兩極 สองขั้ว

🏅 青少年評審獎 Teen Choice Award

📜 สองขั้ว
👤 สุวีณา สินสุวงศ์

สายฝนในฤดูใบไม้ผลิพร่างพรำแล้วเลือนหาย เหลือไว้เพียงกลีบซากุระที่ถูกชะร่วงหล่นลงบนทางม้าลายเปื้อนโคลนแล้วถูกผู้คนเหยียบย่ำไปมาอย่างไร้ค่าดูแล้วไม่ต่างอะไรไปจากฉันในตอนนี้
ฉันยืนเหม่ออยู่ตรงนั้น มองมันสลับกับสัญญาณข้ามถนนที่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง เสียงบางแห่งในใจของฉันบอกว่า “ เอาเลย ออกไปเลย แค่วูบเดียวแล้วเธอก็จะเป็นอิสระ “ เท้าขวาของฉันสั่นระริกก่อนที่จะกระโจนออกไปปะทะเข้ากับรถบรรทุกที่วิ่งสวนมาอย่างเต็มที่ ฉันได้ยินเสียงของทุกส่วนในร่างกายหักเป็นชิ้น ๆก่อนที่จะร่วงลงมากระแทกบนพื้นถนน กลีบซากุระเปื้อนโคลนเมื่อครู่ ยามนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานจากเลือดของฉัน ดูราวกับว่ามันกลับมาเบ่งบานสวยงามบนต้นอีกครั้ง
“แม่ … แม่ … ผมอยากกินไอติม”
เสียงเล็ก ๆ ปลุกฉันให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ เจ้าลูกชายตัวน้อยอายุสี่ขวบของฉันโผล่หน้าขึ้นมาจากขอบไม้ทรงกลม ส่งสายตาออดอ้อนเหมือนลูกหมาตัวน้อยมาตรงหน้าด้วยความคาดหวัง ฉันรีบดึงสติกลับมาจากโลกแห่งจินตนาการ นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่? อ้อ ใช่ เราสองคนออกมาที่ตลาดเปิดท้ายของเก่าเพื่อหาซื้อโต๊ะกัน
แล้วตอนนี้เราก็กำลังช่วยกันกลิ้งเจ้าโต๊ะไม้ทรงกลมนี่กลับบ้าน
ฉันส่ายหน้าแล้วหัวเราะเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู
“แบกโต๊ะไว้แบบนี้จะเอามือที่ไหนไปถือ เอาไว้กลับบ้านก่อนนะ แล้วค่อยออกมาซื้อ วันนี้พิเศษ แม่ให้หนูกินคนเดียวหมดเลยดีมั้ย?”
“โอ้โห! กินคนเดียวเลยเหรอแม่? ไม่ต้องแบ่งครึ่งด้วยเหรอ!! เย้ รักแม่ที่สุดเลย”
สายตาระยิบระยับอย่างมีความสุขของลูกกรีดแทงลงไปในใจฉัน คำว่า “แบ่งครึ่ง” คำนี้เป็นคำพูดติดปากของเราสองคนแม่ลูกไปแล้ว นี่ฉันเป็นแม่ประเภทไหนกันนะที่แม้แต่ไอติมแท่งเดียวก็ยังซื้อให้ลูกกินไม่ได้
เย็นวันนั้นที่ห้องเช่าซอมซ่อขนาด2DK ในขณะที่เจ้าลูกชายตัวดื้อกำลังเห่อโต๊ะใหม่ด้วยการเอาบล็อกไม้ขึ้นมาต่อเป็นหอคอย ฉันจัดการฉีกพับลังกระดาษที่เราใช้ต่างโต๊ะกินข้าวไว้รอทิ้งพร้อมกับขยะเผาได้ในวันรุ่งขึ้น
จริง ๆ แล้วใช้คำว่าเศษกระดาษน่าจะเหมาะกว่า เพราะเราใช้มันแทนโต๊ะกินข้าวมานานมากจนทั้งสี่มุมของมันเปื่อยยุ่ยสกปรกและทะลุเป็นรู และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ฉันออกไปหาซื้อโต๊ะใหม่ในวันนี้
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังมาจากห้องฝั่งตรงข้ามบอกให้รู้ว่าสามีของฉันคงตื่นแล้วและคงกำลังเตรียมจะออกไปทำงานกะดึกของเขาเช่นเคย
“พ่อ พ่อ ดูสิโต๊ะใหม่ล่ะ” ลูกชายของฉันพูดกับพ่อของเขาเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยความเคยชิน
พูดกับคนไทยด้วยภาษาไทย และพูดกับคนญี่ปุ่นด้วยภาษาญี่ปุ่น นี่คือกฎที่เราวางไว้ให้กับลูกเพื่อให้ลูกสามารถเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เขาเล่นกับลูกอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันกลับมาบอกฉันอย่างเย็นชาว่า “แกงกะหรี่กับน้ำในตู้เย็น นั่นเป็นของฉันห้ามแตะต้องนะ จำได้ใช่มั้ยสัญญาที่ว่าข้าวของเธอกับลูก เธอต้องเป็นคนซื้อเอง” เขาทิ้งท้ายไว้แค่นี้ก่อนที่จะก้าวออกไปนอกประตูบ้านแล้วปิดประตูดังโครมใหญ่
ไม่ใช่แค่ข้าวสักหน่อยฉันคิดอย่างหงุดหงิด
ทุกวันนี้ ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ฉันก็เป็นคนจ่าย นี่ยังไม่รวมค่าเนอสเซอรี่ของลูกอีก นี่มันต้องเป็นปีศาจจากนรกขุมไหนกันน่ะถึงจะบังคับให้ลูกเมียตัวเองสัญญาบ้าบออะไรแบบนี้ได้ …แต่เอาเถอะอย่างน้อยเขาก็ยังดีกับลูกล่ะนะ
ฉันคิดไปพลาง ก่อนจะหยิบข้าวกล่องหน้าตาจืดชืดออกมาจากตู้เย็น บนฉลากบอกวันหมดอายุไว้เมื่อวานนี้ จะทำไงได้ล่ะในเมื่อเมื่อวานนี้ที่ร้านสะดวกซื้อที่ฉันทำงานอยู่ เหลือข้าวกล่องหมดอายุที่เตรียมทิ้งไว้ไม่กี่กล่อง จริง ๆ มันผิดกฎของร้านนะฉันเองก็รู้ แต่ในเมื่อค่ากินค่าอยู่ในญี่ปุ่นโดยเฉพาะโตเกียวมันสูงลิบลิ่วขนาดนี้ ฉันจำเป็นต้องเอาตัวรอด และฉันไม่เหลือทางเลือกมากนัก
ลูกชายฉันนั่งเบะปากเอาช้อนเขี่ยไปเขี่ยมาบนข้าวกล่องทั้งสีหน้าท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่าไม่อยากกิน ทันใดนั้นจู่ ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ดำมืดและน่ารังเกียจขยะแขยงพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งตัวและสุดท้ายมันก็ทะลักออกมาจากปากของฉันเป็นเสียงตวาดลั่น “รู้มั้ยว่าแม่ก็หิว หิวมากด้วย แต่ลูกเป็นลูกของแม่ เพราะฉะนั้นลูกต้องได้กินก่อนและต้องได้กินให้อิ่ม ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม”
น้ำตาหยดโต ๆ ไหลลงมาอาบแก้มของเจ้าตัวน้อยทันทีที่สิ้นเสียง ภาพนั้นเรียกสติฉันกลับคืนมา ฉันพุ่งเข้าไปกอดลูกไว้แล้วได้แต่ขอโทษลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มื้อนั้นเราสองคนแม่ลูกกินข้าวทั้งน้ำตา
ดึกมากแล้วฉันยังนอนลืมตาอยู่นิ่ง ๆ บนฟูกที่นอน นึกกังวลว่าหมู่นี้อารมณ์ของตัวเองไม่นิ่งเอาซะเลย วูบหนึ่งอยากตาย หลังจากนั้นก็อาจจะโกรธจนคุมอารมณ์ไม่อยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
“นี่ฉันเป็นบ้าไปแล้วรึเปล่านะ ?”
เสียงขยุกขยิกบนอกหยุดความคิดของฉันไว้แค่นั้น  ฉันเงยหน้าขึ้นมาจากหมอนมองเจ้าลูกชายตัวดื้อของฉันพลิกหัวคว่ำไปอีกด้านบนอกฉันก่อนจะหลับต่อ เห็นแบบนี้แล้วทำให้ฉันอดยิ้มไม่ได้ โตจนป่านนี้แล้วยังต้องนอนบนอกแม่อีกเจ้าลูกแหง่เอ๊ย
ลมหายใจสม่ำเสมอของลูกปลดปล่อยใจฉันให้ล่องลอยไปไกลอีกครั้ง นึกถึงเจ้าโต๊ะมือสองที่ซื้อมาวันนี้แล้วทำให้อดคิดถึงเรื่องของตัวเองที่ผ่านมาไม่ได้
ฉันเกิดในครอบครัวคนจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ประเทศไทย ตอนที่สามีมาขอฉันแต่งงาน อาม้าของฉันท่านได้กำชับไว้ว่า “ลูกสาวฉัน ฉันเลี้ยงมา งานหนักที่สุดที่เธอเคยทำคือจับตะเกียบ” ความหมายแฝงที่อาม้าตั้งใจจะสื่อก็คือ ท่านเลี้ยงฉันมาอย่างดีไม่เคยให้ลำบาก ดังนั้นขอให้ดูแลฉันให้ดีอย่าให้ขาดตกบกพร่อง ฉันไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจสิ่งที่อาม้าพยายามจะบอกมากแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตาม สามีชาวญี่ปุ่นก็รับปากว่าจะพยายามดูแลฉันอย่างดีที่สุด
หลังแต่งงาน ฉันย้ายครอบครัวมาอยู่ญี่ปุ่นและให้กำเหนิดบุตรชายหนึ่งคน ครอบครัวทางบ้านสามีค่อนข้างมีฐานะ คุณพ่อของสามีเกษียณอายุแล้วตอนที่ฉันแต่งงาน ท่านออกมาเปิดบริษัทเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง ซึ่งสามีฉันก็ทำงานที่นี่ด้วย พวกเราสามคนพ่อแม่ลูกอาศัยในอาพาร์ตเมนต์ขนาด 2LDK ในย่านสงบเงียบและห่างจากที่ทำงานไม่กี่ป้ายรถเมล์ ฉันได้วีซ่าถาวรในเวลาไม่ถึงสามปีหลังจากนั้น ชีวิตช่วงนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น โต๊ะไม้ของเราก็เป็นไม้มะฮอกกานีราคาแพง ไม่ใช่ลังกระดาษหรือโต๊ะไม้มือสองเก่าคร่ำคร่าแบบนี้
อะไรนะที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้?
ฉันถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนที่จิตจะดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา
ในความฝันฉันนั่งอยู่บนพื้นรอบตัวที่มีแต่ความมืดมิด ด้านซ้ายมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนค้ำหัวฉันอยู่ ใบหน้าของเธอเหมือนฉันไม่ผิดเพี้ยน จะต่างก็เพียงแค่เธอคนนั้นกำลังร้องไห้ สีหน้าของเธอเศร้าหมองราวกับโลกนี้จะถล่มลงมา
“มันเป็นความผิดของเธอ” เธอพูดกับฉันด้วยเสียงสะอื้น
