เส้นทางชีวิต

🇹🇭 2020 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 泰文初選 🇹🇭

📜 เส้นทางชีวิต
👤 อรพรรณ แก้วสม

ฉันเป็นเด็กชาวนาชนบท อาศัยอยู่บ้านยายตั้งแต่เล็กจนโต หลังจากเรียนจบมอปลาย พ่อแม่ของฉันไม่มีกำลังส่งให้ฉันเรียนต่อมหาลัย เพราะยังมีน้องๆอีก 5 คนที่กำลังโตตามกันมา ฉันจึงตัดสินใจมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพ ทำงานส่งเสียตัวเองเรียน

ตั้งแต่ฉันจำความได้บ้านเรายากจนมาก ฉันเห็นพ่อและแม่ทำงานหนักมาตลอด แต่ก็ไม่เคยเห็นท่านได้อยู่สุขสบายมีเงินพอใช้เลยสักครั้ง ฉันรู้จักคำว่า”หนี้”ตั้งแต่ยังไม่เข้าใจความหมายของมันด้วยซ้ำ เพราะบ้านเรามีหนี้สินตลอดไม่เคยขาด ตอนฉันยังเด็กไม่รู้ว่าหนี้สินนั้นมาจากอะไร รู้แค่มันไม่จบสิ้นซักที พอโตขึ้นถึงได้รู้ว่าเป็นหนี้สินสะสมจากการทำนาของพ่อแม่ เพราะบางปีทำนาก็แล้งบ้าง น้ำท่วมบ้าง ลงทุนลงแรงกับการทำนาไปตั้งเยอะ แต่ก็ไม่เคยได้ผลผลิตตามที่ต้องการเลยสักปี กระนั้นท่านก็ยังฝืนทำนามาเรื่อยๆ

ฉันคิดว่าพ่อกับแม่ขาดความรู้ในการบริหารจัดการและการเงิน กอปรกับการที่ท่านก็ไม่ได้มีความรู้หรือทักษะอาชีพใดๆอื่น จึงประกอบอาชีพทำนาและรับจ้างอยู่อย่างนั้น หนี้จึงสะสมมาเรื่อยๆจนกลายป็นเงินจำนวนนับแสน ทำให้การเงินเป็นปัญหาในครอบครัว ป้าของฉันจึงต้องเป็นคนคอยซับพอร์ตครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงค่าใช้จ่ายของฉันกับน้องๆก็มีส่วนช่วยเหลือจากป้าด้วย แม่ก็เป็นหนี้ป้าอยู่ไม่น้อย ทำให้พ่อ แม่ และยาย ต่างเกรงใจป้ากันเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นความสัมพันธ์กับป้าก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะป้าค่อนข้างปากร้าย เผด็จการ และไม่ค่อยฟังใคร ซึ่งความสัมพันธ์แบบนี้มันทำให้อึดอัดใจเสียนี่กระไร

ฉันเฝ้าบอกตัวเองเสมอว่า ”ฉันจะต้องทำให้ชีวิตตัวเองและครอบครัวดีขึ้นให้ได้” จึงเลือกเรียนต่อมหาลัย แม้พ่อกับแม่อยากให้ทำงานก็ตาม

แต่อนิจจา ชีวิตมักมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเสมอ ฉันเรียนได้แค่ 2 ปี ก็เกิดตั้งท้องและพ่อของลูกไม่รับผิดชอบใดๆ ฉันต้องหยุดเรียน กลับไปคลอดลูกที่บ้านนอก หลังจากนั้น 3 เดือนฉันฝากลูกไว้กับแม่ที่ต่างจังหวัดและไปทำงานโรงงานกับญาติ ด้วยการศึกษาวุฒิมอปลาย ไม่มีทักษะการทำงานที่เก่งพอจะหางานที่เงินเดือนสูงๆก็เป็นเรื่องยาก ได้แต่บอกตัวเองว่าอดทนทำงานหนัก ประหยัดมัธยัสถ์ ชีวิตคงดีขึ้นในสักวัน

