上帝預知我的未來 พระเจ้ารู้อนาคตของฉัน

 2014 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 

📜 上帝預知我的未來 พระเจ้ารู้อนาคตของฉัน

👤 นางฟ้า(天使)

เสียงที่ฉันคุ้นเคยในทุกเช้าก็ดังขึ้น..ตื่นได้แล้วลูก ได้เวลาเอาควายออกไปทุ่งนาแล้วนะ! นั่นคือเสียงของแม่ฉัน แม่จะเรียกฉันและน้องสาวตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อให้เราเอาควายไปทุ่งนา ระยะทางจากบ้านไปทุ่งนาก็ประมาณ 1 กิโลมตร เพราะฉะนั้นเราต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดถึงจะสามารถกลับมาทันโรงเรียน บางครั้งฉันกับน้องสาวก็ผลัดกันนั่งบนหลังควาย ความรู้สึกตอนที่อยู่บนหลังควายมันทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย และแต่ละก้าวของมัน ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความมั่นคง แม้กระทั่งบางครั้งฉันสามารถหลับบนหลังของมันได้อย่างสบายใจ เสียงเกราะกระดิ่งบนคอของมันก็เหมือนกับเสียงดนตรีอันไพเราะอย่างไงอย่างงั้น มันทำให้เราเพลิดเพลินและเดินไปตามถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยท้องนา และถ้าหน้าฝนคูนาก็จะเต็มไปด้วยน้ำ เราก็จะได้ยินเสียงกบ เสียงเขียดร้อง โอ๊บ..โอ๊บ..แอ๊บ..แอ๊บ..ดังกังวาลไปหมด
พอหลังเลิกเรียนทุ่งนาคือจุดมุ่งหมายปลายทางของฉัน ถึงแม้ว่าฉันจะยังอยู่ในวัยเด็กก็ตาม แต่ฉันก็ต้องช่วยงานพ่อแม่เกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะหุงหาอาหาร ช่วยพ่อไถนายามหน้านา เมื่อสามสิบปีก่อนยังใช้ควายไถนาอยู่เลย พอหลังเสร็จจากฤดูทำนาก็ทำไร่ต่อ เหมือนกับหนึ่งปี 365 วันไม่มีวันหยุดพัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันเหนื่อยล้าหรือท้อแท้แต่อย่างใด กลับทำให้ฉันมีความอดทนและเข้มเข็งมากขึ้น
วันหนึ่งคุณครูประจำชั้นที่โรงเรียนถามเด็กนักเรียนทุกคนว่า พวกเธอโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร ห้องเรียนของเรามีนักเรียนประมาณ 40 คน เพื่อนของฉันบางคนก็ตอบว่า หนูอยากเป็นพยาบาลค่ะ จะได้ช่วยดูแลคนไข้เมื่อยามที่พวกเขาไม่สบาย บางคนก็บอกว่าอยากเป็นตำรวจ จะได้ปกป้องประชาชน เป็นทหารบ้าง แล้วคุณครูก็ถามฉันว่าแล้วเธอหละ…อยากจะเป็นอะไร ฉันตอบคุณครูว่า หนูอยากเป็นครูอยากให้ความรู้กับทุก ๆ คนค่ะ แต่ในใจฉันคิดอยู่ว่าการที่จะเป็นครูได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องงายเลย ฝันจะเป็นจริงได้มันก็ต้องเรียนให้สูง ๆ สิ มันดูเหมือนเป็นความฝันที่ไกลริบหรี่เหลือเกินเมื่อดูจากสถานะเศรษฐกิจของครอบครัวของฉัน แต่ก็เป็นความฝันที่ฉันตั้งใจจะทำให้มันสำเร็จให้ได้ แม้ว่ามันจะต้องใช้เวลาก็ตาม
ครอบครัวของฉันมีพี่น้อง 5 คน ฉันเป็นลูกคนที่ 4 ของพ่อแม่ สมัยเด็ก ๆ คนแถวนั้นก็จะเรียกฉันจนติดปากว่าไอ้จ่อย ซึ่งเป็นภาษาอีสาน แปลว่าไอ้ผอม เพราะว่าฉันผอมมาก พี่ชายคนโตเรียนจบชั้นมัธยมตอนปลายก็เข้ากรุงเทพฯ หางานทำ ส่วนพี่ชายคนที่สองก็เรียนแค่มัธยมตอนต้นก็ไม่เรียนต่อ เขาอยากทำงานมากกว่า แต่ต่อมาเขาก็เรียนจนจบปริญญาตรี ส่วนพี่ชายคนที่สามเขาเก่งกีฬาพอจบมัธยมปลายเขาก็มีโรงเรียนทหารอากาศรับรอง ปัจจุบันรับราชการทหาร และน้องสาวฝาแฝดของฉันเขาก็พยายามเรียนให้จบมัธยมตอนปลายหลังจากที่เขาทำงานมาหลายปี
