台灣的生活 ชีวิตในไต้หวัน

 2014 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 

📜 台灣的生活 ชีวิตในไต้หวัน

👤 นางจันทร์วิภา หลิน

 

ดิฉันเป็นคนไทยที่เกิดในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพราะที่นี้มีโรงเรียนสอนภาษาจีนและมีวุฒิการศึกษารับรองเวลาเรียนจบด้วย ในอำเภอแม่สายมีคนไทยเชี้อสายจีนยูนหนานอยู่มาก เกือบจะทุกหลังคาบ้าน บ้านหลังใหนที่ดูดีและร่ำรวยก็จะเกี่ยวข้องกับประเทศไต้หวันเป็นส่วนใหญ่ สมัยนั่นใครๆก็นิยมที่จะเดินทางไปทำงานที่ใต้หวัน แล้วกลับมามีเงินทองมากมาย ดิฉันเห็นคนอื่นเขามีฐานะดีขึ้น มีการศึกษาที่ดี และคุณภาพขชีวิตที่ดีขึ้น ดิฉันก็หวังที่จะเป็นเหมือนเขาบ้าง และเริ่มมีความฝันที่จะเดินทางเข้ามาศึกษาหาความรู้ที่ประเทศไต้หวัน จึงได้เริ่มเรียนภาษาจีนที่ ตำบลบ้านถ้ำ ซึ่งอาจารย์ส่วนนใหญ่ที่สอนก็จบจากไต้หวันด้วยกันทั้งนั้น ดิฉันเรียนจบ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ดิฉันก็สอบชิงเพื่อมาศึกษาต่อที่ไต้หวัน มันเป็นอะไรที่วิเศษมากที่ความฝันของดิฉันจะเป็นจริง เพราะดิฉันได้สอบติดที่ร.ร ในเขตจงลี เถาหยวนแห่งหนึ่งในไต้หวัน ได้มาเรียน ปวส ต่อจนจบ ซึ่งในตอนแรกๆ ภาษาจีนของดิฉันไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่เลย พอสอบติดที่ไต้หวัน ปัญหาที่ตามมาก็คือเรื่องค่าใช้จ่าย เช่นตั๋วเครื่องบิน ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ต่างๆ เป็นโชคดีของดิฉัน ที่ทางคุณอาได้ให้ดิฉันไปช่วยขายทุเรียนที่ภูเก็ต จึงทำให้ดิฉันมีเงินเก็บมากพอที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆได้ พอมาถึงไต้หวัน ดิฉันได้อยู่หอหญิงโรงเรียนเลย ดิฉันเลือกเรียนคณะคหกรรม เพราะที่นี้
สอนหลายๆอย่าง มีทั้งอาหารจีน แบเกอรี่ สอนเย็บผ้า ปักผัา สอนงานประดิษฐ์หลายๆอย่าง ซึ่งดิฉันเองก็มีความสนใจในด้านนี้อยู่แล้ว การเรียนในคณะนี้ ต้องมีค่าใช้จ่ายมากในการซื้ออุปกรณ์เรียน และที่สำคัญฟังก็ไม่ค่อยจะเข้าใจทั้งหมด เหมือนตัวเองมาอยู่อีกโลกหนึ่งซึ่งมีมนุษย์ต่างดาวอยู่ร่วมด้วย อาหารที่ทำก็จืดมากๆ จนต้องไปแอบซื้อเกลือมาโรยกับข้าวที่หลัง เวลาที่ทานอาหาร ก็มักจะชวนให้คิดถึงน้ำปลา น้ำพริกที่เมืองไทยจริงๆ แต่ก็ต้องทนเพื่ออนาคต เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ค่าใช่จ่ายก็ยิ่งไม่ค่อยพอจะใช้ จึงได้ไปปรึกษาอาจารย์ว่า มีทางใดไหมที่จะหารายได้พิเศษที่จะมาจ่ายค่าเล่าเรียนได้ อาจารย์เป็นคนใจดีมากจึงให้ดิฉันช่วยงานโรงเรียนทุกอย่างเท่าที่จะให้ช่วยได้ จึงพอกับค่าใช้จ่ายนิดหน่อย
ตั้งแต่ดิฉันมาอยู่ที่นี่มีสิ่งที่ทำให้ดิฉันประทับใจในหลายๆอย่าง เช่น