หลังจากทำงานอย่างหนักได้ปีกว่า รู้สึกมันช่างคับในอกในใจ ทำงานเหนื่อยขนาดนี้ ประหยัดอดออมเป็นอย่างมาก เงินก็ยังแทบไม่พอใช้ เดือนไม่ชนเดือน เพราะที่บ้านก็มีทั้งภาระและหนี้สินมากมายเหลือล้น หลายครั้งรู้สึกท้อแท้ในโชคชะตาของความจน อยากจะหลบหนีไปให้พ้นแต่ก็ไม่รู้หนทางไป

วันหนึ่งฉันได้รับโทรศัพท์จากป้า ซึ่งตอนนั้นทำงานอยู่ประเทศมาเลเซีย บอกกึ่งบังคับให้ฉันไปไปทำงานกับ’พี่มีนา’ ญาติของฉันที่ทำงานอยู่ประเทศมาเลเซีย ป้าไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับงานเลย บอกแค่พอไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง ด้วยความที่ฉันอยากรู้จึงถามพี่มีนา ได้ความว่า ป้าของฉันทำงานที่ร้านนวดแผนไทย แต่พี่มีนาทำงาน “ขายบริการ!”

ฉันทั้งโกรธทั้งไม่พอใจป้า อยู่ๆนึกอยากจะให้ฉันไปทำอะไรก็สั่งมา ไม่ถามความคิดเห็นฉันซักคำ แต่ก็ได้แค่เก็บอารมณ์ไว้ และปฏิเสธป้าไป

หลังจากนั้น 3 เดือน ป้าโทรหาฉันอีกครั้ง บอกให้ฉันไปช่วยแกทำงานแคชเชียร์ในร้านนวด ซึ่งเป็นร้านของแฟนป้าที่เปิดใหม่ ยังไม่มีคนทำงาน ป้าว่าอาจจะได้ทำงานนวดบ้างหากพนักงานไม่พอ ฉันปฏิเสธ เพราะยังเคืองป้าอยู่ แต่แม่ก็คะยั้นคะยอปนบังคับให้ไปช่วยป้าทำงาน ทั้งบอกฉันว่าป้าเคยช่วยเหลือครอบครัวหลายครั้ง จะไปทำงานช่วยป้าหน่อยไม่ได้เชียวหรือ ฉันจึงต้องตกลงไปอย่างเสียไม่ได้ คิดเสียว่าอย่างน้อยๆเงินเดือนก็ดีกว่าทำงานโรงงานตอนนี้ ถึงจะหวั่นๆบ้างกับการไปทำงานต่างประเทศครั้งแรก แต่ก็หวังว่าอาจจะพอได้เก็บเงินใช้หนี้ในครอบครัวได้บ้าง

พอมาถึงประเทศมาเลเซีย ฉันจึงได้กระจ่างว่างานคือ ’งานนวดที่มากกว่านวด!’ (แต่ไม่ใช่การขายบริการ) มันคืองาน “ผิดกฏหมาย!!”

ฉันอึ้ง ตกใจ และงงงวย ไม่เคยรู้มาก่อนว่าในโลกนี้มีงานแบบนี้อยู่ รู้สึกเจ็บแปล๊บที่หัวสมองและหัวใจ “ป้าแท้ๆของฉันตั้งใจหลอกฉันมาเพื่อทำงานนี้” งานแคชเชียร์ที่บอกไว้เป็นแค่ข้ออ้างให้ฉันมาที่มาเลเซียเท่านั้น! ความรู้สึกหลายอย่างปะทะเข้ามาพร้อมๆกันจนอธิบายไม่ถูก… ‘วิ่งหนีไปเลยดีมั้ย’ ‘วิ่งไปทางไหน’ ‘จะหนีไปแบบไหน’ ‘หนีไปยังไง’ ‘ฉันจะทำยังไงดี’ คำถามมากมายตีกันอยู่ในหัว พอๆกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด ทั้งโกรธ ทั้งโมโห ทั้งผิดหวัง เสียใจ ทำไมป้าถึงหลอกกัน แต่ถึงกระนั้นอีกใจนึงก็เกิดความรู้สึกสงสารและเศร้าใจต่อป้า นี่ป้าทำงานแบบนี้มาตลอดหลายปีเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวงั้นหรือ…