“ใช่ มันเป็นความผิดของเธอ” อีกเสียงหนึ่งตะคอกฉันมาจากด้านขวา ผู้หญิงหน้าเหมือนฉันอีกคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เธอทำตาขวางจ้องมาที่ฉันอย่างไม่เป็นมิตร แต่น่าแปลกใจที่ฉันคล้อยตามพวกเธออย่างง่ายดายราวกับถูกสะกดจิต
ใช่แล้ว  มันคงเป็นความผิดของฉันจริง ๆ นั่นล่ะ
ฉันเห็นภาพตัวเองนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวนั้น เจ้าลูกชายที่นั่งแหมะอยู่บนตักดูเด็กกว่าตอนนี้ ดูแล้วน่าจะอายุประมาณสองถึงสามขวบ จู่ ๆ สามีก็บอกฉันว่าเขาต้องการย้ายไปเมืองไทยเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง ฉันจำได้ว่าตัวเองสับสนไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องการทำแบบนั้น ในเมื่อชีวิตทุกวันนี้ก็มีความสุขดี มีบ้านอยู่ มีงานมีการเป็นของตัวเอง จะดิ้นรนกลับไปตั้งต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์ที่เมืองไทยทำไม ฉันเห็นตัวเองตะโกนใส่สามีพยายามจะคัดค้านอย่างไร้ผล แล้วภาพก็ตัดไปเป็นที่บ้านฉันในประเทศไทย
ฉันมองตัวเองที่ยังคงพยายามเถียงกับสามีอย่างเอาเป็นเอาตายเรื่องที่ฉันอยากย้ายกลับญี่ปุ่น
นั่นเป็นเรื่องในอีกหนึ่งปีถัดมา หลังจากสามีดื้อดึงพาฉันกับลูกย้ายกลับมาประเทศไทยจนได้ ในขณะที่เงินเก็บกำลังร่อยหรอ แต่เขายังไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ ส่วนฉันเองที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างจริงจังกลับได้รับทุนไปศึกษาต่อภาษาญี่ปุ่นในโครงการของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว
ตอนนั้นฉันอายุไม่น้อยแล้วแต่ยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายและความลำบากของการย้ายบ้านไปไปมามาระหว่างประเทศบ่อย ๆ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมสามีโทษว่าเป็นความผิดของฉันที่ดื้อดึงจะกลับไปญี่ปุ่น ดังนั้นฉันจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง เขาจะช่วยออกเงินให้เดือนละสามหมื่นเยนเท่านั้น
และยิ่งไม่เข้าใจขึ้นไปอีกว่า ทำไมคนที่มีพร้อมในทรัพย์สินเงินทองแบบพ่อแม่เขา จึงปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น ระบบการเงินแบบครอบครัวเดี่ยวของคนญี่ปุ่น เป็นเรื่องเกินกว่าคนที่โตมาในระบบกงสีแบบฉันจะเข้าใจ…
ภาพฉากการทะเลาะเบาะแว้ง และความไม่เข้าใจกันของฉันกับสามียังเปลี่ยนฉากหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าใครจะยอมใคร ภาพเหล่านั้นหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุด ก็มาหยุดที่ภาพห้องเช่าซ่อมซ่อของเราตามเดิม ฉันนั่งอยู่หน้าเก้าอี้กลมตัวนั้น ตรงหน้ามีกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลแล้วได้ใจความว่า “ใบหย่า” ความมืดเข้าล้อมรอบตัวฉันอีกครั้ง
“เห็นมั้ยว่ามันเป็นความผิดของเธอ” ตัวฉันที่หน้าเศร้าพูด
“ใช่มันเป็นความผิดของเธอ” ตัวฉันที่ใบหน้าโกรธเสริม
“มันเป็นความผิดของเธอ” “มันเป็นความผิดของเธอ” “มันเป็นความผิดของเธอ”“ “มันเป็นความผิดของเธอ”  ทั้งสองเสียงของตัวฉันเองประสานกันหมุนล้อมรอบตัวฉันแล้วดูดกลืนฉันตกลงไปในความมืดไร้ที่สิ้นสุด ฉันพยายามอ้าปากกรีดร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา ทันใดนั้นก็มีมือ ๆ หนึ่งคว้าตัวฉันไว้แล้วดึงฉันขึ้นมาจากความมืดมิด
“ฝันร้ายรึเปล่า? เมื่อกี้เธอดิ้นไปดิ้นมาแรงมากเลยนะ”
ผู้ชายคนหนึ่งปลุกฉันให้ตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย
ฉันลุกขึ้นนั่งแล้วค่อย ๆ มองไปรอบตัวพยายามทำความเข้าใจอย่างช้า ๆ ฉันอยู่ในห้องที่เหมือนจะคุ้นแต่ก็ไม่คุ้น มีผู้ชายในชุดนอนคนหนึ่งนั่งทำหน้าง่วง ๆ อยู่ข้างฉัน
“เป็นอะไรมากมั้ย ถ้าไม่มีอะไรก็นอนต่อเถอะ พรุ่งนี้ฉันต้องทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงนะ” พูดจบเขาก็ทิ้งตัวลงนอนและหลับไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ฉันที่ยังคงงงไม่หายนั่งอยู่คนเดียว มือฉันคลำพบอะไรบางอย่างที่ข้างตัว ฉันหยิบมันขึ้นมาดูแล้วพบว่ามันคือซองยาจำนวนมาก ฉลากบนนั้นระบุชื่อฉัน อา..ทั้งหมดคือฝันไปสินะ ในที่สุดฉันก็เรียกสติคืนมาได้ ฝันร้ายแถมยังฝันซ้อนฝัน คงต้องบอกให้หมอเปลี่ยนยานอนหลับตัวใหม่ให้แล้ว ฉันคิด
เรื่องในความฝันเมื่อครู่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว หลังจากฉันเรียนจบและสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นผ่านระดับ 2 ได้แล้ว สามีก็ขอแยกทางกับฉัน เขาอยู่ที่ญี่ปุ่นต่อไป ส่วนฉันก็พาลูกชายกลับบ้านเกิด ความลำบากและความผิดหวังจากชีวิตคู่ครั้งนั้นปลุกให้อาการจากสารเคมีในสมองเสียสมดุลย์แสดงออกมา
แพทย์วินิจฉัยว่าฉันป่วยด้วยโรคอารมณ์สองขั้วหรือที่เรียกว่าBipolar อารมณ์ของฉันไม่แน่นอนเหวี่ยงขึ้นลงราวกับคลื่นในท้องทะเล ราวกับมีอีกสองตัวตนถือกำเหนิดขึ้นมาในร่าง
คนหนึ่งคือฉันที่ซึมเศร้า เธอสามารถทำให้ทุกอย่างบนโลกติดลบ ชีวิตไร้ค่า สุดท้ายก็สามารถทำให้การพยายามฆ่าตัวตายกลายเป็นเรื่องเกิดขึ้นบ่อยๆจนธรรมดา อีกคนหนึ่งคือฉันที่เป็นMania เธอคนนี้อยู่ตรงข้ามกับอีกคนหนึ่งอย่างสิ้นเชิง เธอทำให้ฉันหัวเราะร่าใช้เงินราวกับน้ำ รู้สึกมีพลังมีความคิดโลดแล่น โกรธขึ้นมาแบบที่คุมไม่อยู่ ตอนนี้ในประเทศไทยผู้คนกำลังนิยมใช้คำว่าBipolarในการด่า ดูถูก เยาะเย้ย กันอย่างสนุกปาก บ้างก็ว่าอันตรายและไม่ควรคบค้าสมาคมกับคนที่เป็นโรคนี้ โดยไม่รู้ว่า คนป่วยอย่างพวกฉันสะเทือนใจมากแค่ไหนเมื่อได้ยินคำนี้ ในสิบปีมานี้ฉันกินยาและเปลี่ยนจิตแพทย์มาแล้วนับไม่ถ้วน คุณหมอหลายท่านบอกฉันว่ากรณีฉันคงไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว ทำได้แค่ประคับประคองให้มีชีวิตอยู่ใกล้เคียงคนปรกติที่สุดได้เท่านั้น
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้ชายอีกหลายคนไหลเวียนผ่านกระแสของโชคชะตาเข้ามาในชีวิตฉัน แต่คลื่นอารมณ์ของฉันก็มักจะเหวี่ยงคนเหล่านั้นออกไปจนหมด แต่ไม่ใช่กับผู้ชายคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ฉันตอนนี้
เริ่มแรกเขาก็เหมือนกับทุกๆคนที่ผ่านมา เราสองคนมีความสุขกันดี ในตอนที่อารมณ์ฉันคงที่ แต่ต่างไปเมื่อBipolar เข้าเล่นงานฉันให้อารมณ์เหวี่ยงไปมาจนทำให้เราทะเลาะกัน และบ่อยครั้งที่เราทะเลาะกันแรงมากเสียจนเกือบถึงจุดแตกหัก แต่เขากลับไม่ยอมแพ้  กลับพยายามทำความเข้าใจทีละเล็กละน้อย จนในที่สุดเขาก็รับรู้ได้ถึงอีกสองตัวตนในร่างฉัน และแม้เขาจะไม่เคยพูดออกมาตรง ๆ แต่ฉันรู้ดีว่าเขาเข้าใจแล้วว่า ที่อารมณ์ฉันเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาแบบนี้เพราะฉันป่วย
ในการทะเลาะกันอย่างรุนแรงครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฉันกำลังอยู่ในอารมณ์ขาขึ้น ฉันโกรธจนควบคุมตัวไม่ได้ ต่อว่าเขาอย่างรุนแรง จนสุดท้ายเขาก็หมดความอดทนแล้วตวาดฉันกลับว่า “ฉันเกลียดเธอ ฉันเกลียดเธอในร่างนี้ที่สุด ไปให้พ้น! ออกไปให้พ้น! หายไปซะ! เอาเธอคนเดิมของฉันคืนมา เอาคืนมา!!!”
ฉันได้ยินเสียงของเขาสั่นนิด ๆ บอกให้รู้ว่าเขากำลังร้องไห้อยู่
ทั้งความโกรธที่พวยพุ่ง ทั้งคำพูดน่ารังเกียจทั้งหมดจุกอยู่ที่คอทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น น้ำตามากมายไหลรินออกมาจากส่วนลึกที่สุดของหัวใจ วินาทีนั้น ฉันรู้แล้วว่าคนที่ฉันตามหามาตลอดชีวิตอยู่ข้าง ๆ ฉันแล้ว เหลือก็เพียงแต่ฉันจะต่อสู้กับตัวเองยังไง เพื่อรักษาเขาไว้
ผู้ชายคนนี้เข้าใจตัวฉันในแบบที่ฉันเป็น แต่ก็ยังยอมรับมันได้ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ฉันยอมตามเขามาอยู่ด้วยกันที่ญี่ปุ่น ถึงแม้จะไม่รู้ว่าอนาคตของเราสองคนจะเป็นยังไงก็ตาม
เสียงสั่นเตือนจากมือถือบอกให้ฉันรู้ว่ามีข้อความส่งเข้ามาหาฉัน เป็นรูปถ่ายถาดเครื่องไหว้พร้อมข้อความ
[ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ค้าบแม่ อย่าลืมอั่งเปานะคร้าบบบ รักแม่ที่สุด ]
เจ้าลูกชายตัวดีของฉัน นี่คงออกมาช่วยอาม้ายกของไหว้ไป๊เล่าเอี๊ยสินะ ถึงได้ส่งข้อความมากลางดึกแบบนี้ได้ ลงทุนส่งไลน์มาขออั่งเปาจากเมืองไทยเชียวไอ้เด็กขี้งกเอ๊ย
ฉันอ่านข้อความแล้วอดยิ้มไม่ได้
จากเจ้าเด็กตัวน้อยที่นอนอยู่บนอกฉันในความฝันเมื่อครู่ ปีนี้ลูกชายฉันอยู่ ม.ปลายแล้ว เขาผ่านปัญหาการหย่าร้างของพ่อกับแม่มาได้แบบไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ความทุกข์ที่กัดกินฉันมาจนถึงทุกวันนี้ทำอะไรเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“แม่ก็ยังเป็นแม่และพ่อก็ยังเป็นพ่อ ไม่ว่าอะไรก็เปลี่ยนไม่ได้ …ถ้าพ่อจะมีแฟนใหม่ หรือแม่จะมีแฟนใหม่ ผมก็พร้อมไปทักทายเสมอ” เขาย้ำกับฉันแบบนี้เสมอ แม้จะโตมาแบบไร้พ่อ แต่ก็ยังมีฉันและอากงกับอาม่าของเขา รวมทั้งญาติคนอื่นคอยช่วยกันเลี้ยงดูให้เขาเติบโต เขากลายเป็นเด็กที่สามารถฟังพูดอ่านเขียนภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่นได้ทั้งสองภาษาอย่างที่ฉันและพ่อของเขาหวังไว้ รู้จักมารยาทอย่างคนไทย แต่ก็ไม่เคยลืมมารยาทของคนญี่ปุ่น และไม่เคยลืมรากเหง้าของความเป็นคนจีนในตัวเอง
ที่สำคัญคือ เขารักแม่ของเขามาก ข้อนี้ฉันรู้ดี ฉันอาจจะไม่ได้เป็นแม่ที่ดีเท่าไรนัก แต่ฉันมั่นใจว่าฉันโชคดีที่มีลูกดีที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะมีได้
ความจริงแล้วฉันกังวลและรู้สึกผิดมาก ที่จะย้ายตามแฟนใหม่มาเริ่มต้นใหม่ที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลัง แต่เป็นเพราะมีลูกชายที่โตพอจะช่วยดูแลอาป๊ากับอาม้าแทนฉันได้ ทำให้ฉันตัดสินใจจะเสี่ยงดูอีกสักครั้ง อย่างมากก็กลับบ้าน ฉันคิดแบบนั้น  แต่ตอนนี้ฉันก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าฉันอาจจะคิดผิด…
ความตั้งใจเดิมของฉันคือ มาทำงานอะไรสักอย่าง เพื่อรอจนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นระดับ N1 ให้ผ่านแล้วค่อยขยับขยายหางานใหม่ที่เงินเดือนมากขึ้น แต่การทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤต ที่ชีวิตของคนไข้ทุกคนเหมือนแสงเทียนริบหรี่ที่ใกล้ดับ การทำศพ หรือที่เรียกกันว่า angel care ให้ผู้ป่วยที่มักจะมีรู มีแผล มีสายระโยงระยาง มีเลือดไหลนอง นอนจมทุกสิ่งที่ไหลออกมาจากตัว สร้างความเศร้าและหดหู่ให้กับฉันที่แม้จะทำสุดความสามารถแล้ว แต่ก็ไม่สามารถส่งคนไข้คืนครอบครัวในสภาพที่ดีกว่าการห่อคนไข้ให้เลือดไม่ไหลทะลุกิโมโนออกมาตอนเคลื่อนย้ายได้ เมื่อชีวิตหนึ่งจากไป คนไข้คนใหม่ก็มาแทนที่…ทุกอย่างก็จะวนกลับมา ณ จุดเดิมอีกครั้ง เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีของ Bipolar ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า
มันเหมือนเหมือนผีซ้ำด้ามพลอย
โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เขาพึ่งหลวมตัวเข้าไปทำงานเนื่องจากได้ค่าแรงสูงนั้น ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายเสียเท่าไร ยิ่งนานวันยิ่งรู้สึกว่าแปลก ที่มีแรงงานต่างชาติจำนวนมาก และพวกเขาเหล่านั้นทำงานเกินสิบสองชั่วโมงต่อวันโดยได้ค่าแรงต่ำกว่าที่กฎหมาย แน่นอนว่าในที่แบบนี้ย่อมเป็นแหล่งรวมของคนผู้ไม่มีกมลสันดานที่ดีนัก โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่แผนกเดียวกัน ผู้หมกมุ่นอยู่กับสุรานารี และเรื่องสังสรรค์หลังเลิกงาน หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า ‘โนมิไกเป็นหลัก เรื่องงานเป็นเรื่องรอง’ นั้นสร้างปัญหาให้กับเราสองคนมาก เพราะในวัฒนธรรมองค์กรของชาวญี่ปุ่นนั้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อเจ้านายหรือรุ่นพี่ชวนไม่ควรปฏิเสธ เมื่อปฏิเสธไม่ได้ โนมิไกนี้จึงเกิดขึ้นแทบไม่เว้นแต่ละวัน ลำพังงานก็หนักอยู่แล้ว เลิกงานยังต้องไปนั่งปั้นหน้ายิ้มดื่มกับรุ่นพี่ กลับดึก ตื่นเช้าแล้ววงจรเดิม ๆ ก็หมุนเวียนกลับมาอีก
สำหรับฉันซึ่งเป็นชาวต่างชาตินั้น แม้จะเข้าใจในเรื่องนี้ดี แต่ก็รู้สึกอดแปลกใจไม่ได้ที่เมื่อคนสองคนแต่งงานกันด้วยความรัก สามีที่เป็นหัวหน้าครอบครัวทำงานเพื่อครอบครัว แล้วจำใจต้องไปนั่งกินเหล้าอยู่กับผู้หญิงในสถานอโคจรมากกว่าอยู่กับภรรยาแบะลูกของตัวเอง เพราะเป็นหน้าที่ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เป็นสาเหตุให้หลาย ๆ คู่จบลงด้วยการหย่าร้าง วัฒนธรรมองค์กรที่สร้างความร้าวฉานให้ครอบครัวแบบนี้มีไปเพื่ออะไรกัน?
พวกเราทะเลาะกันบ่อยมากด้วยเรื่องนี้ ฉันไม่ยอม ส่วนเขาก็น้ำท่วมปากปฏิเสธรุ่นพี่ไม่ได้สิ่งนี้ยิ่งเป็นฟืนที่เติมเชื้อไฟให้ส่วนMania ฉันโกรธชนิดที่คุมตัวเองไม่ค่อยได้บ่อยครั้งมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองเรื่องนี้ประกอบกันทำให้อาการ Bipolar ของฉันยิ่งแย่ลงไปอีกฉันขาดงานบ่อยขึ้น รู้สึกว่ามันน่ากลัวและไม่สบายใจมากถ้าต้องออกจากบ้านไปเผชิญโลกภายนอก นอนไม่ได้เลย ถึงหลับก็ได้แค่ช่วงสั้นๆ2-3 ชม แม้ว่าจะใช้ยานอนหลับร่วมกับยาคลายกังวล และยาอีกหลายตัวรวมกันในขนาดสูงสุดที่กำหนดและต้องตื่นมากินอีกในกลางดึกก็ตาม ฉันรู้สึกว่ามันน่ากลัวมากที่ต้องหลับ และต้องตื่นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ก็อยากหลับตลอดเวลาไม่อยากตื่น ไม่อยากทำอะไร และถ้ากินไม่ได้เลย ก็ต้องกินจนอ๊วกโดยที่ควบคุมไม่ได้ ฉันเสียความรู้สึกมีคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ รู้สึกไร้ค่า หมดหวัง และทุกอย่างในชีวิตเป็นความผิดของตัวเอง ในขณะเดียวกันฉันก็โกรธและชวนเขาทะเลาะอย่างไม่มีเหตุทุกครั้งที่กลับบ้านมาเจอหน้ากัน เศร้าในเวลากลางวัน คลุ้มคลั่งในเวลากลางคืน และสุดท้ายฉันก็เริ่มคิดถึงการฆ่าตัวตายที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นมากขึ้น
คุณหมอประจำตัวฉันคิดว่านี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก จึงเขียนใบรับรองแพทย์สั่งหยุดงานสองเดือน สั่งยาให้ใหม่ และเสนอให้ฉันขอรับสวัสดิการของรัฐสำหรับผู้ป่วยทางจิตเวชที่ต้องรับการรักษาเป็นเวลานาน ด้วยสิ่งนี้ฉันจะจ่ายค่ารักษาและค่ายาเพียง 10% จากปรกติที่ต้องจ่าย 30% ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องที่แทบไม่มีข้อเสียเลย เพียงแต่ความรู้สึกสับสนและมองทุกอย่างในแง่ลบตอนนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าการที่ต้องพึ่งพารัฐบาลและถือสมุดประจำตัวของผู้รับสวัสดิการนี้ทำให้ตัวเองเป็นเหมือน”ผู้พิการทางจิต” เป็นคนที่ไม่ควรคบในบ้านเกิดตัวเองและเป็นคนพิการในประเทศที่กำลังอาศัยอยู่ เป็นคนที่โลกใบนี้ไม่มีที่ให้ยืน
ทุกอย่างในสมองปั่นป่วนไปหมด ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกตัวตนที่อยู่กับฉันในตอนนั้นตัวเองในตอนนั้นคือฉันที่ซึมเศร้าหรือฉันที่เป็นManiaกันแน่ ฉันรู้อยู่แค่อย่างเดียวว่าในสภาพนี้เรื่องเลวร้ายจะต้องมาเยือนฉันในไม่ช้า และฉันก็ไม่ต้องรอนานเลย เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากที่เขาไปดื่มกับรุ่นพี่และกลับบ้านมาตอนเช้าของอีกวันหนึ่ง เราทะเลาะกันอย่างรุนแรงไปแล้วก่อนที่เขาจะอาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน ตกดึกเขาหมดสภาพกลับมาและทิ้งตัวลงนอนทันที แต่ฉันกลับไม่ยอม ด้วยความโกรธ ฉันดึงหมอนออกจากหัวเขาครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ยอมให้นอน เมื่อเขาเอาผ้าห่มคลุมหัวฉันก็กระชากมันออก เมื่อปิดไฟฉันก็เปิด เส้นสติของเขาขาดลงในวินาทีนั้น เราเริ่มทะเลาะกันด้วยการลงไม้ลงมือ ฉันมองเห็นใบหน้าอันคลุ้มคลั่งของตัวเองบนกระจกตาของเขา เราทั้งสองดูราวกับปีศาจสองตนที่กำลังต่อสู้กันอยู่ไม่ผิดเพี้ยน