การกำหนดเวลาในการรับประทานอาหาร ให้ใช้เวลาเพียง 30 นาที กำหนดให้นอนกลางวัน เพื่อจะได้พักผ่อนสายตาและมีสมาธิในการเรียนภาคบ่ายต่อไป ห้ามใช้เสียงดัง พอดิฉันสำเร็จการศึกษา ปวส แล้ว ดิฉันก็เลือกที่จะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในไต้หวันในเขตจงลี่ และได้ทำงานด้วยเรียนไปด้วย แล้วชะตาก็ลิขิตให้ดิฉันได้รู้จักกับสามีในปัจจุบันนี้ เขาเป็นคนภาคใต้อยู่พิงตง ภาคใต้สุดในไต้หวัน เรารู้จักกันตอนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เราได้เรียนรู้กันและกันจนได้แต่งงานกันในที่สุด และทำเรื่องจดทะเบียนสมรสถูกต้องทุกอย่าง ถึงแม้ว่าขั้นตอนในการแต่งงานกับชาวต่างชาติจะยุ่งยากและยังต้องยื่นเรื่องไปยังประเทศไทยและส่งกลับมาที่ไต้หวัน และสุดท้ายมันก็ผ่านไปด้วยดี จนได้เป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องการกฎหมาย จนมีพยานรักถึง 2 คน ดิฉันได้ย้ายไปอาศัยอยู่กับสามีที่พิงตงภาคใต้สุดของไต้หวัน ตอนแรกดิฉันไม่คุ้นเคยเลยกับเขตชนบท แถวๆบ้านก็ปลูกต้นหมากกันเยอะมาก ดิฉันอดสงสัยในการทำอาชีพหนึ่งไม่ได้ ก็คือการขายหมากของสาวๆที่ชอบนุ่งน้อยห่มน้อย แต่พอเวลาผ่านไป มันก็ชินตา และก็เหมือนเป็นสัญญาลักษณ์ของที่นี่ไปแล้ว บ้านเรือนที่อยู่ใกล้สวนปลูกหมาก พอถึงเวลาช่วงหมากออกผล ก็จะมีการพ่นยาฆ่าแมลง แล้วต้นหมากก็สูงมาก 2-3 เมตรได้ เวลาลมพัดที ก็จะเหม็นมาก กลิ่นของน้ำยาฆ่าแมลงบินไปทั่ว ทุกคนต้องหาที่หลบซ่อนกันจ้าละหวั่น
ตอนที่ดิฉันแต่งงานกับสามีคนนี้ได้อาศัยอยู่กับพ่อตาแม่ยายเป็นครอบ
ครัวใหญ่ ปัญหาของแม่ผัวลูกสะใภ้มีให้เห็นกันได้บ่อยๆ ซึ่งทางคนจีนเห็นเรื่องการสืบเชื้อสายวงค์ตระกูลเป็นสำคัญ ซึ่งดิฉันมีลูกสาวอยู่ 2 คน ไม่มีลูกชายให้จึงทำให้ทางบ้านของสามีไม่ค่อยพอใจนัก และคนส่วนใหญ่ที่นี่จะดูถูกคนต่างชาติที่มาแต่งงานกับคนไต้หวัน เพราะเขามักจะคิดว่าเป็นเจ้าสาวที่ใช้เงินซื้อมา ในบางครั้งพ่อตาแม่ยายก็มักจะคิดว่าดิฉันหนี้เข้าประเทศไต้หวันมารึเปล่า จึงไม่มีสิทธิ์เท่าเทียมกับใครเขา แต่ดิฉันก็อดทนเพื่อลูกสาวมาโดยตลอด ประมาณ 2 ปีให้หลัง สามีก็พาดิฉันและลูกๆออกจากบ้านพ่อแม่ของเขามา แล้วซื้อบ้านของตัวเอง อยู่ในตัวเมืองผิงตง ดิฉันได้รู้ที่หลังว่า บ้านและที่ดินเป็นกรรมสิทธ์ของดิฉัน สามีซื้อให้ จึงต้องเสียภาษีให้กับทางรัฐบาล มีภาษีที่ดินและภาษีบ้าน ซึ่งได้จ่ายต่อปีแพงพอควร อีกทั้งลูกๆก็ยังเล็กอยู่ และได้เวลาเข้าโรงเรียนแล้ว จึงคิดจะหางานทำเป็นชั่วโมง เพราะจะต้องดูแลลูกๆ ทำงานบ้านและยังต้องดูแลสามียามที่กลับจากค่ายทหารทุกเสาร์ อาทิตย์ด้วย จึงสามารถทำงานได้เพียงเท่านี้ ดิฉันก็อยากหารายได้เพิ่มให้กับครอบครัวมากกว่านี้ จึงเปิดร้านอาหารไทย-ยูนหนาน ผสมกับรสชาติที่คนไต้หวันพอทานได้ ตอนแรกๆไม่ค่อยมีคนเข้าร้านเลย เพราะเห็นว่ามันแปลกๆ แต่พอได้ลองทานแล้ว ก็มีการแนะนำต่อๆกันไป จึงทำให้ร้านอาหารพออยู่ได้
อยู่มาวันหนี่งร้านดิฉันที่ได้โดนเรียกไปปรับเงิน เพราะไม่ได้ยื่นเรื่องการเปิดร้าน
อาหารที่ถูกต้อง ดิฉันได้เรียนรู้ถึงกฎหมายหลายๆอย่างของไต้หวัน อีกทั้งยังต้องยื่นภาษี และประกันสังคมของตัวเองด้วย ต้องแจ้งยื่นเรื่องภาษีเช่าร้านอีก