เมื่อตอนใกล้จะจบชั้นประถมปีที่ 6 ฉันรู้สึกตื้นเต้นและกระตือรื้อร้นมาก ฉันเตรียมชุดนักเรียนเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าสมัครเรียนในชั้นมัธยมตอนต้น ส่วนน้องสาวฉันเขาเตรียมตัวที่จะไปทำงานที่กรุงเทพฯ ในตอนนั้นเขาไม่อยากเรียนต่อ เขาบอกว่าหางานทำดีกว่า ส่วนฉันก็ยังมีความตั้งใจเดิมอยู่ ฉันบอกแม่ว่าฉันจะไปสมัครเรียนต่อ แต่คำตอบที่ฉันได้ยินมันเหมือนกับฟ้าผ่าเข้ามากลางอกของฉัน แม่บอกว่า..แม่ไม่มีเงินส่งให้ลูกเรียนนะ.. อย่าเรียนเลย ไปทำงานกับญาติที่กรุงเทพฯ ดีไหม ฉันรู้สึกน้อยใจมากเมื่อแม่ให้คำตอบแบบนี้กับฉัน ฉันถามแม่ว่าทำไมพี่เขาได้เรียน แล้วหนูทำไมไม่ได้เรียนต่อ แม่เงียบไปพักหนึ่ง..แล้วก็ตอบฉันว่า..แม่อยากให้ลูกทุกคนเรียนสูง ๆ แต่แม่ไม่มีเงินมากพอส่งให้ลูกทุกคนเรียนสูง ๆ เมื่อได้คำตอบอย่างนั้นมันทำให้ฉันเข้าใจแม่มากขึ้น และฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกนอกจากทำตามที่แม่บอก และยังมุ่งมั่นว่าจะต้องทำให้ฝันของตัวเองเป็นจริงให้ได้
ตอนนั้นฉันเพิ่งจบชั้นประถมศึกษา อายุ 12 ย่างเข้า 13 ปี ฉันคิดว่าจะมีงานอะไรให้ฉันทำเหรอ ฉันก็ต้องพึ่งญาติที่กรุงเทพฯ ช่วยหางานให้ ฉันเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมกับกระเป่าเก่า ๆ ที่มีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ตัว ฉันได้ทำงานที่โรงงานเล็ก ๆ ทำพวกเครื่องเทศ ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งแถวนนทบุรี ในสมัยนั้นเงินเดือน ๆ ละ 800 บาท แต่มันก็ดูมากพอสำหรับฉัน ทำอยู่ที่นี่ได้เกือบปีฉันก็เปลี่ยนไปทำงานโรงงานทอผ้ากับน้องสาว ฉันทำงานที่กรุงเทพฯ ได้เกือบสองปี ก็ตัดสินใจกลับบ้านเพื่อสานฝันให้เป็นจริง
ฉันเริ่มต้นด้วยการสมัครเรียนที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่ฉันจะไม่ต้องเสียเวลามาก และภายในเทอมเดียวฉันต้องสอบเทียบให้จบมัธยมตอนต้นให้ได้ มันเป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับฉันในเวลานั้น แต่ท้ายที่สุดฉันก็ทำมันได้ หลังจากนั้นก็เลือกสอบเข้าโรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด ชีวิตในโรงเรียนที่ฉันใฝ่ฝันก็เริ่มขึ้น มีเพื่อนสมัยตอนเรียนชั้นประถมศึกษาบางคนก็ยังเรียนอยู่ที่เดียวกันกับฉัน แต่ว่าเขาเรียนอีกแค่ปีเดียวก็จะจบแล้ว ส่วนฉันยังต้องเรียนอีก 3 ปี เพื่อนบ้านหลายคนถามฉันว่าไม่รู้สึกอายเพื่อนเหรอเพิ่งมาเรียน เพื่อน ๆ เขาจะเรียนจบกันแล้วไม่ใช่เหรอ… ฉันก็ไม่ได้สนใจกับคำพูดเหล่านั้น ฉันคิดว่าการเรียนเราเรียนมันทั้งชีวิต ถ้าหยุดเรียนเมื่อไหร่นั่นหมายถึงลมหายใจได้หมดลงแล้ว