แล้วหลังจากนั้นมันก็เกิดขึ้น ฉันโดนอะไรบางอย่างกระทบเข้าที่หน้าอย่างแรง มันสะเทือนมากเสียจนฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองในตอนนั้น จากนั้นครั้งที่สอง กับครั้งที่สามก็ตามมาติด ๆ กันอย่างรวดเร็ว
ชั่ววินาทีสั้น ๆ ที่แรงกระแทกหยุดไปนั้นเองที่ฉันพึ่งสังเกตเห็นเลือดที่เปื้อนบนหมัดเขา และเมื่อก้มหน้าเอามือแตะจมูก ฉันถึงได้ค้นพบว่านั่นคือเลือดของฉันเอง
ฉันไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหน แต่ตอนนี้มันจบลงแล้ว
ฉันนอนตะแคงอยู่บนพื้น ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวและพร่ามัวเห็นแค่เพียงสีเขียวของอะไรบางอย่างที่ข้อมืออา…กำไลหยกของอาม้า โชคดีจังที่ไม่แตก
เมื่อครั้งที่อาม่า(ย่า)เสีย อาม้าของฉันที่เป็นสะใภ้คนโตจึงเปลี่ยนมาใช้กำไลของแม่สามีตามประเพณีของบ้านเรา ส่วนกำไลหยกวงเดิมที่ท่านเคยสวมนั้นท่านถอดออกจากมือมาสวมให้ฉันแทน
“กำไลวงนี้ป๊าเป็นคนซื้อให้ม้าตั้งแต่เราสองคนแต่งงานกัน ใส่มันติดตัวไว้นะ ให้มันเป็นเครื่องคุ้มครองลูกของม้าให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากโชคร้าย แล้ววันหนึ่งเมื่ออาตี๋แต่งงานลูกก็มอบมันต่อให้สะไภ้ของบ้านเราคนต่อไปนะลูก” ฉันขดตัวงอซบหัวเข้ากับกำไลหยกวงนั้น พยายามซึมซับความอบอุ่นจากมืออาม้าที่ติดอยู่กับมันตั้งแต่วันนั้นให้แทรกเข้าภายในตัว อาป๊า อาม้า หนูเกลียดตัวเอง หนูเหนื่อย หนูเจ็บ หนูท้อ หนูควรจะทำยังไงดี ….
“กลับบ้านเราเลยลูก ลูกสาวคนเดียวป๊าเลี้ยงได้”
ประโยคนี้ไหลเข้ามาในหัวฉันเป็นอย่างแรก ตั้งแต่เล็กจนโตไม่ว่าเมื่อไรที่ฉันมีเรื่อง อะไรก็ตามอาป๊าจะพูดแบบนี้กับฉันเสมอ ยิ่งนึกเห็นภาพอาป๊ายิ้มอ้าแขนรอรับฉันเข้าไปกอด น้ำตาฉันก็ยิ่งไหลไม่หยุด ฉันควรทำยังไงดี ฉันถามตัวเองซ้ำอีกครั้ง
กลับบ้านไปไม่รู้ไม่สนใจ เหลือทิ้งแผลในใจที่สามารถเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นปีศาจอย่างในวันนี้อย่างถาวร แล้วปล่อยให้เขาไปทำลูกสาวใครซักคนร้องให้แบบฉันในอนาคตอย่างนั้นหรือ?
แจ้งตำตรวจจับ ตีตราประวัติอาชญากรบนชีวิตเขา ซึ่งก็จะทำให้แม่ของเขาร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดไม่ต่างกันแบบนั้นรึเปล่า?
หรือจะทนอยู่แบบนี้ต่อไปโดยไม่ทำอะไร ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจต้องลงเอยที่ ทำให้ฉันกลายเป็นศพ ทำให้เขากลายเป็นฆาตกร ทำให้แม่ของเราสองคนเสียใจ และปล่อยให้ลูกของฉันกลายเป็นเด็กกำพร้าแม่
มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ หรือ?
ฉันทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากร้องไห้แล้วคิดวนไปวนมาอยู่นานกว่าที่จะตั้งสติพยายามลุกขึ้นมาสำรวจสภาพความเสียหายของตัวเองได้ แต่ทันทีที่ขยับสีข้างด้านซ้ายก็เจ็บแปลบขึ้นมาเจ็บขนาดนี้ฉันเดาว่ากระดูกซี่โครงน่าจะหัก เลือดกำเดาหยุดแล้ว แปลว่าดั้งจมูกคงไม่เป็นไร ปากแตกนิดหน่อยไม่ร้ายแรง เหลือแค่ที่หน้าเท่านั้นที่ฉันต้องอาศัยความกล้าเป็นอย่างมากในการที่จะเงยหน้าเพื่อดูมัน
เงาของผู้หญิงที่สะท้อนอยู่บนกระจกตอนนี้ ดูเหมือนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับฉัน โหนกแก้มขวาของเธอบวมเป็นลูกขึ้นมาขนาดเท่าลูกปิงปองและโย้ไปด้านข้าง โหนกแก้มซ้ายเป็นสีแดงช้ำดูผิดรูป ใต้ตาทั้งสองข้างเป็นสีม่วง เลือดกำเดาที่เช็ดไปด้านข้างถูกน้ำตาที่ไหลลงมาซะรวมกันหยดลงมาที่คางดูแล้วประหนึ่งเธอร้องไห้ จนน้ำตาเป็นสายเลือด เธอส่งสายตาตำหนิมาหาฉัน ราวกับต้องการให้ฉันยอมรับให้ได้ว่าฉันนี่แหละคือต้นเหตุที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้
ฉันเบือนหน้าหนีจากเธอมองไปยังห้องนอน มองจากจุดที่ฉันยืนอยู่ตรงนี้  แสงไฟดับสนิท คาดว่าหลังจากที่เขาใช้แรงไปจนหมดแล้วเขาน่าจะไม่ตื่นจนถึงเช้า ฉันรู้ดีว่าคนอื่นจะไม่มีวันเข้าใจว่าจุดเริ่มต้นมันมาจากฉัน พวกเขาจะตำหนิและอาจจะมองว่าฉันโง่ในสิ่งที่ฉันกำลังจะทำ แต่ฉันไม่สนใจ ฉันขอเชื่อว่ามันจะมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ ทางเลือกที่ไม่ใช่ฉันเจ็บ เขาเจ็บ หรือใครเจ็บ คนเราทุกคนควรได้รับโอกาสในการแก้ไขในสิ่งที่ทำผิดพลาดไป ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือฉัน ฉันเลือกที่จะเชื่อแบบนั้นก่อนจะก้าวขาออกจากบ้าน
ไฟในป้อมตำรวจยังส่องสว่างอยู่ แต่ภายในว่างเปล่า ไม่มีคน บนโต๊ะมีเพียงโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง มีข้อความเขียนไว้ว่า ถ้ามีเหตุฉุกเฉินให้ใช้โทรศัพท์นี้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่
ฉันรวบรวมความกล้า ยกหูโทรศพท์แล้วแจ้งปลายสายว่า “ฉันถูกทำร้าย” รถตำรวจสองคันมาถึงในไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น ตำรวจหลายนายที่กรูกันเข้ามาในป้อมยามถึงกับผงะไปเมื่อเห็นสภาพฉัน
ฉันถูกพาขึ้นรถมาที่สถานีตำรวจอย่างรวดเร็ว ตำรวจทุกนายปลอบฉันและปฏิบัติกับฉันราวกับฉันเป็นแก้วร้าวที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ ตำรวจหลายนายผลัดกันเข้ามาสอบถามฉันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและแจ้งขั้นตอนการปฏิบัติโดยสุภาพ ตำรวจหญิงเข้ามาในห้องหลังจากนั้น เธอให้ฉันถอดเสื้อผ้าออกเริ่มตรวจร่างกายตรวจร่างกายฉันทุกซอกทุกมุมโดยละเอียด จดบันทึก พร้อมขออนุญาตถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน ตำรวจคนต่อไปที่เข้ามาในห้องต่างไปจากทุกคนโดยสิ้นเชิง สีหน้าของเขาตึงเครียด ดูราวกับมีมวลแห่งความโกรธแค้นหมุนวนอยู่รอบตัวเขา เสียงของเขาเกือบจะเป็นเสียงตวาดตอนที่ฉันแจ้งความประสงค์ว่ายังไม่ต้องการให้จับกุมคนรัก
“ไม่ให้จับแล้วคุณจะมาทำไม”
ฉันตอบไปว่าต้องการแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน หากเกิดอะไรขึ้นกับฉันอีกถึงตอนนั้นจะให้ตำรวจจับกุม
“ถ้าทำได้ครั้งหนึ่งแล้วเขาก็จะทำอีก คุณเห็นสภาพตัวเองหรือยังว่าเป็นยังไง ครั้งหน้าคุณอาจจะไม่ได้โชคดีแบบนี้ คุณอาจจะถึงตายได้นะ พวกเราอยากจับกุมเขา และพาคุณหนีไปที่พักหลบภัยเดี๋ยวนี้” ดูจากสีหน้าท่าทางของตำรวจท่านนี้แล้วฉันเข้าใจว่าเขาคงเคยเห็นผู้หญิงแบบฉันมาแล้วนับไม่ถ้วน เขาถึงมีท่าทีจริงจังมากขนาดนี้ และฉันรู้ว่านั่นเป็นเพราะเขาห่วงในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของฉันนั่นเอง
รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวหรือที่เราเรียกกันว่า DV ( domestic violence ) อย่างมาก มีที่หลบภัยหรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า shelter อยู่ถึง 115 แห่งทั่วประเทศ ภายในนั้นจะมีห้องพักให้มีเครื่องใช้พื้นฐานทั่วไปเช่น ฟูกที่นอน เสื้อผ้า อาหารการกินและของใช้อื่น ๆ ให้ มีแม้กระทั่งสถานอนุบาลรับฝากเด็ก ๆ ผู้หญิงที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นทุกคนสามารถอยู่ที่นั่นได้จนกว่าจะสามารถตั้งตัวและออกไปใช้ชีวิตตามปรกติได้
ข้อมูลเหล่านี้ ฉันรู้มาแล้วเพราะเคยดูจากรายการทีวีมาหลายครั้ง แต่ฉันยังคงยืนกรานว่าจะกลับบ้านและให้โอกาสเขาอีกครั้งให้ได้ ตำรวจจึงให้ฉันกรอกข้อความในเอกสารว่า
“ดิฉันชื่อ … ถูกทำร้ายโดยนาย…ซึ่งเป็นคนรักทำร้ายแต่ยังต้องการให้โอกาสเขาอีกครั้งแต่ถ้าเกิดเหตุทำร้ายอีกครั้งยินดีให้ตำรวจดำเนินการจับกุมทันที”
ตำรวจผู้รับผิดชอบเคสของฉันยังได้ให้เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินไว้ติดต่อได้ทุกเมื่อ และกำชับว่าจะโทรศัพท์มาหาฉันเพื่อเช็คความเป็นอยู่ของฉันเป็นระยะจนกว่าจะแน่ใจว่าฉันปลอดภัยแล้วจริง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าตำรวจที่ประเทศญี่ปุ่นจะทุ่มเทขนาดนี้เพื่อคุ้มครองประชาชน