มันช่างไร้ทางเลือก เมื่ออยู่ในถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ฉันใช้เวลาทำใจเป็นอาทิตย์ กว่าจะยอมรับกรรมทำงานได้ คิดแล้วรู้สึกอนาถใจกับตัวเอง ’นี่น่ะหรือ หนทางของคนจน’ ได้แต่ย้ำตัวเองให้ขยันและอดทนรีบใช้หนี้ให้หมดอหวังจะผ่านพ้นช่วงชีวิตแบบนี้ไปได้เร็ววัน

การทำงานคือเริ่ม 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงคืน ร้านเป็นตึกแถว 2 ชั้น ร้านอยู่ชั้นสอง ภายในร้านจะแยกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นห้องนอนพนักงาน นอนรวมกันทั้งหมด และมีห้องครัวเล็กๆ มีห้องน้ำพนักงานต่างหาก อีกฝั่งเป็นห้องนวด มีประมาณ 8 ห้อง โดยมีผ้าม่านกั้นเป็นห้องๆ เพื่อนร่วมงานมีอยู่สิบกว่าคน เป็นคนไทยทั้งหมด ไม่มีเงินเดือน ได้เงินตามชั่วโมงทำงาน ที่พัก ข้าวสาร น้ำมัน ค่าน้ำ-ค่าไฟฟรี

ถึงจะบอกตัวเองว่าไหนๆก็ทำงานแล้ว ต้องทำให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ลึกในใจฉันก็ไม่เคยชอบงานที่ทำอยู่เลยสักวัน ทั้งเจอเพื่อนร่วมงานบางคนขโมยของ-เงิน, เจอลูกค้าไม่ดีบ้าง ขี้โกง เอาเปรียบ ถึงอย่างั้นก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เวลาออกไปนอกร้านแต่ละที ต้องคอยหลบและระวังตำรวจอยู่เสมอๆ ยามป่วยหายากินเอง แต่ที่หนักสุดคือครั้งนึงมีกลุ่มคน มาปล้นที่ร้าน และทำร้ายร่างกายพนักงาน ถึงจะสร้างความเสียหายให้พวกเรามากขนาดไหน แต่คนครึ่งผีอย่างเราไม่สามารถแจ้งความหรือเรียกร้องอะไรได้เลย

ส่วนมากพวกเราไม่ค่อยได้ออกไปไหน ไม่รู้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวของมาเลเซียคือที่ไหน เรื่องเล็กน้อยที่ฉันรู้มีแค่ ประเทศนี้มีคนหลายเชื้อชาติ และมีแรงงานต่างชาติหลายประเทศมาทำงานค่อนข้างเยอะ การขนส่งและการเดินทางครอบคลุมและสะดวกกว่าที่ไทย เท่าที่ฉันเจอผู้คนค่อนข้างอัธยาศัยดี ยิ้มแย้ม แลดูเป็นมิตรกว่าที่คิดไว้ และมีต้นไม้เยอะมาก ทั้งในตัวเมืองหรือตามถนนใหญ่ก็รายล้อมไปด้วยต้นไม้ สภาพอากาศก็คล้ายกับที่ไทย ต่างกันที่มาเลเซียไม่มีฤดูหนาว

แต่ละวันทำงานของฉัน เป็นไปอย่างเชื่องช้า ใจฉันอยู่ไม่เคยสุข อยากเร่งให้แต่ละวันผ่านไปเร็วๆ สิ่งเดียวที่พอจะทำให้หัวใจเฉาๆของฉันของฉันชุ่มชื้นขึ้นมาบ้างคือ คนในครอบครัวได้กินอยู่สบายกว่าเก่า ไม่ต้องคิดหน้าพะวงหลังว่าจะหาเงินมาใช้หนี้หรือใช้ดอกทันไหม น้องๆไม่ต้องอดๆอยากๆเหมือนตัวฉันเองสมัยก่อน