ฉันเรียนอยู่ที่นั่นฉันไม่ใช่นักเรียนที่เรียนเก่ง แต่ฉันเป็นนักเรียนดีเด่น สายที่ฉันเลือกเรียนคือสายภาษา-สังคม ฉันชอบเรียนภาษามากกว่าคณิตศาสตร์ และคะแนนภาษาอังกฤษของฉันดีเกือบทุกเทอม แต่คณิตศาสร์แย่มากต้องสอบซ่อมอยู่บ่อย ๆ สามปีที่อยู่ที่นี่มันทำให้ฉันเติมโตขึ้นมาก ทำให้ฉันเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง มันทำให้ฉันได้มีชีวิตในวัยที่ฉันควรจะเป็น มันเหมือนเติมแต่งสิ่งที่ขาดหายไปในวัยเด็กให้เติมเต็ม ฉันชอบเล่นกีฬามากที่สุด เพราะฉะนั้นฉันจะถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันกีฬา ปีสุดท้ายฉันได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬาดีเด่นของโรงเรียน ทำให้ฉันภูมิใจมาก ฉันจบจากที่นี่ด้วยความภาคภูมิใจ
เมื่อฉันนึกถึงปริญญาตรีคำนี้ ฉันรู้สึกมันใกล้ตัวฉันเข้ามาทุกที เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ฉันก็ต้องกลับไปกรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อสมัครปริญญาตรี ฉันเลือกเรียนในมหาลัยแห่งหนึ่งที่ฉันสามารถทำงานไปด้วยและก็เรียนไปด้วยได้ เพราะภาระที่หนักอึ้งนี้ฉันจะต้องแบกมันเอง แต่ฉันก็พร้อมที่แบกภาระนี้ด้วยตัวฉันเอง ถึงแม้ว่าในวันข้างหน้าจะต้องเผชิญและพบกับความยากลำบากก็ตาม ฉันรู้สึกได้ว่าความแข็งแกร่งที่อยู่ในตัวฉันนั้นมันมากขึ้นและก็มากขึ้น และทำให้ฉันพร้อมที่จะก้าวต่อไป ฉันเริ่มทำงานเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง งานของฉันก็คือขายโสมเกาหลีอิลวา ซึ่งพี่ชายคนที่สองของฉันเขาเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด เขาฝากฉันให้เข้าทำงานที่นั่น มันก็ไม่ง่ายเลยนะสำหรับผู้หญิงตัวเล็กอย่างฉัน กับเป้าหมายที่ฉันให้ไว้กับตัวเองว่าจะต้องเรียนให้จบภายใน 4 ปีให้ได้ แต่สุดท้ายฉันก็เรียนจบล่าช้าไปครึ่งปี ฉันบอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร เพราะว่าฉันก็ทำได้แล้ว…
เมื่อฉันนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของฉัน เหมือนกับพระเจ้ารู้ถึงอนาคตข้างหน้าของฉัน ว่าฉันจะต้องไปอยู่แดนไกล เหมือนกับฝึกให้ฉันเข้มแข็งและอดทนอย่างไรอย่างนั้น เหมือนกับรู้ว่าสามีในอนาคตของฉันเป็นคนต่างแดน
ฉันรู้จักโบสถ์แห่งความสามัคคี เมื่อตอนที่ฉันเรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนปลาย โดยผ่านการแนะนำจากพี่ชายคนที่สองของฉันเอง วันเวลานานเข้าก็ทำให้ฉันได้รู้จักและคุ้นเคยกับโบสถ์มากขึ้น ท่านสาธุคุณซัน เมียงมูน ท่านเป็นชาวเกาหลีซึ่งเป็นผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคีนี้ และท่านก็เป็นผู้ที่เลือกสามีที่ดีที่สุดสำหรับฉัน เราคบกัน 5 ปีฉันก็ตัดสินใจแต่งงานมาไต้หวัน
ปลายปี ค.ศ. 2000 ในช่วงบ่ายของวันหนึ่ง สายการบินจากประเทศไทยก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าสู่ไต้หวัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ฉันมาไต้หวันและเป็นครั้งที่ฉันจะต้องอยู่ที่นี่โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับไปประเทศไทย เมื่อนึกถึงวันข้างหน้ากับภาษาและวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคยนี้ ก็ทำให้ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที อันดับแรกฉันจะต้องทำอย่างไรดี จะปรับตัวอย่างไรก่อนดี ความวุ่นวายภายในใจก็เกิดขึ้น รู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวเข้าสู่สนามรบ ที่ไม่รู้ว่าจะชนะหรือปราชัย
