รักแท้ (Soul mate)

🇹🇭 2020 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 🇹🇭

📜 รักแท้ (Soul mate)
👤 นายศักดิ์สิทธิ์ กุลวงษ์

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ปี 2013 คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต หลังจากที่ผมได้ตัดสินใจเดินทางสู่ไต้หวันเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น นอกเหนือจากวิชาความรู้และใบปริญญาที่หวังจะได้รับจากมหาวิทยาลัยแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเรียนรู้และคาดหวังว่าจะได้ติดมือกลับไปหลังจากเรียนจบคือเรื่องของ “ภาษา” และ “วัฒนธรรม” ซึ่งคงไม่ต่างอะไรจากนักเรียนไทยหรือนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ ที่ดั้นด้นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาหาประสบการณ์บนเกาะที่สวยงามแห่งนี้ เช่นกัน

การเรียนรู้ภาษาจีนและวัฒนธรรมไต้หวันของผม เริ่มต้นขึ้นจากห้องเรียนภาษาจีน ที่ทางมหาวิทยาลัยได้จัดให้เรียนฟรีสองคอร์ส และทุกครั้งหลังจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ภายในห้องเรียน ครูผู้สอนมักแนะนำให้นักเรียนต่างชาติอย่างพวกเราออกไปเผชิญสถานการณ์จริงนอกห้องเรียน เพื่อฝึกฝนภาษาพร้อมกับเรียนรู้วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนที่นี่ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นการเรียนที่สนุกสนานและน่าตื่นเต้นเลยทีเดียว นอกจากนี้ครูยังแนะนำให้ฝึกเรียนรู้จากสถานการณ์ที่หลากหลาย ในสถานที่ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นจากการเดินทาง การซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งในร้านอาหารที่เราไปนั่งทานอยู่เป็นประจำ และการเรียนรู้จากสถานการณ์ในร้านอาหารนี่เอง ที่ทำให้ผมได้มารู้จักกับพี่คนไทยคนหนึ่ง ซึ่งเธอทำงานที่ไต้หวันและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาเป็นระยะเวลานานเกือบยี่สิบปี จะด้วยความบังเอิญ ความไฝ่รู้ของผม หรือเพราะโชคชะตาก็ไม่อาจรู้ได้ ที่ทำให้เราสองพี่น้องได้มารู้จัก พูดคุย สนิทสนม และได้แบ่งปันเรื่องราวชีวิตของกันและกันด้วยความถูกชะตามาตลอดระยะเวลาหลายปีทีเดียว

เรื่องราวชีวิตของ “พี่อั้ม” ผู้หญิงตัวเล็ก วัยกลางคน ผิวขาวเหลือง ผมสั้น ตาชั้นเดียวคนนี้ หากมองจากลักษณะหน้าตาและผิวพรรณแล้ว คนไทยด้วยกันจะเดาออกทันทีว่าเธอคือสาวเหนือ เดินทางมาจากดินแดนล้านนาอย่างแน่นอน และผมก็เดาไม่ผิดเพราะบ้านเกิดของพี่อั้มอยู่ที่จังหวัดลำปาง แต่สิ่งที่ทำให้เธอดูแตกต่างจากผู้หญิงเหนือที่ผมเคยรู้จักอย่างชัดเจน คือบุคลิกที่เต็มไปด้วยความห้าวหาญ ทั้งกิริยา วาจา และท่าทาง รวมทั้งการแทนตัวเองว่า “ผม” และลงท้ายด้วย “ครับ” ทุกครั้งในขณะสนทนา แต่สีหน้าและแววตาของพี่อั้มนั้นสัมผัสได้ถึงความซื่อสัตย์และจริงใจอย่างที่สุด ใช่แล้วครับ! เธอเป็นสาวหล่อ หรือจะพูดตรงๆ คือ “ทอมบอย” ผู้ที่ยอมอุทิศเวลาเกือบทั้งหมดของชีวิตเพื่อเฝ้าติดตามดูแล และเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่เธอรักมาแสนนาน วันหนึ่งหลังจากที่ผมทานข้าวกระเพราหมูสับไข่ดาวอย่างเอร็ดอร่อยหลังจากที่ไม่ได้ทานมานาน ผมได้นั่งคุยกับพี่อั้มที่ร้านอาหารไทยแห่งนั้นซึ่งใกล้กับมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ ในเขตไถหนาน เราสนทนากันอย่างสนุกสนานและแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ กันอยู่นานพอสมควร จึงทำให้ผมได้เรียนรู้วิถีชีวิตของพี่อั้ม คนไทยซึ่งย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำมาหากินที่ไต้หวันด้วยความยากลำบาก และการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตัวเองในแบบที่ผมคาดไม่ถึงเลยทีเดียว แต่กระนั้นเธอกลับทำให้ผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ในชีวิตเธอเลยแม้แต่น้อย ตราบใดที่มันทำให้เธอได้อยู่ใกล้ชิดคนที่เธอรัก ได้คอยติดตามดูแล มันก็คุ้มค่าพอที่จะทดแทนทุกความรู้สึกภายในใจของเธอได้