ฉันประหยัดมาก จะกินจะซื้ออะไรคิดแล้วคิดอีก เงินเดือนออกเท่าไหร่ส่งกลับบ้านเกือบทั้งหมด หวังว่าจะได้หมดหนี้สินและมีอิสระในเร็ววัน ในที่สุดก็ปลดหนี้หมดได้ใน 2 ปีแรก และคอยย้ำกับแม่เสมอ ไม่ให้กู้ยืมหนี้มาใหม่ เพราะทุกๆเดือนฉันมั่นใจว่าส่งเงินกลับบ้านเหลือใช้แน่นอน

ฉันแพลนไว้ว่าจะรีบเก็บเงินซักก้อนแล้วกลับไปอยู่ที่ไทย แต่ชีวิตมักไม่ราบรื่นอย่างที่หวัง ตัวฉันถึงจะมีประสบการณ์การทำงานมาบ้าง แต่ก็เหมือนเพิ่งออกมาสู่โลกกว้าง ด้วยความคิดความอ่านของฉันยังอ่อนต่อโลกมาก ทางบ้านขอเงินเพิ่มเท่าไหร่ เอาไปทำอะไร ฉันให้หมด โดยที่ไม่เคยคิดสืบเสาะว่าเงินเหล่านั้นคนทางบ้านเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง ไม่ใช่เพราะว่าฉันสามารถหาเงินได้เยอะ หรือหาเงินง่ายขนาดนั้น แต่เพราะฉันอยากให้ทุกคนได้กินดี อยู่สุขสบาย ไม่ต้องทนลำบากเหมือนเมื่อก่อน ถึงฉันต้องทำงานเพิ่มอีกซักหน่อยก็ถือว่าคุ้มสำหรับฉัน

เข้าปีที่ 4 ของการทำงานต่างแดน ถึงหนี้จะหมดไปแล้ว แต่ค่าใช้จ่ายทางบ้านก็สูงขึ้นมาก พ่อกับแม่ทะเลาะกัน พ่อหนีกลับไปอยู่บ้านเกิดของตัวเอง กลายเป็นคนติดเหล้า ไม่ได้ทำงาน ทำให้ฉันต้องส่งเงินเดือนให้พ่ออีกทาง และฉันเริ่มส่งเงินให้ทางบ้านไม่ไหว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ฉันไม่ลงรอยกับคนในครอบครัวเพราะเรื่องเงินๆทองๆ ทุกครั้งที่ฉันโทรคุยกับลูก ลูกมักจะบอกให้ฉันส่งเงินกลับบ้านเยอะๆ ทั้งๆที่ลูกยังไม่รู้ว่าเงินคือะไรด้วยซ้ำไป นั่นทำให้ฉันระทมในใจเป็นอย่างมาก

ฉันเครียดและไม่มีความสุขกับชีวิต ที่บ้านใช้เงินกันเยอะมากขึ้น ส่งเงินให้เท่าไหร่ก็ไม่พอ จนฉันได้มารู้ว่าแม่ไป”กู้หนี้ก้อนใหม่” ซึ่งรอบนี้จำนวนมากกว่าคราวที่แล้วถึงเท่าตัว!! พอถามถึงเหตุผล แม่บอกว่าเงินที่ฉันส่งให้ไม่พอใช้ จึงต้องไปกู้เงินมาใช้จ่ายเพิ่ม ฉันรู้สึกสะเทือนไปทั้งตัวและใจ จึงกลับบ้านในรอบสองปีเพื่อไปหาคำตอบด้วยตัวเอง

พอถึงบ้าน ก็ทำให้ฉันกระจ่างแจ้ง ที่บ้านใช้เงินกันสุรุ่ยสุร่าย ของเต็มบ้าน ส่วนมากเป็นของซื้อมาไว้โชว์ พากันอยากได้อะไรก็ซื้อ กิน-ใช้ทิ้งๆขว้างๆ เข้าเมืองไปเที่ยวทุกอาทิตย์ เลี้ยงเพื่อนฝูงอยู่เป็นประจำ น้องสาวของฉันไปเรียนในเมืองก็ใช้ชีวิตติดหรู กินอยู่อย่างกับเกิดมาในครอบครัวคนรวยก็ไม่ปาน