วันใหม่กับชีวิตใหม่ก็ได้เริ่มขึ้น ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา อาหารการกิน การปรับตัวให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมของคนไต้หวัน ที่สำคัญที่สุดคือการปรับตัวให้เข้ากับสามีสุดที่รักของฉัน มันไม่ง่ายเลยนะ จากคนที่มาจากต่างวัฒนธรรม ต่างภาษาที่จะทำตัวให้เข้ากันได้ดีในเวลาอันสั้น
อยู่ไต้หวันได้เกือบปี ฉันเริ่มวางแผนให้กับตัวเองอย่างเป็นขั้นตอน อันดับแรกกับภาษาจีนที่ไม่เอาไหน ฉันคิดว่าถ้าตัวเองไม่เข้าใจภาษา ก็จะทำให้ไม่เข้าใจประเพณี วัฒนธรรมและคนของประเทศนั้น ๆ ในตอนนั้นฉันไม่สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้ ไปซื้อของข้างนอกถ้าไม่มีสามีไปด้วยก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร ต้องใช้ภาษาท่าทาง และถ้ากลับไปบ้านพ่อแม่สามี ฉันรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนละโลกกับพวกเขา พูดคุยกับพวกเขาไม่รู้เรื่อง และก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาพูด ฉันรู้สึกอึดอัดและยากลำบากมาก ฉันก็เลยตัดสินใจไปสมัครเรียนที่โรงเรียนภาคค่ำแห่งหนึ่ง หลังจาก 3 ปีที่เรียนจบจากโรงเรียนประถม ฉันก็ไปสมัครเรียนต่อมัธยมต้น นักเรียนของที่นี่มีแต่คนไต้หวันเกือบทั้งนั้น มีทั้งคุณตาคุณยายที่อายุมากแล้วก็ยังมาเรียน มีชาวต่างชาติอยู่เพียงไม่กี่คน ช่วงนี้ชีวิตของฉันเริ่มมีรสชาติมากขึ้น เพราะเรียนไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย แล้วยังเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางโรงเรียนและหน่วยงานของรัฐจัดขึ้น ในช่วง 3 ปีนี้ที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมแห่งนี้ฉันพัฒนาตัวเองมากขึ้น มองโลกกว้างขึ้น และไม่ว่าด้านภาษา ความคิดและทัศคติต่าง ๆ ที่ฉันมีต่อคนไต้หวัน ในเริ่มแรกที่ฉันคิดว่าคนไต้หวันมีจิตใจที่คับแคบ ไม่ค่อยจริงใจ และเป็นคนขี้หวาดระแวงไม่ไว้วางใจใคร แต่เมื่อฉันได้คลุกคลีกับพวกเขาแล้ว ทำให้ฉันรู้ว่านั่นเป็นเพราะว่า เราเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน ทำให้เรามีช่องว่างระว่างกันและกัน จึงทำให้ตัวฉันรู้สึกแบบนี้ต่อพวกเขา
ตอนนี้ลูก ๆ ของฉันก็เข้าเรียนกันหมด ช่วงกลางวันฉันก็เริ่มพอมีเวลาว่าง อยากหางานทำ แต่โรงเรียนประถมที่ไต้หวัน บางวันเด็กเรียนแค่ครึ่งวัน ซึ่งไม่เหมือนที่ประเทศไทยที่วันจันทร์ถึงศุกร์เด็ก ๆ เรียนเต็มวัน หลาย ๆ คนบอกว่าหลังเลิกเรียนก็ส่งไปสถาบันกวดวิชาซิ.. จะได้ทำงานได้ แต่สำหรับฉันและสามีของฉันแล้วเราไม่เคยคิดว่าอยากส่งลูกไปที่สถาบันกวดวิชา อยากดูแลเองมากกว่า เลยคิดว่างานอะไรจะเหมาะกับฉัน แต่เหมือนพระเจ้ารู้ใจ ก็มีครอบครัวไต้หวันครอบครัวหนึ่ง ซึ่งพวกเราเป็นคนรู้จักและคุ้นเคยกันดี พวกเขาต้องการให้ฉันช่วยดูแลลูกให้กับพวกเขา ฉันตอบตกลงเพราะว่าในเวลาเดียวกันก็สามารถดูแลลูก ๆ ได้ด้วย ต่อมาไม่นานฉันได้รู้จักกับหัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สี่ฝั่ง