานที่หรือคิดถึงบ้านหรือเปล่าก็ไม่รู้ การทำงานวันแรกก็แย่อยู่เหมือนกันเพราะยังไม่รู้อะไรเป็นอะไร แต่ก็โชคดีที่มีเพื่อนคนไทยช่วยแนะนำ ถ้าให้คนไต้หวันสอนคงจะยาก เพราะยังไม่ได้ภาษาเลย แต่นายจ้างก็ดีกับคนงานมาก ผมทำงานไปเรื่อย ๆ ก็เป็นงานขึ้น สบายขึ้น แต่สิ่งที่ไม่ดีขึ้นเลยก็คือความคิดถึงบ้าน ผมตั้งใจทำงานเก็บเงินส่งกลับบ้านทุกเดือนและได้โทรคุยกับพ่อแม่บ้าง ผมทนอยู่กับการทำงานที่เหนื่อย ทนกับการคิดถึงบ้านก็เพื่อพ่อแม่ ผมอยากให้ท่านสบายขึ้น ผมมีความตั้งใจจะเก็บเงินสักก้อนจะกลับไปสร้างบ้านให้พ่อแม่ ผมทำงาน ทำ ทำ ทำ มีโอกาสผมก็ทำตลอด ไม่เคยบ่นไม่เคยหยุดก็เพื่อเงินตัวเดียว การทำงานปีแรกเป็นไปอย่างราบรื่น
หลังเลิกงานวันหนึ่ง “เฮ้ยอ้อนมากินเหล้าด้วยกันก่อนซิว่ะ ทำแต่งานแล้วก็นอนไม่เบื่อหรือไงวะ” “มันจะดีหรือไม่เอาดีกว่า” “มา ๆ ยกแค่แก้วเดียวก็พอจะได้เลิกคิดถึงบ้านสักที” ผมทนความรบเร้าจากเพื่อนไม่ได้บวกกับความคิดถึงบ้านจึงร่วมดื่มกับเพื่อน ๆ (นั่นคือจุดหักเหของชีวิตผม)เพราะมีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งที่สองตามมา พอเมาได้ที่แล้วก็ออกไปเที่ยวร้านไทยกับเพื่อนต่อ ผมเริ่มติดเหล้า ติดร้านไทย แต่ก่อนผมเหลือเงินไว้นิดหน่อย แต่เดี๋ยวนี้ผมเบิกมาใช้มากกว่าเดิม ผมเลิกคิดถึงบ้านเอาเงินมากินเหล้าเที่ยวคาราโอเกะ หนัก ๆ ขึ้นเงินก็ไม่ได้ส่งกลับบ้าน พ่อแม่ถามทำไมไม่ส่งเงินกลับบ้านเลยลูก ผมก็หาทางโกหกไปต่าง ๆ นา ๆ และในที่สุดวันสิ้นสุดความซ่าส์ก็มาถึง ผมจำวันนั้นได้ดี วันที่ 8 ธันวาคม 2551 ผมเมาเหล้าและชกต่อยกันที่ร้านไทย ในที่สุดผมก็พลั้งมือฆ่าคนตาย
ผมดูกุญแกมือที่ข้อมือของตัวเองด้วยความอาลัย หมดแล้วหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วภาพพ่อแม่ตอนมาส่งผมขึ้นเครื่องผุดขึ้นมาในความรู้สึก “ตั้งใจทำงานเก็บเงินนะลูก ครบสัญญาจะได้กลับบ้านเรา” “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ผมสัญญาว่าจะเก็บเงินส่งกลับบ้านเยอะ ๆ ” “รักษาตัวด้วยนะลูก” ภาพรอยยิ้มของพ่อแม่ที่รอคอยความหวังหลังจากที่ลูกชาย ถึงวินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลลงปานน้ำฝน “พ่อครับแม่ครับผมผิดไปแล้ว”
ผมเข้ามาอยู่ในเรือนจำก็ไม่เขียนจดหมายกลับไปบ้านบอกพ่อแม่เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ขอโทษท่าน แต่ที่ผมคาดไม่ถึงพ่อแม่ไม่โกรธและต่อว่าผมเลย มีแต่ให้กำลังใจผม และรอวันที่ผมพ้นโทษ นี่แหละน้าเขาว่าความรักที่ยิ่งใหญ่คือความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก
ผมจึงอยากใช้เรื่องราวชีวิตของผมเป็นอุทาหรณ์ให้แก่แรงงานต่างชาติทุก ๆ ท่าน ที่สำคัญผู้ที่มัวเมาต่ออบายมุขต่างๆ ขอให้เลิกเสียเถอะครับ ขอให้หยุดคิดสักนิดว่าเรามาไต้หวันเพื่ออะไร อย่าลืมว่าเรามาหาเงินเพื่อสร้างอนาคตของเราให้คิดถึงคนที่รอความหวังจากเรา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูกเมีย อย่าให้เป็นอย่างผมเลยเพราะความหลงผิด เอาคำว่าความคิดถึงบ้านบวกกับความเหงามาเป็นข้ออ้างในการดื่มเหล้าเข้าเทค เมื่อคิดได้ก็สายเกินไปเสียแล้ว ผมจึงอยากให้ทุกท่านดูชีวิตของผมเอาไว้เป็นตัวอย่าง ผมก็ใช่ว่าจะดีอะไรมากมาย ละอายใจด้วยซ้ำที่เขียนมาเตือนสติคนที่อยู่ข้างนอก แต่ผมก็ไม่อยากให้คนอื่นต้องมาเป็นเหมือนผม เพราะทุกท่านยังมีโอกาสกลับตัวกลับใจ ลำบากที่ไต้หวันแล้วกลับไปสบายที่บ้านของท่าน ดีกว่ามาสบายที่ไต้หวันแต่กลับไปลำบากที่บ้านของท่านเลยครับ
และผมก็ฝากข้อคิดอีกสักนิด การที่เรามาทำงานต่างประเทศ เราต้องเคารพคนท้องถิ่นและวัฒนธรรมของเขา และสิ่งที่สำคัญต้องเคารพกฏหมายบ้านเมืองของเขาด้วย อย่างที่เขาว่า “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม”
สุดท้ายผมขออวยพรให้แรงงานต่างชาติทุกท่าน จงประสบความสำเร็จและมีชีวิตในการทำงานในไต้หวันอย่างมีความสุข ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ


評審評語:
เงาสะท้อนอีกด้านหนึ่งของแรงงาน
สาเหตุที่เลือกผลงานชิ้นนี้ เนื่องจากเนื้อเรื่องที่ผู้เขียนเล่าบรรยายมามีความแตกต่างและน่าจะนำมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้แรงงานไทยคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่ตัดสินใจมาทำงานในไต้หวัน เพื่อทำงานหาเงินและเก็บเงินส่งไปให้พ่อแม่ทางบ้าน ให้พ่อแม่และครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสร้างฐานะในอนาคตของตนเองให้มั่นคง  แต่ชีวิตการทำงานในโรงงาน นอกจากจะต้องเรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับงานที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวันแล้ว ยังต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานและชีวิตความเป็นอยู่ในไต้หวันด้วย  ผู้เขียนได้เลือกวิธีที่ผิดในการคบเพื่อนและวิธีระบายความเหงาให้หายคิดถึงบ้าน โดยการดื่มเหล้า ไปร้านอาหารไทยร้องเพลงคาราโอเกะ จนไม่มีเงินเหลือเก็บส่งกลับไปให้พ่อแม่  สุดท้ายเพราะดื่มเหล้าเมาจนไร้สติ ชกต่อยกันจนทำให้คนเสียชีวิต จึงถูกจับขังคุกจนหมดอนาคต  ผู้เขียนเล่าชีวิตในเรือนจำและกลับใจเป็นคนดี รู้สึกเสียใจภายหลังที่ทำผิดไป จึงขอเตือนใจและเป็นบทเรียนให้แรงงานไทยคนอื่นๆ ให้งดเว้นจากการดื่มเหล้า เคารพกฏระเบียบในไต้หวันและอย่าทำเรื่องผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด


 2014 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選  

📜 反思勞工的另一面 เงาสะท้อนอีกด้านหนึ่งของแรงงาน

👤 อรัญ โมดี

 

我童年的生活,過得非常辛苦。我的父母務農,我必須幫著父母做所有的事情。我受的教育也沒有其他人來得高,因為父母沒有足夠的經濟能力供我讀書。長大後,我到曼谷工作,但生活似乎並沒有好轉起來,一天的工資,僅夠一天的開銷。有一次,我回鄉下探望父母,看到鄰居們都蓋了新房子,我問他,去哪裡工作才能有這麼多錢?他說他去國外工作。回家後,睡前我思考這件事情,徵詢父母的同意後,我終於決定去國外工作,也就是台灣。我覺得我看到更美好的生活遠景,父母可以更輕鬆、過更好的生活,不用再像之前那麼辛苦。不過,到台灣的這段程序也並非那麼容易,因為仲介收取非常高的費用,我的父母必須向銀行借貸,甚至要抵押自己的土地,最後我才能順利飛來台灣。