พี่อั้มกับ “พี่รุ้ง” ผู้หญิงหน้าตาสวยคม ผมยาว รูปร่างสูง อุปนิสัยใจกล้าและเด็ดเดี่ยวเป็นที่สุดคนนี้ เคยทำงานในสายการผลิตด้วยกันในโรงงานอุตสาหกรรมย่านสมุทรปราการก่อนย้ายมาทำงานที่ไต้หวัน ความรักของเธอทั้งสองเกิดขึ้นที่โรงงานแห่งนี้ และด้วยความสวยประกอบกับความมีเสน่ห์ของรุ้ง จึงทำให้มีหนุ่มๆ หลายคนแวะเวียนเข้ามาขายขนมจีบอยู่เป็นประจำ แต่ท้ายที่สุดอั้มคือคนที่ได้อยู่ในหัวใจและเคียงข้างเธอตลอดมา เรื่องราวความรักของคนทั้งคู่ดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างเปิดเผยเป็นระยะเวลานานหลายปี จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงได้เข้ามาเยือนและถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักของทั้งคู่ได้อย่างดีทีเดียว ในช่วงปี ค.ศ. 2003 รุ้งตัดสินใจเดินทางมาทำงานในโรงงานที่ไต้หวัน โดยผ่านการจัดการจากเอเจนซี่ และในโรงงานแห่งนี้เองทำให้รุ้งได้รู้จักกับ “หงส์” หนุ่มไต้หวันหน้าตาดี สูง โปร่ง และซื่อ ระยะเวลาและความใกล้ชิดของคนทั้งสอง ทำให้เกิดเป็นความรักในที่สุด สำหรับตัวหงส์แล้ว รุ้งคือผู้หญิงที่เขาต้องการแต่งงานมาเป็นภรรยาและอยู่กินกันฉันท์ครอบครัว ส่วนรุ้งผู้หญิงที่ค่อนข้างมีประสบการณ์ชีวิตและผ่านความรักมามากมายหลายรูปแบบเมื่อเทียบกับหงส์ หลังจากที่ผมได้พูดคุยกับพี่รุ้งจากการแนะนำของพี่อั้ม จึงทำให้ผมเข้าใจวิธีคิดและทัศนคติในการใช้ชีวิตของพี่รุ้งพอสมควร ส่วนหงส์นั้นนอกจากจะอายุน้อยกว่ารุ้งแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างหัวอ่อน เชื่อคนง่าย ตรงไปตรงมา และเป็นคนคิดอะไรไม่ซับซ้อน เมื่อรุ้งทำงานที่ไต้หวันย่างเข้าสู่ปีที่สาม และเป็นช่วงเวลาที่ความรักกำลังถูกฟูมฟักกับหงส์อย่างเต็มที่ ในที่สุดทั้งสองก็ตกลงจะใช้ชีวิตร่วมกัน และเมื่อรุ้งกำลังคิดจะตัดสินใจแต่งงานกังหงส์ คนแรกที่เธอนึกถึงก็คืออั้ม เธอกังวลอย่างหนักว่าจะอธิบายเรื่องนี้กับอั้ม คนที่รักและรอคอยเธออยู่ที่เมืองไทยอย่างไรดี จะเริ่มต้นจากจุดไหน จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น และชีวิตของอั้มจะเดินต่อไปอย่างไร คำถามต่างๆ เหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวเธอเต็มไปหมดจนทำให้เธอตกอยู่ในภาวะนอนไม่หลับ วิตกกังวล และเครียดอย่างรุนแรง แต่ด้วยความที่เป็นคนใจแข็งเด็ดเดี่ยว เธอจึงตัดสินใจเดินทางกลับไทยเพื่อไปบอกเรื่องนี้กับอั้มด้วยตัวเองและเพื่อกลับไปคุยกับพ่อและแม่ที่บ้านเพื่อเตรียมการเรื่องการแต่งงานของเธอกับหงส์