พอโดนเข้าไปเต็มๆอย่างนี้ ก็เจ็บเหลือเกิน เสียไปเยอะ และในเมื่อมันเป็นกฎหมาย เราก็ต้องทำตาม หาได้หลบหนีแต่อย่างไร มันเป็นบทเรียนที่ต้องปฏิบัตตามกฏหมายของไต้หวัน ซึ่งบางอย่างก็แตกต่างกับกฎหมายไทยอย่างสิ้นเชิง
ดิฉันเคยสงสัยในราคาป้ายที่ติดไว้กับราคาสินค้า เวลาเขียนว่า ลด 77
หรือ 85 ไม่ใช่ลด 77 หรือ 85 เปอร์เซ็นต์ แต่มันคือ ลดกลับกัน 100-77 เท่ากับ23 ซึ่งนั้นก็คือลด 23เปอร์เซ็นต์ ทางด้านความมีระเบียบวินัยที่น่าประทับใจในไต้หวันมากๆก็คือ รถขยะของไต้หวันจะมาเป็นเวลา พร้อมกันและมีเสียงดนตรี
ของ The Maiden’s prayer เสียงกลองดนตรีที่ดิฉันชอบมาก ทุกบ้านเวลาได้ยินเสียงนี้จะต้องแบกขยะมาทิ้งเอง แยกขยะแห้งกับขยะน้ำ ขยะรีไซเคิล ออกจากกันเป็น 3 อย่าง ออกมาทิ้งกันเอง เป็นประเทศที่สะอาดมาก มีระเบียบเรียบร้อย ไม่เหมือนประเทศไทย ที่รถขยะออกมาเก็บตามบ้านทุกเช้า และคนไทยก็ไม่แยกขยะเองด้วย ทิ้งรวมๆกันไว้ ให้รัฐบาลไปแยกเอาเอง จึงเสียนิสัยกันทั้งประเทศ แล้วรถเมล์ไต้หวันจะหากระเป๋ารถเมล์มาเก็บตังค์ก็ไม่มีนะคะ เราต้องหยดเหรียญเองเวลาขึ้น และเวลาลง ทุกคนก็ทำกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เวลาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ก็มีระเบียบมากไม่มีรถเข็นทิ้งกันเรี่ยราด เพราะรถเข็นที่นี้ต้องหยดเหรียญเวลาใช้งาน และเวลาจะเอาเหรียญคืนก็ต้องเขนรถไปไว้ที่เดิมถึงจะเอาเหรียญกลับคืนมาได้ การจราจรที่นี้ก็น่าประทับใจ กับการรอเลี้ยวของรถมอเตอร์ไซค์ มันปลอดภัยมากกับคนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ก็คือมอเตอร์ไซค์ตรงไปเวลาจะเลี้ยวไปฝั่งตรงข้ามจะเลี้ยวไม่ได้ในทันที จะต้องมารอเลี้ยวอีกฝั่งหนึ่งที่มีช่องจราจรอยู่ด้านล่างไฟแดง ต้องรออยู่ตรงนั่นจนกว่าสัญญาณไฟจราจรเขียวขึ้น ถึงจะไปได้ เรื่องในโรงพยาบาล
พยาบาลก็ทำได้ดีสำหรับเด็กที่ไม่สามารถกินยาเม็ดได้ก็จะมีเครื่องบดเป็นผงๆแล้วก็เพ็กเป็นซองให้ผู้ปกครอง สมารถนำไปให้ลูกหลานทานได้อย่างสะดวกแล้วก็สะอาดด้วย
ดิฉันมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่ไต้หวันมาก เพราะลูกๆที่น่ารักของฉันและสามีอันเป็นที่รักอยู่ไต้หวัน และคนไต้หวันที่ดีต่อฉัน แต่ดิฉันก็ไม่เคยลืมที่จะสอนภาษาไทยกับลูกๆของดิฉัน การได้ภาษาเยอะๆ มีแต่ผลดีต่ออนาคตของเขาเอง เขามีสิทธิ์ที่จะเลือกอยู่ได้ทุกประเทศที่เขาอยากอยู่ เหมือนดิฉันที่เลือกจะอยู่ไต้หวันพร้อมด้วยครอบครัวของฉัน ที่นี่คือบ้านอีกหลังหนึ่งที่ทำให้ดิฉันมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขและสบาย อนาคตของดิฉันอยากมีบ้านสวนเล็กๆที่พึ่งพาตัวเองได้เป็นบ้านวิถีอินทรีย์ที่ปลอดสารเคมีทุกอย่างแล้วอยากให้ทุกคนๆมีของกินของใช้ที่ปลอดสารเคมีมีสุขอย่างสมดุลด้วยต้นทุนชีวิตม อนาคตของดิฉันยังคงเป็นที่นี่ตลอดไป