วันนั้นเป็นวันรับใบประกาศนียบัตรของครอสเรียนทำอาหารจีนสำหรับคู่สมรสต่างชาติในไต้หวัน เขาเข้ามาทักทายฉันด้วยท่าทางที่เป็นกันเอง ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นคนโอบอ้อมอารีและเป็นกันเอง เขาถามฉันว่าเป็นคนชาติไหน ฉันตอบว่าเป็นคนไทย ดูเขารู้สึกตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าฉันเป็นคนไทย หลังจากนั้นเราก็แลกเบอร์โทรกัน ผ่านไปไม่กี่วันเขาก็โทรมาหาฉันขอให้ฉันเข้าไปช่วยงานหนังสือพิมพ์ ฉันคิดว่านี้คือพระพรจากพระเจ้า ที่ฉันจะได้ทำหนังสือพิมพ์ภาษาไทยให้กับคนไทยที่อยู่ในไต้หวันได้รู้ข่าวสารต่าง ๆ นี่ก็เป็นเวลาหลายปีที่ฉันเรียนจบปริญาตรี สื่อสารมวลชนมา ฉันยังไม่เคยเอาวิชาพวกนั้นออกมาใช้เลย นี่เป็นโอกาสของฉันที่ฉันจะใช้มัน แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด จากที่คิดว่าตัวเองเก่ง พูดคุยกับคนทั่วไปได้อย่างไม่มีปัญหา แต่มาใช้กับงานนี้มันทำให้ฉันคิดว่าภาษาจีนของฉันเหมือนเด็กอนุบาลเลย ต้องพยายามอีกมาก แต่ฉันก็ไม่เคยย่อท้อ คนเราเมื่อมีความพยายามความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล ฉันบอกกับตัวเองว่าต้องสู้นะ อย่ายอมแพ้ และต้องทำให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลาย ๆ คนถามฉันว่า ฉันทำอะไรหลาย ๆ อย่างในขณะเดียวกันได้อย่างไร ไหนต้องดูแลเด็ก ๆ ทำงานหนังสือพิมพ์ และยังเป็นครูสอนภาษาไทยอีก พวกเขาทึ่งในตัวฉัน เพราะว่าถ้าเป็นพวกเขาแล้วคงทำไม่ได้แน่นอน ฉันตอบพวกเขาว่า งานทุกอย่างฉันทำด้วยใจและถ้าฉันตัดสินใจทำแล้วฉันจะทำให้ดีที่สุด และสุดความสามารถของฉัน
นี่ก็ 12 ปีกว่าแล้วที่ฉันอยู่ที่ไต้หวัน ฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตลอดระยะเวลาฉันคิดอยู่เสมอว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่สองของฉัน ฉันจะต้องไม่ทำตัวเองให้เป็นขยะกับคนรอบข้างและก็ประเทศนี้ ฉันคิดว่าฉันจะรักประเทศนี้และรักคนของประเทศนี้ได้อย่างไร และจะตอบแทนบุญคุณของประเทศนี้ได้อย่างไร มันอาจจะเป็นความคิดที่ดูไกลเกินขอบเขต หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเพ้อเจ้อไปหรือเปล่า ไม่เลยฉันไม่ได้เพ้อเจ้อ และฉันก็ได้พยายามด้วยตัวฉันมาตลอด เวลาที่ฉันเดินเคียงข้างสามีไปไหนต่อไหนด้วยกัน เพื่อน ๆ และคนรู้จักกันเข้าจะชมเราสองคนอยู่เสมอว่า คู่รักคู่แท้ และพูดว่าดูเธอสองคนรักกันมากเลย น่าอิจฉาจัง เหมือนไม่เคยทะเลาะกันเลย ฉันตอบพวกเขาไปว่า เมื่อก่อนเราทะเลาะกันบ่อย แต่เราสองคนยอมแก้ไขและปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอเพื่อฝ่ายตรงข้าม ตอนนี้อะไรหลาย ๆ อย่างเราเข้ากันได้ดีแล้ว ก็เลยไม่รู้จะทะเลาะอะไรกัน นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะตอบแทนคืนให้กับประเทศนี้ ก็คือการกลายเป็น บุคคลและครอบครัวที่มีคุณภาพต่อประเทศนี้ สิ่งนี้ฉันไม่ได้เสแสร้งหรือแกล้งทำ มันออกมาจากใจจริงของฉัน ฉันคิดว่าตัวเองผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว และจะสู้ต่อไป