台灣是個自由、經濟環境良好、科技進步、風景又漂亮的國家。我無法形容當我看到這些新鮮事物時的心情。

我在楊梅的煉鋼廠工作,認識了一些比我先到台灣來的泰國勞工。我非常開心,至少還有泰國朋友陪我聊天,尤其當我想家的時候。第一天晚上,雖然忙累了一整天,我還是睡不著。也許是來到陌生的地方,或者是想家也未可知。我的第一天工作還滿糟的,因為我什麼都還不懂,幸好有泰國朋友在旁邊幫忙教導,如果是讓台灣人來教我,恐怕會更慘,畢竟語言不通。不過老闆對員工非常好,我對工作越來越熟練,越來越上手,但唯一沒有好轉的,就是我依然想家。我認真工作,每個月寄錢回家,偶爾跟父母通電話。我忍住工作的疲憊,忍住想家的痛苦,全都是為了父母。我希望他們的生活更輕鬆,我一直工作、工作、工作,一有機會就加班,從來不抱怨,也不休息,都是因為要賺錢回到我父母面前蓋房子。第一年,我工作得很順利。

直到有一天下班後。
「喂!阿恩,一起來喝酒吧!你不是工作就是睡覺,都不無聊嗎?」
「這樣好嗎?我想還是不要吧。」我說。
「來啦!小酌一杯就不會想家了。」

我無法回絕朋友的邀約,加上真的很想家,於是停下來跟他們一起喝 (那是我人生的轉捩點)。我搞砸了。因為有第一次,就一定會有第二次,當喝得有點醉醺醺的時候,我就跟朋友去泰國店玩樂,我開始上癮,迷上泰國店,之前我還留一點錢在身上,但是現在我開始透支。我不想家了,我把錢都花在唱歌喝酒,越來越沉迷,以致於我沒有錢可以寄回家。父母問我,孩子,為什麼都沒再寄錢回家?我就找來各種謊言欺騙他們。直到讓我停止玩樂的這一天,終於到來。我記得很清楚,那天是2008年12月8日,我喝醉酒,打架,砸爛泰國店。最後,我不小心殺了人。

我難過地看著手上的手銬,全都毀了,一切無法挽回。緊接著父母送我上飛機的畫面突然湧現。

「孩子,你要認真工作存錢,合約到了,就可以回家了。」
「請你們不用替我擔心,我答應過,我會存錢然後寄回家的。」
「多多保重啊!我的孩子!」
我憶起父母充滿希望和笑容的畫面,那一刻我的眼淚不爭氣地流下來。
「爸爸、媽媽,我知道錯了!」

入獄之後,我寫信告訴父母我遭遇的事情,並向他們道歉。但是我沒有想到,父母沒有生氣,也沒有責怪我。他們只有鼓勵我,我要加油,直到我被釋放的那天。這應該就是人們所說的,所有的感情裡面,父母的愛最偉大。

藉由我的故事,我想拿我的生命為例,提供給其他的外勞當作借鏡。最重要的是,如果你迷上各式各樣的誘惑,請你戒掉吧!請你切莫忘記,當初來台的原因,不要忘記我們的追求。我們來此是為了賺錢、建立我們的未來,請你想想抱著期望等待我們的人,不論他是你的父母、妻子、或孩子。不要學我。因為一時的迷誤,把想家和寂寞當作喝酒跑夜店的藉口,等我頓然醒悟,一切為時已晚。

我希望各位看看我的故事。是的,我不是什麼好人,甚至把這些故事寫出來分享給大家,都讓我感到羞愧。但是我希望再也不要有任何人走上我的後路,我願反覆地叮嚀提醒,因為各位的人生還有機會。與其在台灣貪圖逸樂,不如在台灣過得辛苦一些,返回家鄉之後再去享受你舒適的生活。另外,我再補充一點,我們到國外來工作,就必須尊重當地的人以及他們的文化,更重要是遵守該國的法律,這也就是所謂的「入境隨俗」吧。

最後,我祝福所有的外籍勞工,生活幸福快樂,工作步步高升。祝你們好運!