 2014 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 

📜 台灣的生活 ชีวิตในไต้หวัน

👤 นางจันทร์วิภา หลิน

 

我是在清邁出生的泰國人,但是到美賽清萊省讀書,因為那裡有中文學校,而且畢業後也發正式的畢業證書。美賽住著很多來自雲南的泰國華僑,不論那一家,看起來都非常華麗富有,而且幾乎都跟台灣有關係。那個年代很流行到台灣工作,大家回來都變有錢人。我看到其他人經濟狀況好轉,受到好的教育程度,生活水準提高,我也希望跟他們一樣,希望自己能夠到台灣來求學。於是我決定到滿堂村學中文。這裡的老師都從台灣畢業,我國三畢業就考試申請來台讀書,夢想成真的那一刻,感覺很奇妙。我考上一所位於桃園縣中壢市的學校,當時我來讀專科,剛開始中文還不太好,得知考上之後的第一個問題,就是花費,比如機票錢、交通費、膳宿費等等,不過很幸運的,我叔叔叫我去普吉島幫忙賣榴槤,所以我有足夠的金錢可以支付這些費用。到了台灣,我申請住女生宿舍,選讀烹飪科,因為烹飪科的中式料理、烘焙、縫紉、創作等等課程,都是我本來就感興趣的。不過這個科系有不少諸如材料費等等必須另外支出的費用,而且上課時我也聽不太懂,彷彿是到了另一個星球跟外星人住在一起。這裡的食物也非常清淡,有時候必須另外把鹽巴撒在食物上,每次吃飯的時候,都讓我不禁懷念起泰國的魚露和辣椒醬。時間一天一天過去,手頭也越來越緊,於是我向老師詢問有沒有工讀的機會,讓我能夠賺錢繳學費?老師人很好,幫我找學校裡各式各樣的工讀讓我賺錢,湊一湊也差不多可以繳學費了。