คืนนั้นฉันกลับบ้านมาด้วยความรู้สึกอุ่นใจ ว่าอย่างน้อยฉันก็ยังมีรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นที่พึ่ง ฉันขดตัวกอดเข่าอยู่ที่มุมกำแพงห้องนั่งเล่นทั้งคืนและผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
เสียงมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งมาจอดหน้าบ้านปลุกให้ฉันตื่น แสงแดดจ้าที่ส่องลอดเข้ามาฝ่านรอยแยกของม่านหน้าต่างบอกให้รู้ว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ฉันยังคงอยู่ในท่ากอดเข่าที่มุมกำแพงห้องและยิ่งเมื่อได้ยินฝีเท้าใกล้เข้ามาก็ยิ่งพยายามถอดหลังเข้าชิดกำแพงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อประตูห้องถูกเปิดออกแล้วเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้น ฉันรู้สึกได้เลยว่าตัวกำลังสั่นอยู่
“กินอะไรรึยัง?” ถุงข้าวที่ถูกยื่นมาตรงหน้าทำให้ฉันมึนงง
”นี่กี่โมงแล้ว แล้วที่ทำงานล่ะ?” ฉันยังไม่กล้าเอื้อมมือไปรับถุงข้าว แต่ก็อดถามไม่ได้ว่าทำไมเขากลับบ้านมาในเวลานี้
“ลาออกแล้ว” เขาวางถุงข้าวลงบนโต๊ะ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาด้วยท่าทางเหมือนคนหมดแรง
“…ห้ะ…?” คำตอบนี้ทำให้สมองของฉันว่างเปล่า ไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองรู้สึกยังไงตอนนั้น
“ลาออกแล้ว” เขายังพูดซ้ำคำเดิม
“…ทำไม..?” ฉันยังนั่งอยู่ในท่าเดิมแต่ความคิดตอนนี้สับสนวุ่นวายไปหมด ไม่รู้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นแค่ในชั่วข้ามคืน
เขาหันหน้ามาที่ฉันก่อนจะตอบว่า “เพราะฉันไม่อยากเห็นเธอร้องไห้” ก่อนที่จะพูดต่อด้วยความอัดอั้นว่า
“แล้วไอ้ที่ทำงานแบบนั้นใช้งานหนักตั้งแต่เช้าจนมืด เสร็จแล้วยังต้องใส่หน้ากากฝืนไปนั่งยิ้มดื่มกับไอ้รุ่นพี่นั่น เสาร์อาทิตย์ก็ต้องไปเที่ยวกับเจ้านาย กลับบ้านมาก็ทะเลาะกับเธอ เห็นเธอร้องไห้ทุกวันอีก ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว”
“ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ? ที่บ้านนี้คือที่เดียวที่ฉันเป็นตัวของตัวเองได้ และเธอคือคนเดียวที่ฉันอยู่ด้วยได้โดยไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหา เพราะอย่างนั้นฉันถึงได้ลาออก”
‘เพราะฉันเลือกเธอ’ นั่นคือคำตอบของเขา
ความเชื่อของฉันกลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว เขาเลือกที่จะแก้ไขในความผิดของตัวเอง แม้ว่าจะต้องทิ้งหน้าที่การงานของตัวเอง
ฉันหลับตาลงปล่อยอะไรบางอย่างที่สว่างวาบขึ้นมาท่วมท้นออกจากหัวใจแล้วรินไหลออกมาเป็นน้ำตา…
แล้วเมื่อลืมตาขึ้น ฉันก็กลับมานั่งอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าอันมืดมิดอีกครั้ง ตัวฉันทั้งสองคนยังคงยืนอยู่ที่นั่น มีแสงสว่างเล็ก ๆ ส่องอยู่ไกลลิบ ๆ ที่เบื้องหลัง ครั้งนี้พวกเธอทั้งสองส่งยิ้มและยื่นมือมาให้ฉันลุกขึ้นยืน ฉันยิ้มตอบพวกเธอทั้งน้ำตาแล้วเราทั้งสามคนก็เดินไปสู่แสงสว่างนั้นด้วยกัน
ท้องฟ้านอกหน้าต่างสว่างแล้ว ฉันลุกขึ้นจากที่นอน รู้สึกเหมือนนอนหลับฝันเห็นละครเรื่องยาว ละครชีวิตที่มีตัวเองเป็นนางเอก ที่ข้างตัวก็ยังมีผู้ชายคนเดิมที่บอกว่าเขาเลือกฉันนอนอยู่ตรงนั้น ฉันเขย่าตัวเขาเบา ๆปลุกให้ตื่น เขาหยิบมือถือขึ้นมาปรือตาดูเวลา
“เจ็ดโมงยี่สิบ ให้เวลาสิบหน้านาทีรีบแต่งตัวซะ เดี๋ยวจะได้ออกไปทำงานพร้อมกัน”
ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดผ่านไปแล้ว ชีวิตของฉันหลังจากนั้นเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เขาได้งานใหม่เป็นพนักงานไปรษณีย์ในเวลาต่อมา บริษัทถูกต้องตามกฏหมายไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังแอบแฝง ไม่มีการยัดเยียดชั่วโมงการทำงานจนสุขภาพร่างกายเสีย การดื่มเลี้ยงสังสรรค์มีบ้างแค่เป็นครั้งคราว และเพราะเป็นคนตั้งใจขยันขันแข็ง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเขาคงได้เลื่อนเป็นพนักงานประจำ
สำหรับฉันแม้แผลกายจะหายแล้วแต่แผลใจยังคงต้องใช้เวลาอีกนาน ฉันยังเก็บตัวอยู่ในบ้านไม่กล้าออกไปไหนอีกระยะใหญ่ ๆ ก่อนที่จะค่อย ๆ ออกจากบ้านและกลับไปทำงานได้ ตำรวจยังคงโทรมาติดตามทุกอาทิตย์ จนครบสองเดือน จึงหยุดการติดตามไปทิ้งท้ายไว้ว่า
“ครั้งนี้ถือว่าคุณโชคดีที่สามารถปรับความเข้าใจกันได้ แต่ถ้ายังมีครั้งหน้าอีกขอให้คิดถึงเรื่องการเลิกรากับคนคนนี้ด้วย”
ฉันเริ่มยอมรับความเจ็บป่วยของตัวเองได้มากขึ้นและตัดสินใจเข้ารับสวัสดิการของรัฐในเวลาต่อมา ค่ารักษากับค่ายาที่ลดลงทำให้ฉันสามารถรับการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอีก
เมื่อกลับไปทำงานอีกครั้งสิ่งที่รอฉันอยู่ก็คือ หัวหน้าฝ่ายบุคคล เอาแบบฟอร์มเบิกเงินทดแทน ในกรณีป่วยมีใบลามาให้กรอก ในกรณีเจ็บป่วยต้องหยุดงานเป็นระยะเวลานาน สามารถเบิกเงินส่วนนี้คืนได้จากประกันสังคม โดยการคำนวนจากภาษีที่เราจ่ายไป โดยมากแล้วจะได้คืนประมาณ 60% ของเงินเดือน
เพื่อนร่วมงาน ทุกคนพร้อมใจกันทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทุกคนยิ้มแย้มทักทาย พยายามชวนคุย พยายามสื่อสารให้ชัดเจนขึ้นในการทำงานร่วมกัน แม้แต่หมอก็ยังขอบคุณและชื่นชมในการทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆของฉัน หัวหน้าเวรพยายามเปิดโอกาสให้ฉันทำงานที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จ โดยมีเพื่อนร่วมงานคนอื่นให้ความร่วมมือช่วยทำงานในส่วนของฉันด้วยเมื่อตัวเองพอจะว่าง แม้แต่เพื่อนร่วมงานสองคนที่ไม่ได้สนิทกันมากนักก็ยังชวนฉันไปกินข้าวด้วย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ทำงานหนักจนหน้าซีดหน้าเหลือง เพื่อฉลองการกลับมาทำงานได้ของฉัน และนั่นก็มีส่วนเป็นอย่างมากที่ทำให้ฉันสามารถยืนขึ้นได้อีกครั้ง
ความสัมพันธ์ของฉันกับเขาหลังเหตุการณ์นั้นดีขึ้นมาก สังคมในที่ทำงานใหม่มีส่วนช่วยลดความตึงเครียดของเขา ทำให้การทะเลาะเบาะแว้งลดลง การใช้กำลังและการทำร้ายร่างกายไม่เกิดขึ้นอีกเลย และเพื่อแก้ปัญหาในการไม่กล้าออกจากบ้านของฉัน เรานอนพร้อมกันและตื่นนอนพร้อมกัน ออกจากบ้านพร้อมกัน ช่วยให้ฉันกล้าออกจากบ้านไปทำงานได้ ในวันหยุดบางครั้งเขาพาฉันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ออกไปในที่ต่าง ๆ ให้ฉันสัมผัสความสวยงามของโลกภายนอก
แน่นอนว่า Bipolar ก็ยังคงอยู่กับฉัน แต่ตอนนี้เรากำลังพยายามหาทางอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ด้วยคำแนะนำของคุณหมอฉันเริ่มเลี้ยงบอนไซเพื่อเป็นการบำบัดจิตใจให้ผ่อนคลาย ฉันเริ่มมองโลกในแง่ดีมากขึ้น ไม่ได้จมปลักอยู่แต่กับความทุกข์เหมือนเก่า คนใกล้ตัวที่สุดของฉันอย่างเขา ยังคงไม่รู้ว่า Bipolar คืออะไร แต่ไม่ว่ามันจะคืออะไรดูเหมือนเขาก็ยอมรับมันได้ และเริ่มหาวิธีที่จะรับมือกับมัน ช่วยเตือนเมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางอารมณ์ของฉัน อย่างเช่น เมื่อฉันเริ่มหงุดหงิด ตาขวาง ชวนทะเลาะอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อฉันมีท่าทีไม่ร่าเริงเหมือนจะซึมเศร้า แม้แต่เตือนให้ฉันกินยาโดยสม่ำเสมอทุกวัน
ชีวิตของฉันผ่านการล้มลุกคลุกคลานมามาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และอาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของมรสุมในชีวิตของฉัน แต่ฉันยังคงพยายามต่อสู้กับมันต่อไป ด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนและสังคมรอบข้าง ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งฉันอาจได้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข

รออยู่ตรงนั้นนะเจ้าความหวังตัวน้อย
ก้าวของฉันอาจจะเล็กและสั้นกว่าคนอื่น
แต่ฉันกำลังเดินไปหาเธอแล้ว

📝 คอมเม้น 評語|Rewat Panpipat

ผู้เขียนสามารถเล่าเรื่องได้อย่างสะทกสะเทือนใจ เล่าเรื่องการต่อสู้ทั้งภายนอกภายในของมนุษย์เล็กๆ ผู้หนึ่ง ภาษาดีและมีวรรณศิลป์

📝 คอมเม้น 評語|Netiwit Chotiphatphaisal

ชีวิตของคนที่มีสองขั้วในตัวเอง ที่ต้องผ่านมรสุมอุปสรรคจากชีวิตของตัวเธอเองและคนรอบข้าง ทั้งต้องเลี้ยงลูกน้อย แม้ว่าโชคดีที่ครอบครัวของเธอจะเจือจุนลูก แต่เธอก็ตระหนักดีว่าจะถอยกลับไปอยู่ในอ้อมอกของครอบครัวไม่ได้ ถ้าเธออยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองและทำให้ชีวิตของเธอและคนรอบข้างดีขึ้น เธอต้องสู้ และเธอก็กล้าชนแบบที่หลายคนไม่กล้า เมื่อสามีทำร้ายร่างกายเธอก็กล้าเรียกตำรวจ จนสุดท้ายชีวิตคู่ของเธอก็ตั้งมั่นจนได้ เมื่อเธอและสามีปรับสมดุลเข้าหากันอย่างเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกันได่ การดำเนินเรื่องเป็นอะไรที่น่าติดตาม มีสลับระหว่างปัจจุบันกับอดีต ชวนให้ติดตาม


📜 兩極 สองขั้ว
👤 สุวีณา สินสุวงศ์

春天的雨水從空中落下並消失,留下的是掉在斑馬線上沾滿泥土又遭人踐踏的櫻花瓣,跟現在的我毫無差別,我看著紅綠燈變換的馬路,我內心的聲音說「衝吧!一衝過去就獲得自由了。」我的右腳顫抖地往前跳,狠狠的與貨車相撞,我聽到骨頭一根一根斷裂的聲音再落地,剛剛沾滿泥土的櫻花瓣被我鮮紅的血跡染色,彷彿重新開花一樣。

「媽媽…媽媽…我想吃冰淇淋。」

稚嫩的聲音把我從夢中叫醒,我四歲的小王子慢慢把臉從圓木桌邊露出來,像小狗狗一樣用撒嬌的眼神充滿了希望的看著我,我快從幻想世界中醒過來,我在幹什麼?喔對了,我們倆到二手市場買桌子,現在我們正要把圓桌帶回家,我搖頭並溫柔的對他笑。

「你兩手搬桌子,怎麼會有多餘的手拿冰淇淋,我們先回家再出來買吧,今天是特別的日子,我讓你一個人吃光光好不好?」「哇!一個人吃光光嗎?不用分半嗎?太好了!我最愛媽媽了。」我兒子閃閃發亮的眼神像刀子一樣的刺傷我的心,「分半」這兩個字是我們母子的口頭禪,我是什麼樣的媽媽?連一支冰淇淋都買不起。

那天下午在我簡陋的套房,當頑皮的兒子正興奮的把積木做成鐵塔時,我把紙箱撕成一片,準備明天跟垃圾一起燒,其實應該叫做廢紙,它已經被我拿來代替飯桌很久了,廢紙的四角骯髒潰爛成一個洞一個洞的,那就是為什麼今天出去買新的桌子的原因。對面房間傳來重重的腳步聲,表示我的先生起床而且準備去上夜班。「爸爸,爸爸看我們的新桌。」我的兒子習慣用日文跟爸爸講話,我規定孩子跟日本人講話要用日文,跟泰國人講話要用泰文,是我將他打好雙語教育的基礎,

「冰箱的咖哩和水是我的別碰!妳應該記得我們的約定,妳和孩子的飯妳要自己買。」他講完就踏出家門並用力的關門。

我生氣的想何止飯啊,房租、水費、電費、瓦斯費都是我付的,還不包含孩子的幼稚園學費,他是從哪來的惡魔才會列出不符合人性的規定,但也就算了反正他對孩子很好。我邊想邊把淡而無味的便當拿出來,上面的標籤說明有效期限是昨天,能怎麼辦呢?還不是因為我打工的便利商店只剩下這幾盒快過期等著被丟掉的便當,其實這違反商店的規定,我也明白,但是畢竟在東京的消費如此高,我必須存活而我的選擇又不多。

我兒子的嘴臉明顯看的出不想吃,還用湯匙把食物翻來翻去,突然間我覺得有黑暗又噁心的東西從我的嘴巴大聲吼出來:「你知道我也很餓嗎?餓極了,但是因為你是我的孩子,所以你一定要比我先吃,而且一定能吃的飽,不論喜不喜歡。」話一說完兒子大大的淚珠就掉了下來,那個畫面把我喚醒,我衝過去抱兒子,不停的跟他道歉,那一餐我們含淚吃飯。

夜深了我還在床上發呆,擔心最近自己的情緒非常不穩定,一下子想死,或是為微不足道的事情生氣而無法控制自己,「我是不是瘋了?」在我身上滾動的聲音把我的念頭打斷,我抬頭看著可愛的兒子翻到我身體的另外一邊,看到這樣的畫面我不禁笑起來,長這麼大還要躺在我懷中,兒子的呼吸節奏又讓我心不在焉,想到今天剛買的二手桌就忍不住想起自己的過去。