หลังจากที่รุ้งได้บอกเรื่องราวทั้งหมดกับอั้ม มันทำให้อั้มถึงกับเข่าทรุด ร้องไห้โฮ ฟูมฟาย ตีอกชกตัว และตัดพ้อต่อว่ารุ้งอย่างหนักว่าทำแบบนี้กับเธอได้อย่างไร ผมเองไม่รู้ว่าในตอนนั้นความเสียใจของพี่อั้มมันมากมายขนาดไหน แต่สิ่งที่รับรู้ได้ในขณะที่เธอกำลังเล่า คือ น้ำตาคลอ มือสั่น เสียงสั่น จนเธอต้องหยุดถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วจึงเล่าต่อ ในตอนนั้นพี่อั้มทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก ข้าวไม่ยอมกิน และไม่ยอมไปทำงานจนในที่สุดนายจ้างต้องให้ออกจากที่ทำงาน ร่างกายทรุดโทรมและเสียใจจนถึงขั้นใช้มีดกรีดแขนทำร้ายตัวเอง สำหรับตัวรุ้งเองก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย แต่หลังจากได้รับคำปรึกษาจากพ่อกับแม่จึงทำให้เธอได้สติคิดหาหนทางในการแก้ปัญหาได้ เธอจึงตัดสินใจกลับมาพูดคุยและอธิบายเพื่อช่วยกันหาทางออกกับอั้มอีกครั้งหนึ่ง บทสรุปของเรื่องนี้คืออั้มยอมทำความเข้าใจกับการแต่งงานเพื่อการมีชีวิตครอบครัวของรุ้ง แต่ภายหลังการแต่งงานรุ้งได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะพาอั้มไปอยู่ด้วยกัน อยู่กับครอบครัวของเธอในฐานะญาติพี่น้องที่สนิทกัน เพราะนี่คงเป็นเหตุผลเดียวที่จะทำให้หงส์เข้าใจได้ง่ายที่สุด และทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น รุ้งได้พาอั้มเข้ามาอาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอกับหงส์หลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานกัน และบ้านที่หงส์อาศัยอยู่นั้นเป็นทาวน์เฮ้าส์สามชั้น อยู่กันสองครอบครัว คือครอบครัวของหงส์กับรุ้ง และครอบครัวของพี่ชายกับพี่สะใภ้ของเขา อั้มเล่าให้ฟังด้วยความรู้สึกคับอกคับใจอย่างเห็นได้ชัดว่า พี่ชายกับพี่สะใภ้ของหงส์คู่นี้มีนิสัยเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ และมีความร้ายกาจอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ทำให้อั้มสรุปเช่นนั้นก็เพราะบ้านหลังนี้ซึ่งหงส์กับครอบครัวของพี่ชายได้อาศัยอยู่ด้วยกันมาหลายปีก่อนที่หงส์จะแต่งงานกับรุ้ง และหงส์เป็นคนออกเงินซื้อและผ่อนกับธนาคารด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขามาโดยตลอด แต่เหตุที่ต้องใช้ชื่อพี่ชายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพราะหงส์ติดปัญหาไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารได้ และด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจพี่ชายแท้ๆ ที่คลานตามกันมา ประกอบกับความซื่ออันเป็นทุนเดิมของหงส์ จึงทำให้ครอบครัวของเขาต้องประสบชะตากรรมอย่างที่ไม่ควรจะเกิด