พระเจ้ารู้ถึงอนาคตของฉัน พระเจ้าฝึกให้ฉันแข้มแข็งและอดทน ทำให้ฉันใช้ชีวิตในประเทศนี้ได้อย่างภาคภูมิใจและมีคุณค่า ทำให้ชีวิตในไต้หวันของฉันราบรื่นและมีความสุข ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณไต้หวัน ฉันรักไต้หวัน


 2014 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 

📜 上帝預知我的未來 พระเจ้ารู้อนาคตของฉัน

👤 นางฟ้า(天使)

 

每天早上都會傳來那熟悉的聲音:「孩子,起床了!是時候趕水牛去田裡了!」 那是我媽媽的聲音,她會在清晨時,都會把我和妹妹叫醒。從我們家到田裡,大約需要一公里的路程,所以我們天剛亮就要出門,才趕得回來上學。有時候,我和妹妹會輪流坐在水牛上,在牛背上的感覺,讓我感到安全。牠的步伐穩重,甚至有時我就在那上面睡著了。掛在水牛脖子上的鈴鐺叮叮咚咚地,宛如一首美妙的旋律,它令人怡然享受走在稻田兩側的小路上。如果是雨季,雨水將稻田給填滿了,我們還會聽到青蛙歡欣鼓舞的呱呱歌聲。

放學後,稻田依然是我的目的地,雖然我還在懵懂起步的童年時期,但我就必須幫忙父母幾乎所有的勞動,來減輕他們的負擔。不論是燒飯煮菜,或是幫爸爸犁田。三十年前的泰國,還在用水牛犁田,收割季節過了,緊接著就是耕種,似乎一年365天,我天天都在工作。不過這些沒有絲毫讓我感到疲憊或氣餒,反而讓我更有耐心,越來越堅強。

有一天,學校的班導師問全班所有的小朋友們,長大後想做什麼?我們的教室大概有四十幾個學生,我的一些朋友說,她們想當護士,可以幫忙照顧身體不適的病人;有的人說,他將來想當警察,可以保護人民;還有的人想當軍人……。後來老師問我:「那你呢?想當什麼?」我回答:「我想當老師,可以傳授知識給每個人。」不過我心裡想,要成為老師可不是件簡單的事情,想要美夢成真的前提,就是要讀很多書,必須拿到高學歷,對我來說,我的夢似乎遙不可及,因為我的家境不允許,前途看似黯淡。不過這就是我希望能夠達成的夢想,雖然它需要花很長的時間。

我們家有五個兄弟姊妹,我排行第四,小時候附近的人習慣叫我 “a-joy” ,這是泰國東北部的方言,意思是「瘦子」,因為我非常瘦小。大哥高中畢業後就到曼谷工作;二哥只讀到國中就沒有再讀了,因為他希望先工作,後來他還是想辦法讀到大學畢業;而三哥體育表現出色,高中畢業後保送空軍學校,目前是軍人;我的雙胞胎妹妹工作幾年後,也是想辦法繼續讀高中。