我生在泰國華僑的家庭,我的祖先因為泰皇的慈悲才能順利在泰國定居,當我先生跟我求婚時,我媽媽強調:「我把寶貝女兒養這麼大,她一生最辛苦的工作就是拿筷子。」媽媽的意思是她把我呵護的很好,從不讓我吃苦,所以希望我的先生可以好好照顧我,我不確定他對媽媽說的話了解幾成。結婚後,我移民到日本並生下一個兒子,先生的經濟狀況算不錯,我的公公在我結婚那年退休,他開一間小公司,而我的先生也在那裡上班,我們一家三口住在較為安靜的地區,離公車站不遠的公寓,三年不到我就拿到永久居留證了,當時人生過得很順利,我們的木桌是昂貴的桃花心木,不是紙箱或陳舊不堪的桌子,什麼原因造成今天的局面呢?我反覆地問自己,直到不慎睡著。

在我的夢裡,我坐在四面黑暗的地上,左邊有一個女生站著看我,她的面孔跟我一模一樣,只不過她正在哭泣,她面如槁木彷彿世界末日般。「對,都是你的錯。」她顫抖的跟我說。「對,都是你的錯。」另外一個聲音從右邊傳來,長的跟我一樣的女生站在另一頭,她不假辭色的對我說,很奇怪的是,我好像被催眠一樣。

對,也許真的是我的錯,

我看到自己坐在桃花心木桌的旁邊,黏在腿上的兒子比現在還小,那時候應該只有兩到三歲,突然間我先生說想搬去泰國做生意,我非常疑惑,不明白他為何要那樣,畢竟在這裡過的很快樂,有房子、有自己的事業,為什麼要回泰國從零開始?我看到自己對先生大吼大叫,徒勞無功的反對。

畫面切回我在泰國的家,我看到自己仍然在跟先生為了搬回日本而起爭執,那是隔一年的事情,先生在不情願之下把我和兒子搬回日本,存款慢慢少去的同時,他仍然事業無成,而我開始認真學日文,為了申請東京某知名大學的獎學金,當時我的年紀也不輕了,但對於種種的花費以及搬家的辛苦仍然是無知。我不明白為何先生把搬回日本的事情怪在我身上,所以我要支付所有的費用,他只願意支付每月三萬日圓。

我更不明白,為什麼他家財萬貫的雙親會拒絕幫助我的先生?日本家庭的財務制度不是我能夠理解的,因為我是在泰國的華人家庭長大。我和先生吵架、起爭執的畫面不斷的循環,沒有一方願意讓步,那些畫面快速地轉著,最後停在我那簡陋的房間。我坐在圓椅上,面前擺著一張白色的紙,上面日文意思是「離婚證書」,我再次被黑暗圍繞著。

「看到了吧,這是妳的錯。」面帶悲傷的我說。

「是的,這是妳的錯。」生氣的我補充。

「一切都是妳的錯」「一切都是妳的錯」「一切都是妳的錯」我的兩個聲音合而為一,把我深深的吸進黑洞裡,我儘量張開嘴求救,但卻發不出聲音。突然有一隻手把我從黑暗中拉起。

「做惡夢嗎?剛剛妳用力的掙扎。」一個男生把我從惡夢中喚醒。

我起身慢慢觀察環境,慢慢的想,我在一間陌生又熟悉的房間,有一個穿著睡衣臉上充滿了睡意的男生在我旁邊。「怎麼了嗎?如果沒事就睡覺吧,明天早上七點我還要上班。」講完他就躺下很快便睡著了,讓疑惑的我一個人坐在房間裡。

我的手摸到某些東西,我拿起來發現是一堆藥包,上面註明我的名字,啊…一切都是夢。最後喚回我的意識,原來是夢中的惡夢,可能要請醫生幫我換別的安眠藥了。

我回想剛剛的夢,其實是十幾年前的事情了,在我畢業並考上日文二級之後,我的先生提出離婚的要求,他要留在日本,而我帶著兒子回泰國。對於上一段婚姻的痛苦和失望,讓腦部的化學反應失衡,醫生診斷我得了雙向性情感障礙,也稱為Bipolar(躁鬱症),我的情緒不穩定,就像海中的大波浪一樣,身體裡似乎還有另外兩個人。

其中一個我得到了憂鬱症,把每件事情都往負面思考,生命無價值,導致企圖自殺成為司空見的事。另外一個我是躁症,是跟憂鬱症完全相反,情緒高亢,哈哈大笑,花錢如水,精力旺盛,無法控制自己的怒氣。現在泰國人常常把憂鬱症當作辱罵,看不起、嘲笑別人,有的人說不要跟患者交朋友,因為危險又可怕,完全不顧慮我們的感受。這十幾年來,我吃了無數的藥,換了無數的心理醫生,許多醫生告訴我,我的症狀無法痊癒,只能維持這樣的狀態,或是讓我的症狀與正常人最相近。

過去這段期間,有很多男人出現在我生命中,但是我的情緒往往把那些人甩開,但不是正躺在我旁邊的男人。

剛開始他跟其他過客一樣,在我情緒穩定的時候,我們兩個過得幸福快樂。然而當我犯躁鬱症的時候,暴躁的情緒讓我們吵架,很多時候我們吵到兩敗俱傷。但是他不放棄,反而試著理解我,最後他終於認識我的雙重人格,。雖然他沒有直說,但是我知道他明白我的情緒如此暴躁不穩定,是因為我生病了。

某一次激烈爭執,我火冒三丈無法控制怒氣的罵他,最後他終於受不了並大聲的回我:「我討厭妳,討厭這樣的妳,走開!給我滾開!給我消失!把我認識的妳還給我!還給我!」我聽到他顫抖的聲音,我知道他哭了。

我的憤怒和難聽的話被那些話給停住了,我的淚水從內心深處流出,那一秒鐘,我發現我一輩子在尋找的人已經出現了,只剩下如何跟自己奮鬥才能保住這麼好的人。這位男生了解真正的我,還能夠接受,這就是我願意跟著他來日本的原因,雖然不知道我們的未來會如何。

手機震動聲告訴我有新訊息,圖片是拜拜的供品「新正如意,新年發財,不要忘記我的紅包喔,最愛媽媽了!」是我的兒子,應該正在幫我媽媽準備拜神的東西才會這麼晚傳簡訊給我,從這麼遠的地方跟我要紅包,真的是愛錢鬼!

我看了訊息忍不住笑出來,夢裡還躺在懷中的小孩,今年我的兒子已經是高中生了,他能夠毫無傷害的渡過父母的離婚問題,我承受的痛苦根本沒有影響他的人生。「媽媽還是媽媽,爸爸依舊是爸爸,無論如何都無法改變,如果爸爸交新的女朋友或是媽媽交新的男朋友,我也能隨時打招呼。」他常常這麼說。雖然在單親家庭長大,但是有我、我的父母和其他親戚幫忙扶養,他成為一個精通泰文和日文的孩子,懂得泰國人的禮儀,也不忘記日本人的謙虛,更不會忘記華人的文化。最重要的是他非常愛媽媽,這點我很清楚,雖然我不是模範媽媽,但是我有信心生出很棒的兒子。

事實上我猶豫又懊悔跟新的男朋友回到日本,再次重新開始人生,把家人拋棄在後頭。因為我的兒子已經長大,可以幫忙照顧我的父母,所以我決定再次冒險,大不了就回家,我是這麼想。但現在我開始後悔了…… 我的初衷是來日本找工作,如果順利通過日文N1考試,我再找比較高薪的工作。但是我卻在加護病房當護士助理,每位病人的症狀都不樂觀,命危旦夕,我幫忙處理全身滿滿傷口,一條條管線繞著的遺體,讓我感到難過又沮喪。我已經盡力了,但最後還是無法好好的把病人完美無缺的交還給家人,我只能好好的包著遺體,在移動遺體時儘量不要讓血滲透出來。

當一個生命結束了,新的病人就來代替,這樣循環著是刺激躁鬱症的因素。

不過,命運一再捉弄我,當他因為薪水誘人而不小心到一間汽車零件工廠上班,看起來不是什麼合法的企業,時間久了更覺得奇怪。有許多外勞一天工作超過十二小時,卻拿到比法律規定還低的薪水。當然,這就是一群不務正業的人聚集在一起的地方,尤其同一個部門的前輩們,迷戀於酒精、女人以及下班後的聚餐。日本人把酒局放第一,工作是第二,這樣的生活造成我們的問題。因為日本人的文化,酒局是非常重要的,當老闆或前輩要求就不應該拒絕,無可否認的,每天都會有酒局。光工作量就夠累了,下班還要陪前輩喝酒又很晚回家,早上起來又重複循環昨天的生活。

而我身為外國人,雖然了解這樣的文化,但是無法懷疑當兩人因為愛而結婚,身為家庭領導者的他,非得要陪其他女生喝酒多過陪自己的太太和孩子,全都是因為「義務」兩個字。最後往往是讓夫妻走上離婚這條路,造成婚姻破裂的文化為何需要存在?

我們常常因為這件事情吵架,我不會讓步,而他也無法拒絕前輩,這更讓我的躁症發作。我越來越無法控制我的怒氣,這兩件事情讓我的躁鬱症更加嚴重,我常常請病假,我感到害怕而且不太敢出門,無法入睡,每次睡覺只能睡2到3小時。雖然吃安眠藥和紓解壓力的藥還有其他種種藥物,已經達到最高的劑量了,但晚上還是要起來吃藥.