ทั้งสองครอบครัวอาศัยอยู่ด้วยกันด้วยความสัมพันธ์แบบกล้ำกลืนฝืนทนกันมาจนครบปีที่สี่ รุ้งกับหงส์มีลูกด้วยกันสองคน คนโตเป็นผู้หญิงคนเล็กเป็นผู้ชาย ซึ่งอั้มช่วยเลี้ยงดูด้วยความรักและทะนุถนอมราวกับลูกในไส้ของเธอ ตัวของอั้มถึงแม้จะอยู่ในฐานะผู้อาศัย แต่รายได้ที่เธอหามาเกือบทั้งหมดจากการทำงานรับจ้างทุกประเภท จะถูกนำเอามาจุนเจือเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ภายในบ้าน บางครั้งครอบครัวของพี่ชายหงส์ก็ช่วยออกค่าใช้จ่าย แต่หลายครั้งกลับแกล้งลืม ซึ่งเธอไม่อยากปริปากทวงถามให้เป็นเรื่องเป็นราวกันบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะเธอไม่เคยทวงถาม เพราะเธอเคยทำเช่นนั้นมาแล้วแต่กลับถูกต่อว่าและถูกขู่เสมอมาว่าจะเรียกให้ตำรวจมาจับ เนื่องจากตอนนั้นอั้มอยู่ในฐานะผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งพอได้ฟังถึงตรงนี้แล้วผมรู้สึกอึ้งและตกใจกับเรื่องราวชีวิตของเธอไม่น้อย ด้วยเหตุนี้เธอจึงทำได้เพียงหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงหรือทะเลาะวิวาทกับครอบครัวนี้จะดีที่สุด แม้ว่าต้องใช้ความอดทน อดกลั้นมากแค่ไหนก็ตาม เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้เธอได้อยู่กับรุ้งและได้ช่วยรุ้งดูแลลูกๆ ของเธอต่อไป จากเหตุการณ์ที่มีปากเสียงกันบ่อยครั้ง หนักบ้างเบาบ้าง จนท้ายที่สุดครอบครัวของรุ้งกับหงส์และอีกสามชีวิตต้องระหกระเหินออกจากบ้านของตนเอง บ้านที่สามีของรุ้งจ่ายเงินซื้อและผ่อนธนาคารมาทุกเดือน แต่ด้วยความหัวอ่อน ไม่เข้มแข็งและไม่เด็ดขาดของหงส์ จึงทำให้ครอบครัวต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้อั้มรู้สึกเป็นห่วงรุ้งมากขึ้นเพราะเธอรู้แล้วว่าหงส์อาจจะไม่สามารถปกป้องรุ้งและครอบครัวได้ตลอดรอดฝั่ง