小學六年級快結束那年,我非常興奮,也迫切地準備好制服,打算要去報名讀國中,而我的小妹準備到曼谷工作,那時她不想讀書,她說,還是趕快找工作比較好。而我還是堅決想完成我的夢想,於是我跟媽媽說,我要去報名讀國中,但是我聽到的答案讓我心痛如絞,媽媽說:「我沒有錢供妳讀書,不要再讀了,去曼谷跟親戚工作好不好?」我聽了極為難過,我反問,為什麼哥哥們都可以讀書?為什麼我不能?媽媽沉默了一會兒,然後說:「我也希望每個孩子都能讀很多書,但是我真的沒有那麼多錢供你們上學……。」我明白了。我體諒媽媽,我願意聽她的話,除了媽媽提供的選項,我亦別無選擇,不過我心裡仍然堅定,我想讓我的夢實現。

當年的我,才小學畢業,差不多12-13歲,心想我還能做什麼工作?我必須依賴曼谷的親戚,拜託他們幫忙找工作。帶著舊的行李箱,裝著少少幾件衣服,我前往曼谷。我應徵到一所香料工廠,位於暖武里府的小村莊,那時候月薪八百泰銖,對我來說已經夠多了。在這裡待一年後,我換到紡織工廠跟妹妹一起工作,在曼谷工作近兩年,我就決定回家完成我的夢想。

夢想從報名非正式的教育中心開始,因為這是唯一讓我不用花太多時間的出路。我必須在一個學期之內,完成國中的學歷。對我來說,這是一項極具挑戰性的任務,最後我成功了,接著我考上附近的學校,我夢寐以求的學校生活又重新展開。我的小學同學,有一些還跟我同校,不過他們再一年就可以畢業了,而未來我還有三年要學習。很多鄰居問我,會不會感到害羞?這麼晚才上高中,畢竟同年的人都快畢業了。不過我沒有在意那些話,我認為人終其一生,活到老、學到老,當你停止學習的那一刻,就等於生命也跟著停止呼吸。

在校我不是資優班學生,不過我是優秀的學生。我選讀社會組,比起數學,我更喜歡語文,每一學期我的英文成績幾乎都拿高分,反而是數學太差,常常要補考。高中三年讓我成長,我學到也體會到很多事情,讓我享受到我那個年齡該有的生活記憶,彷彿填補了我童年失落的那一塊。我喜歡運動,所以代表學校參加比賽,最後一天還獲選為運動成績優良學生,我自豪的離開校園。

每當我想到學士這兩個字,就覺得它彷彿近在眼前了。所以高中畢業後,我再度回到曼谷,辦理就讀大學的申請手續,我選了一所讓我能半工半讀的大學,這個重擔,我必須忍受。但我已經準備好單肩挑起這個負擔,即便未來可能要面對、遭遇更艱難的事情,我也願意一手把它扛下來,我感覺到我的意志越來越堅強,讓我有信心地往前走。我開始從百貨公司的銷售員做起,工作內容是銷售韓國人蔘,我二哥是公司的市場開發部經理,也是他介紹我進去的。這份工作對一個小女生來說真的不簡單,因為我得一面工作、一面讀書。我必須在4年內完成學士學位,但最後還是得延畢半年。我告訴自己沒關係,因為我還是畢業了。

想起我人生所經歷的一切,就彷彿上帝預知我的未來。祂似乎知道我之後要到很遠的地方居住,所以對我加以磨練並考驗我的耐心;祂似乎知道我未來的伴侶,將會是個外國人。

我在高中時期經由二哥的介紹認識了統一教。時間久了,我對教會越來越了解,也越來越熟悉,文鮮明牧師,是統一教的創始人也是教主,更是幫我選了世界上最好的丈夫的人。我們倆交往五年之後,我決定嫁來台灣。

西元2000年底,某天下午,來自泰國的班機騰空起飛,前往台灣,這次是我第二次來到台灣,而且是唯一一次不知道回程日期為何?不知道會在這裡住上多久?當想到未來的日子,陌生的語言、不習慣的文化,讓我突然感到恐慌。我應該怎麼辦?要從哪裡開始適應?所有的問題一一浮現,腦子一片混亂。我感覺到自己就要上戰場了,而且完全不知道這場戰爭會輸還是贏。

新的一天和新的人生展開了,一切從零開始,不論是語言、飲食習慣、台灣的社會文化。最重要的,是與我親愛的丈夫的相處和適應。要讓來自截然不同的背景及語言的兩個人,能在短時間內互相適應良好,真的是不簡單!