。我覺得晚上睡覺隔天起床很可怕,我想一直睡下去不要醒過來,什麼都不想做,我覺得我的人生無望,沒有價值,所有發生的事情都是我的錯。同時我很生氣也無理的和先生吵架,每當回到家都會吵架,白天沮喪,晚上發瘋,最後我開始計畫自殺。

我的醫生認為這是不好的訊號,所以開證明建議我停工兩個月,並開藥給我,然後建議我申請政府給長期需要治療心理疾病患者提供的補助,因為這樣我只需要支付醫療費用大概百分之十,平常要付百分之三十。其實都沒有什麼損失,只是覺得困惑和有負面的想法,那時候我認為依靠政府的補助和隨身攜帶社會福利證書,好像自己是「精神殘疾」。在泰國應該不會有人跟我交朋友,在日本就是殘疾人士,在這個世界上沒有立足之地。

我的腦海裡非常混亂,根本不知道當時的我是憂鬱症還是躁鬱症,我只知道不久的將來會有不好的事情發生,而且真的不久。這件事情發生在他跟前輩出去喝酒,隔天早上才回家,在他洗澡準備去上班前我們已經大吵一架。晚上他很累的躺在床上準備睡覺,當時我不願意,在怒氣中一次又一次用力拉下枕頭不讓他睡覺。當他用棉被蓋頭部的時候,我就把它扯下來。當他關燈,我就開燈。他理智線在那一刻斷掉了,我們開始拳打腳踢,我看到他的眼神充滿憤怒,我們倆看起來像惡魔在打鬥。

接下來我好像被某樣東西狠狠打到臉,我根本不知道發生什麼事,第二第三次的重擊接連發生。在撞擊力停止片刻,我才發現他拳頭上的血跡,我低著頭用手擦一下鼻子,才發現是我的血。

我不知道時間過了多久,但現在已經停止了。

我趴在地上,眼前的畫面有點模糊,只看到手腕上的綠光,是媽媽的玉鐲,幸好沒有碎掉。

我的祖母過世時,我媽媽是大媳婦,根據傳統必須使用婆婆的手鐲,而原本的玉鐲就變成我的。「這個玉鐲是我們結婚的時候,妳爸爸買給我的,妳要帶著它讓它保護妳,不讓妳受傷害。如果妳兒子結婚那天,妳要把這個玉鐲傳給妳的媳婦,讓它傳承下去。」我把玉鐲貼在我頭上,吸取媽媽的溫暖,爸爸媽媽,我討厭自己,我累了,我受傷了,我該怎麼辦?

「回家吧!一個女兒我養得起。」這句話馬上出現在我的腦海裡,從小到大不論發生什麼事,爸爸都會這麼說。越看到爸爸雙手打開的畫面,我的淚水越無法停止,我該怎麼辦?我不斷的問自己。

難道我要回家當做什麼事都沒發生,留下心裡的傷口,讓他變成永久的惡魔,然後繼續傷害別人的女兒嗎?如果報警留下人生的污點,這樣他的媽媽也會跟我一樣痛苦吧?還是我繼續忍耐,最後我應該變成一具屍體收場,而他就變成犯人,我們雙方的母親也會難過,而我的兒子就會成為孤兒。真的沒有別的辦法了嗎?

除了哭之外我什麼都不能做,回想了好幾回才能集中精神站起來,看看自己身上的傷口,但一動身就會痛,我猜應該是肋骨斷掉了,鼻血停了表示鼻樑應該沒斷,嘴巴破了但沒事。只剩下臉部,我需要很大勇氣抬頭看。

一個女人的影像反映在鏡子中,對我來說好像是陌生人,右邊的顴骨腫起來差不多像乒乓球那麼大,左邊的顴骨有血塊,眼袋瘀青,擦掉的鼻血順著淚水流到下巴,感覺淚流滿面。鏡子中的女生用眼神責備我,彷彿要我承認我一切都是我引起的。

我往臥房看,從我這個角度看,燈光昏暗,我猜在他使盡全力後應該睡到天亮。我知道別人無法理解這件事情是我引起的,他們可能會批評並認為我愚蠢,但是我不在乎,我相信還有更好的選擇,不是我或他或任何人會痛苦的選擇,每個人都有被原諒的機會,不論是他或我,我是這麼相信著所以跨出家門。

交番的燈還亮著,但裡面卻是空的,座位沒有人,桌上只有電話,上面有紙條寫著如果有緊急事故,請用電話與警察連絡。我鼓起勇氣拿起電話並告訴對方「我遇害了。」兩台警車在不久後抵達,多名警察看到我的時候表情都很驚訝,我馬上被帶上警車。每位警察安慰我,好像我是隨時會破碎的玻璃。警察輪流上前詢問事情的經過,並有禮貌的告知程序。之後女警進來了,她請我脫光衣服並仔細檢查我的身體,做筆記並取得拍照許可,用以作為存證。

下一位警察跟別的警察不一樣,他的臉部表情嚴肅,感覺在生氣。當我說不需要逮捕我的愛人時,他的音量充滿了怒氣。「不抓他那妳來幹嘛?」我說我只是想要報警並留下紀錄,如果下次這樣的事情再發生的話再逮捕他。

「如果有第一次就會有第二次,妳有看現在的妳嗎?下次妳可能沒有這麼幸運,也許會沒命,我們想逮捕他,也可以帶妳去安全的地方。」看著警察的表情,我知道他見過無數個像我一樣的女人。他的態度非常認真,我知道這是因為他擔心我的安全。

日本政府關注家庭暴力問題,我們稱之為DV(domestic violence),全國有提供115間安全庇護所,裡面有臥房提供一些基本用品,如床、衣服、食物和其他,甚至有托嬰中心,讓有困難的媽媽可以住在這裡,直到能自力更生再出去過正常的生活。

這些資訊我知道,因為之前常常看到電視宣傳,不過我堅持回家並給他一次機會,警察要求我填寫文件,內容是:「我的名字是…..受到先生攻擊,但我願意給他機會,如果類似狀況再次發生,我同意警察逮捕他。」負責我案件的警察還提供我緊急聯絡電話,強調說會定期打電話關心我的狀況,確認我真的安全了,我從來沒有想過日本的警察會這麼保護人民的安全。

那晚我安心的回家,至少有政府可以依靠,我在牆角躺下不小心睡著了。停在我家門口的機車聲把我叫醒,從窗簾縫隙滲透進來的陽光告訴我現在差不多中午了。我仍然屈膝睡在角落,聽到腳步聲我就越往牆邊靠。當家門被開起,看到他站在哪邊,我感覺到我身體在發抖。「吃東西了嗎?」眼前的便當讓我疑惑。

「現在幾點了?工作呢?」我不敢伸手去拿便當,但也忍不住問他為什麼現在回家。「我離職了。」他把便當放在桌上後坐在沙發。「啊?」這個答案讓我腦袋一片空白,不知道是什麼感覺。

「我離職了。」他再重複一遍。

「為什麼?」我還是原本的姿勢但是腦袋充滿了疑惑,不知道過了一個晚上發生什麼事情。

他轉過來跟我說:「因為我不想看到你哭。」並繼續說:「而且那份工作要從早做到晚,下班要戴面具陪那些前輩喝酒,六日還要陪老闆出去玩。回來還要跟妳吵架,每天看妳哭,我受不了了。」「難道妳還不明白嗎?我只有在家的時候才能做自己,而且跟妳相處我不需要戴面具,所以我才離職,因為我選擇妳。」那是他的答案。

我的信念終於成真了,他選擇改變自己的過錯,雖然要放棄自己的事業。我閉上雙眼,淚水從內心深出流出來,當我張開雙眼,我看到自己坐在空曠又黑暗的地方,兩個我還是站在那裡,遠方有一道光芒照過來。這次兩個我對我笑,並伸出雙手把我拉起來,我含淚著對她們笑,我們三個走向那道光。

窗外的天空亮了,我從床上起身,感覺是做了長夢,看了很長的連續劇,而我是女主角。旁邊依舊有一個說選擇我的男人躺在身邊,我輕輕的把他搖醒,他睜開眼睛拿起手機看時間:「七點二十了,給你十分鐘趕快打扮,等等一起出門上班。」人生的低潮已經過去了,之後我的人生慢慢往正面發展,他應徵到新的工作當郵差,是一間合法的公司,沒有被迫加班傷害身體,偶爾有聚餐,而他努力又認真的態度,相信幾年後他一定可以升遷。

對我來說雖然身傷的傷口已經癒合,但是心裡的傷口也許需要一段時間。有一大段時間我仍然躲在家裡不敢出門,慢慢的有勇氣出門甚至出去上班。警察在兩個月期間每個禮拜定期打給我,最後他跟我說:「這次算妳幸運可以和好,如果還有下次,希望妳能為這婚姻做打算。」我開始接受我的病況,並決定接受日本的社會福利,我可以沒有壓力的支付治療和醫藥費用,也可以安心的接受長期治療。

當我回到工作崗位,等著我的是人事部主任,她把補助的申請表格給我,請病假必須填請假單。如果需要長期請假,也可以向社會福利單位申請補助,補助金從繳交的稅金計算,大部分可以申請到薪水的百分之六十。

每位同事都對我很好,面帶笑容的跟我打招呼,試著跟我講話和溝通,連醫生都感謝和稱讚我一步一步的改變。組長讓我有機會完成自己的工作,其他同事在空檔期間也會伸出援手,連跟我不熟的兩位同事為了慶祝我能夠回來正常上班,偶爾也會約我吃飯,明明她們都快被工作擊垮了。這種種都是我能夠再站起來的動力。

自從發生那件事情之後,我跟他關係越來越好,工作環境有降低他的壓力,吵架次數也越來越少,再也沒有拳打腳踢的狀況發生。為了解決我不敢出門的問題,我們一起睡、一起起床、一起出門,讓我敢出門上班,假日時他騎機車載我到處玩,讓我重新接觸世界的美好。

當然,躁鬱症還是跟著我,但我們儘量找到彼此的平衡點,醫生建議我種盆栽以紓解壓力,我開始往正面思考,不像以前一樣整天悶悶不樂。與我最親近的人仍然不知道什麼是躁鬱症,但不管那是什麼似乎都可以接受,並尋找解決方法,在我情緒開始不穩定時提醒了我,例如:當我開始不開心、無理取鬧的時候,或我開始悶悶不樂、憂鬱症快發作的時候,他每天提醒我吃藥。

我的人生經過了許多波折,這不是第一次,應該也不是最後一次。但我努力的克服它,有社會和身邊人的協助,我希望有一天我可以過著快樂的日子。

渺小的希望請你等著我
我的腳步也許比別人短
但是我正在朝著你前進


📝 คอมเม้น 評語|Rewat Panpipat

筆者寫的非常有感觸,把一個人與外界跟內心的奮鬥描述的很棒,文章流暢妙筆生花

📝 คอมเม้น 評語|Netiwit Chotiphatphaisal

人生有兩極,需要克服自己的困境和身邊人的相處模式,孩要帶小孩,雖然她很幸運有假人的幫忙,但她也明白無法回到家人的懷中。如果她希望自己能夠改變並希望自己的人生和親近的人越來越好,她就要站起來,她比其他人還更用敢。被先生家暴的時候也敢報警,最後她仍然能夠維持自己的婚姻,當她跟先生願意面對面和協的互相了解,故事有趣,把過去和現在的時空交換敘述的文情並茂