ครอบครัวของรุ้งได้ย้ายออกมาอยู่ในเขตชานเมืองแถวชีกู๋ (Qi-gu) ซึ่งที่นี่เป็นบ้านหลังเก่าของพ่อกับแม่หงส์ที่ท่านได้อาศัยอยู่จนวาระสุดท้าย และได้ถูกทิ้งร้างมานานหลายปีหลังจากท่านทั้งสองได้เสียชีวิตลง ลักษณะเป็นบ้านชั้นเดียวมุงด้วยกระเบื้องสี ตัวบ้านก่อด้วยอิฐมวลเบาสีแดงทั้งหลังและมีพื้นที่สวนหลังบ้าน ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมบ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นบ้านแบบคนจีนสมัยโบราณโดยแท้ ตอนนั้นทุกคนในครอบครัวต่างช่วยกันบูรณะ ซ่อมแซม และทาสีใหม่เพื่อให้สามารถอาศัยอยู่ได้ และค่อยๆ ปรับปรุงต่อเติมทีละเล็กละน้อยจนสมบูรณ์ การได้มาอยู่แถบชานเมืองและเป็นพื้นที่ติดทะเลแบบนี้ ทำให้อั้มหางานทำจากการรับจ้างได้มากขึ้น ทั้งรับจ้างเฝ้าบ่อกุ้ง ดูแลบ่อปลา รับจ้างจับปู เก็บหอย ปลูกหอมหัวใหญ่ ตัดกระเทียม เป็นต้น ซึ่งเรียกได้ว่าทำทุกอย่างที่มีคนจ้าง และชาวไต้หวันในพื้นที่ที่ทำการประมงและการเกษตรที่นี่ดีกับเธอมาก ไม่เคยกดค่าแรง ไม่เคยเอารัดเอาเปรียบ และด้วยความขยันสู้งาน จึงทำให้เธอเป็นที่รักใคร่ของคนในแถบนี้ เมื่อมีงานอะไรเธอจึงมักได้รับการว่าจ้างอยู่เป็นประจำ ทำให้อั้มพอมีเงินเก็บและช่วยรุ้งดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้านได้อย่างสบาย ส่วนรุ้งหลังจากที่เธอได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ออกจากที่ทำงานเดิม มาทำงานกับเถ้าแก่ชาวประมงคนหนึ่ง ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะไปได้ด้วยดี แต่แล้วก็มีเหตุที่ทำให้รุ้งกับอั้มต้องมาประสบชะตากรรมร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งสาเหตุมาจากเถ้าแก่เจ้าของกิจการประมงคนนี้นั่นเอง วันเกิดเหตุเถ้าแก่ขอให้รุ้งเข้ามาช่วยงานในช่วงกลางคืน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเสร็จกี่โมง แต่ก็จำเป็นต้องมาช่วยเพราะเถ้าแก่ขอร้อง อั้มเป็นคนอาสาเพื่อมาส่งและมารับรุ้งกลับเมื่อเสร็จงาน แต่แล้วสิ่งที่รุ้งไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองในคืนนั้นคือ เธอได้ถูกนายจ้างพยายามขืนใจ ในณะที่เธอกำลังทำงานอยู่ในโกดังเก็บของ รุ้งพยายามต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดทุกวิถีทาง เรียกได้ว่าคว้าอะไรได้ก็คว้ามาฟาดเพื่อป้องกันตัวและหนีเอาตัวรอด ตัวเถ้าแก่เองก็ใช้ความรุนแรงกับเธอแต่เธอจำไม่ได้ว่าโดนอะไรบ้างเพราะตอนนั้นเธอตกใจกลัวเต็มที่และคิดเพียงอย่างเดียวคือต้องหนีเอาตัวรอดให้ได้ เดชะบุญ! ที่โชคยังเข้าข้างเธอเพราะในขณะที่วิ่งออกจากโกดังพร้อมกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือ อั้มซึ่งกำลังขับมอเตอร์ไซด์เพื่อมารับเธอเนื่องจากเห็นว่าดึกแล้วและนานผิดปกติ ทันทีที่เห็นสภาพรุ้งในตอนนั้นอั้มเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น อั้มวิ่งเข้าไปที่โกดังและเกิดการตะลุมบอลกันกับเถ้าแก่ รุ้งเองเริ่มได้สติร้องเรียกให้อั้มกลับมาและพาเธอหนีออกไปเพราะกลัวว่าเถ้าแก่อาจจะมีอาวุธ ซึ่งจะทำให้เรื่องบานปลายกันไปใหญ่ ทั้งสองคนจึงรีบออกมาจากที่นั่นและแวะจอดรถเพื่อตั้งสติที่ปั้มน้ำมันระหว่างทางก่อนถึงทางเข้าบ้าน ทั้งคู่สะบักสะบอมไปทั้งตัว อั้มมีแผลยาวที่แขนเลือดไหลแต่โชคดีแผลไม่ลึก ซึ่งเธอคาดว่าน่าจะโดนกระจกหรือเศษโลหะในโกดังบาด ส่วนรุ้งนั่งกอดอั้มร้องไห้หนัก อั้มก็ได้แต่นั่งปลอบและต่างคนต่างช่วยกันสำรวจสภาพร่างกาย ทั้งคู่นั่งอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่จนคลายความตกใจและพยายามคิดหาหนทางว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป บทสรุปของเหตุการณ์นี้คือตัวรุ้งเองไม่ต้องการให้บอกเรื่องนี้กับหงส์ เพราะเกรงว่าหากสามีเธอตัดสินใจทำอะไรลงไปจะกลายเป็นเรื่องใหญ่และคอบครัวจะไม่ปลอดภัย และเรื่องนี้รุ้งเองก็ไม่กล้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อเอาผิดกับนายจ้างและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเองได้ เพราะเธอรู้ดีว่าผลที่ตามมาอาจจะตกมาถึงอั้มซึ่งอยู่ในฐานะผู้พักอาศัยอย่างผิดกฎหมาย ผมได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้แล้วไม่รู้จะเรียกสภาวะแบบนี้ว่าอะไร มันเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ หากไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องตั้งแต่แรกมันสามารถส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาเชิงซ้อนตามมาได้อีกมาก จนในที่สุดอาจกลายเป็นปัญหาทางสังคมได้ เรื่องจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับผู้ย้ายถิ่นฐานทั้งสองชีวิตนี้แม้ว่าจะมีเหตุและผลของการเข้ามาอยู่อาศัยที่แตกต่างกัน แต่ทำให้ทั้งคู่ต้องมาประสบพบเจอกับเหตุการณ์ทั้งดีและร้ายไปด้วยกัน ความสวยงามเพียงอย่างเดียวที่ผมได้เห็นจากการมองผ่านทุกเรื่องราวของคนทั้งคู่ คือ “ความรัก” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “รักแท้” (Soul mate) ที่หาคำนิยามได้ยาก