在台灣將近一年,我開始一步一步的規劃自己的舞台,首先是我那毫無基礎的中文,我認為如果自己不懂這個地方的語言,我就不會懂這裡的傳統,文化及風土民情。那時候,我根本無法與台灣人溝通,到外面買東西,如果沒有先生陪著我,真的不知該說些什麼好,只能比手畫腳。回到公公婆婆家,我覺得我跟他們住在不同的世界,無法跟他們對話,也不懂他們跟我講什麼。我感到不自在而且很辛苦,所以我決定報名就讀夜校,讀完三年的小學課程後,我就繼續報名就讀國中,那裡的學生幾乎都是台灣人,年事已高的老人家也來參與,也有幾個外國人。這段時間,我的人生開始精彩豐富,因為不但可以一邊讀書、一邊帶孩子,而且還可以參加學校或政府舉辦的活動。在國中的這三年,我讓自己更進步,不論是語言、觀念,對台灣人的想法等,我的視野變得更寬闊了。剛開始我誤以為台灣人心胸狹窄、偏執、也不信任別人,但是當我跟他們相處之後,我發現那是因為我們雙方對彼此都還不熟悉,使得產生某些隔閡,所以才導致我會有這樣的感覺。

現在我的孩子們都進入校園了,白天我開始比較空閒,就想找份工作,但是台灣的小學,一周有幾天只上半天,跟泰國不一樣。在泰國,小朋友禮拜一到禮拜五都要上整天的課。很多人說,小朋友放學後可以送去安親班,才會有時間工作。不過對我和我先生來說,我們從來不想送小朋友去安親班,我們比較想自己照顧,所以我必須找適合的工作。不過上帝似乎知道我的想法,有某個台灣家庭,是我們認識、也很熟悉的一家人,他們希望我可以幫忙帶孩子,我馬上就答應了。因為如此一來,我便可以同時照顧自己的孩子。後來不久,我認識《四方報》的總編,那天剛好是外籍配偶領取中式烹飪班證書的日子,他親切地跟我打招呼,我覺得他很有禮貌也很友善,他問我是哪一國人,我說泰國人,我的答案似乎讓他感到很興奮,於是我們交換電話號碼。幾天之後,他打電話給我,希望我可以幫忙報社的事情,我認為這是上帝的禮物,讓我可以散播消息給住在台灣的泰國人,而我本身是傳播系畢業的,畢業多年從來沒有學以致用,這是我能夠利用大學所學的機會。但是這工作也沒有想像中那麼容易,我自以為我可以很厲害、毫無語言障礙地與周遭的人溝通,但是碰到這份工作,卻讓我感到我的中文程度跟幼稚園小朋友沒兩樣,我還有很多努力的空間,但是我從來不氣餒,我認為有志者事竟成,我告訴自己要加油,不要放棄,要盡一切的努力去做。很多人問我為什麼可以同時間做很多事情,例如要照顧小孩、幫報社工作、還當泰文老師?他們感到不可置信,因為換做是他們,他們應該忙不過來。我回答說,每份工作我都用心去做,一旦我決定做了,一定盡本份做到最好。

我本身住在台灣十二年了,我認為自己是一個停不下來的人,過去這段時間,我總認為台灣是我的第二個國家,我不要當這個國家和身邊的人的垃圾,我總想著要怎麼去愛這個國家和國人,還有我要怎麼去回報這個國家。這樣的想法對有些人來說,已經超過一個人的能力範圍,或許有人認為這是在做夢。不!我沒有做夢,我一直都在努力。每當我和先生走在一起的時候,不管是朋友還是熟人都稱讚我們倆像情侶,而且說,你們看起來很相愛,好羨慕,好像從來沒有吵過架似的。我回答他們,我們很常吵架,但是我們願意為了對方反省及改過,所以現在越來越合得來,所以不知道要吵什麼。這就是我想回饋給這個國家的,也就是成為有品質的人和模範家庭,我不會去虛偽造假,在我心底,我真心想這麼做,我認為我已經成功了一半,而我還會繼續奮鬥下去。

上帝預知我的未來,上帝訓練出堅強又有耐心的我,讓我自豪地身在這個國家,感覺到自己的價值,讓我在台灣的生活非常順利又開心。謝謝上帝,謝謝台灣,我愛台灣。