我來到台灣,有很多事情讓我印象深刻,例如規定用餐時間30分鐘以及午休,讓學生們的眼睛能夠休息,養足精神繼續上課;或者是禁止喧嘩。專科畢業後,我在中壢某大學繼續半工半讀,上天也賜給我和我老公認識的緣份。他是台灣屏東人,住在台灣的最南端,我跟同學去玩的時候認識他,我們互相了解,最後步入禮堂,辦好結婚手續。雖然與外國人結婚的手續有點麻煩,必須先把文件寄到泰國,再寄回台灣,不過一切都很順利,我們成為正式合法的夫妻,有兩個愛的結晶。我搬去屏東和老公住在一起,一開始不習慣鄉村生活,附近種很多檳榔樹,我對檳榔西施這個職業十分好奇,但時間一久,我也習慣了,檳榔西施好像已經成為台灣的象徵了。住在檳榔園附近的問題是,當檳榔花開的季節,農民就會噴殺蟲劑,風一吹,殺蟲劑的臭味就到處飄,大家都拔腿奔逃。

婚後我們跟公婆一起住,婆媳爭吵的問題也常常發生,中國人很在意傳宗接代,我有兩個女兒,但沒有兒子,所以夫家不太高興,而大部份的台灣人也看不起外籍配偶,他們總是認為我們是被買來的新娘。有時候,我父母懷疑我是不是偷渡來台灣,所以才沒有受到平等的對待,不過為了女兒,我把一切都忍下來。這兩年,我老公帶著我們搬離公婆家,在屏東市買了新房子,後來我才知道,房子和土地的產權屬於我,是老公送我的。買房子要繳土地稅和房屋稅給政府,一年下來不少錢,加上孩子差不多要上學了,於是我想找工作貼補家用。不過時間就只有這麼多,我必須同時兼顧小孩、做家事,以及照顧每逢假日從營區回來的老公,所以我開了一間泰式雲南餐廳,融入台灣人能夠接受的口味。剛開始幾乎沒什麼客人,因為看起來怪怪的,但是客人吃了之後,口碑就傳出去了,讓我的店還勉強撐得過去。但是有一天我被政府官員叫去罰款,因為我沒有申請營業登記,我這才學到台灣的很多法律,不僅是報稅,還有自己的社會保險。被罰這麼多錢,損失不少,也很心痛,不過畢竟是法律規定,我也沒有打算逃稅。即使是我們外國人也必須遵守台灣當地的規定,雖然有些規定與泰國截然不同。

我曾經被標籤上的價錢搞得頭暈,例如77折或85折,不是百分之77或85的折扣,而是100-77等於23,就是給你百分之23的折扣。講到秩序這點,我也有深刻的印象,例如台灣的垃圾車會準時到定點,還有The Maiden’s prayer 的音樂,是我很喜歡聽的音樂盒,當音樂響起,每家每戶都會拿垃圾下來丟,還有垃圾分類,分成一般垃圾、廚餘、還有資源回收,是個非常乾淨、有秩序的國家。不像泰國,雖然每天早上也會有垃圾車到家門口來收,但是泰國人不會做垃圾分類,所有垃圾都堆在一起,交給政府去分類,這是不好的習慣。另外,台灣的公車也沒有售票員,,上下車時必須自己投幣, 但是大家都維持良好的秩序;到大賣場的時候,也會看到手推車排得井然有序,絕無凌亂的畫面,因為在台灣用手推車也要投幣,歸還時要把手推車歸回原位,才能取回錢幣;這裡的交通規則也很妙,有機車待轉區,這對騎士們來說非常安全,也就是當機車要轉彎時,不是直接轉,必須到另一頭等著,直到該方向的交通燈號變成綠燈才能轉。還有醫院裡的護士,對不能吃顆粒裝藥物的小朋友提供磨碎的服務,用磨粉機打碎裝在袋子裡給家長,這樣對孩子來說方便又乾淨。

我很享受在臺灣的生活,因為我可愛的小孩們還有親愛的老公都住在臺灣,以及對我很友善的台灣人。不過我也不會忘記教孩子泰文,學習多種語言對他們的未來是有幫助的,他們有權利選擇未來想要住的國家。我選擇跟家人住在臺灣,這裡是我另外一個家,讓我擁有美好、舒服又安逸的生活。我希望未來能擁有小小的房子,有地方可以種有機蔬菜、自給自足,讓大家吃到安全的蔬果。而我的未來,還是留在這裡—台灣。


評審評語:
來臺求學期間的刻苦經歷,後來成為臺灣新移民和還存有保守觀念的公公婆婆相處過程,到如何自力更生,以潔簡、易懂的文字表達出來,使讀者對新移民處境,更進一步了解。