ระยะเวลาได้ล่วงเลยต่อมาอีกหลายปีหลังจากเหตุการณ์เหล่านั้น ปัจจุบันชีวิตของทุกคนในครอบครัวนี้มีความสุขดี หงส์ทำงานและดูแลครอบครัวได้ดีขึ้นนับตั้งแต่ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ลูกทั้งสองโตขึ้นเป็นเด็กน่ารัก และเคยสอนภาษาจีนตามประสาเด็กให้กับผมในบางครั้งแลกกับการเรียนรู้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษจากผม เพราะครูสอนภาษาจีนเคยแนะนำผมว่าถ้าอยากเรียนรู้ภาษาจีนได้ไวให้ลองคุยกับเด็กและสังเกตสำเนียง สีหน้าและท่าทางจากตรงนั้น ซึ่งผมเห็นด้วยเลยทีเดียว พี่รุ้งได้หันมาทำธุรกิจเล็กๆ เป็นร้านขายของทอด อาหารทะเลทอด ในตลาดชุมชนชาวประมงใกล้บ้าน ทำให้เธอมีเวลาอยู่กับลูกๆ และดูแลบ้านมากขึ้น ได้ออกไปช่วยพี่อั้มทำงานรับจ้างบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนพี่อั้มต้องเสียทั้งเงินค่าปรับและเสียเวลาเดินเรื่องเอกสารอยู่นานกว่าจะกลายเป็นแรงงานถูกกฏหมาย เธอเล่าให้ฟังเช่นนั้น ประสบการณ์ทั้งหมดทำให้เธอทั้งคู่ได้มานั่งทบทวนและมองไปถึงอนาคต โดยเฉพาะรุ้งซึ่งเธอยังมีลูกๆ ที่กำลังโตขึ้นอีกสองคน การพลาดโอกาสและการถูกจำกัดสิทธิบางประการในฐานะผู้ย้ายถิ่นฐานเช่นเธอ ทำให้เธอเป็นห่วงอนาคตของลูก เธอจึงตัดสินใจดำเนินเรื่องเพื่อเปลี่ยนสัญชาติ และเธอก็ทำสำเร็จ

“หัวใจ” ต้องการเพียงแค่สิ่งที่มันต้องการโดยไม่สนใจตรรกะใดๆ แต่ “ความรัก” จะนำพาให้หัวใจคิดและปรารถนาให้เกิดสิ่งดีๆ เสมอ โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก ผมจึงขออนุญาตเธอทั้งคู่เพื่อถ่ายทอดและแบ่งปันเรื่องราวที่ผมให้ชื่อว่า “รักแท้” เรื่องนี้สู่สังคม อย่างน้อยมันอาจจะทำให้อีกหลายคนได้เข้าใจวิถีชีวิตของผู้ย้ายถิ่นฐานมากขึ้น เมื่อมองจากอีกแง่มุมหนึ่งที่มีจุดเริ่มต้นจาก “ความรัก”


📝 คอมเม้น 評語|Tang Moonchinda

ผู้เขียนเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัย แต่สนใจชีวิตของแรงงานไทยหรือคนไทยที่ลงหลักปักฐานที่ไต้หวัน ทั้งถูกและผิดกฎหมาย พยายามถ่ายทอดปัญหาของแรงงานไทยต้องเผชิญ ในขณะเดียวกันก็ตีความคำว่า รักแท้ (soul mate) ในแบบที่ไม่เป็นไปตามขนบที่ผู้อ่านคุ้นเคย

อ่านแล้วรู้สึกว่าเปิดหูเปิดตาสภาพความเป็นไปในสังคมไต้หวัน ที่สัมพันธ์กับคนไทย ทั้งที่เป็นแรงงานและนักศึกษาได้มากกว่าชิ้นอื่นๆ