ฉันไม่เคยหวงเงินกับคนในครอบครัวเลย อยากกินอยากซื้ออะไรไม่เคยว่า หากมันไม่เกินความพอดีไปนัก แต่สิ่งที่เห็นมันเกินความจำเป็นไปมากสำหรับคนฐานะอย่างเรา

ฉันเศร้าใจมาก ผิดหวังและน้อยใจ ที่ต้องฝืนทำงานที่ไม่อยากทำ อยู่ไกลบ้าน ไกลลูก สุดท้ายความพยายามของฉัน “ติดลบ” คนที่บ้านไม่รู้คุณค่าของเงิน ครอบครัวตอนนี้คือ “จนเหมือนเดิม ติดหนี้มากกว่าเดิม”ซ้ำร้าย“ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวแย่กว่าเดิม”

แต่หากคิดย้อนกลับไป คนผิดก็คงเป็น“ฉันเอง” ที่คิดน้อยไป ฉันคาดหวังอยู่ฝ่ายเดียวว่าทุกคนก็คงรู้และรับผิดชอบทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเหมาะสม ความเชื่อใจและไว้ใจมันทำให้ฉันไม่เคยฉุกคิดอะไรเลย

ฉันกลับมาทำงานด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยว ได้แต่บอกทุกคนปรับพฤติกรรมการใช้เงิน เพราะใช่ว่าจะหาเงินได้มากขนาดใช้ยังไงก็ไม่หมด งานที่ทำก็ไม่มีความมั่นคงเลยซักนิด แต่คำพูดของฉันไม่ได้มีความหมายอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม ฉันไม่ได้ส่งเงินให้มากตามขอ ก็ไปหยิบยืมจากคนอื่นมาใช้ก่อน พอครบเดือนฉันส่งเงินให้ก็เอาใช้หนี้ พอเงินไม่พอใช้ก็ไปยืมมาใหม่ วนอยู่อย่างนั้น ฉันเหนื่อยและท้อเต็มที อะไรที่ทำไปยิ่งทำยิ่งไม่เห็นทางออก อยากกลับไปอยู่กับลูก แต่ก็ยังมีภาระค้ำคออีกมากมาย เหมือนปลายทางของฉันมันเริ่มจะไกลออกไปกว่าเดิม…

จุดเปลี่ยนของฉันมาถึง เมื่อ “ฉันโดนตำรวจจับ!”พนักงานในร้านทั้งหมดสิบกว่าคนถูกนำตัวไปโรงพักและ ”ขังคุก”

ต้องเปลี่ยนใส่’ชุดนักโทษ’ ถูกแยกอยู่ในห้องขังห้องละ 7 คน ภายในเป็นห้องพื้นซีเมนต์โล่งเล็กๆ ไม่มีห้องน้ำ มีแค่ส้วมซึมที่มีซีเมนต์กั้นบังด้านหน้าไว้แค่ระดับเข่าเท่านั้น ซ้ำร้ายฉันยังเป็นประจำเดือน ผ้าอนามัยเขาให้แค่วันละชิ้น ทำให้กางเกงเลอะ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไป และไม่เคยได้เปลี่ยนเลย เรื่องอาบน้ำไม่ต้องพูดถึง อาบไม่ได้ และไม่มีชุดให้เปลี่ยน

มีข้าวให้กินวันละสามมื้อ ห่อใส่ถุงพลาสติกพร้อมราดกับข้าวมาให้ ไม่มีช้อน หากมีปลาก็เป็นปลาตัวเล็กครึ่งตัว ส่วนรสชาติ บอกได้คำเดียวว่าถ้าไม่หิวก็คงไม่มีใครกิน

ตั้งแต่อยู่ในห้องขังฉันแทบไม่ได้นอนเลย ด้วยพื้นที่ค่อนข้างเล็ก พื้นแข็งและเย็น แค่นั่งอยู่ทั้งวันก็ปวดหลังปวดก้นมาก ฉันมักจะมองไปที่ช่องระบายอากาศ เพราะนั่นคือทางเดียวที่สามารถรับรู้ได้ว่ามีอากาศด้านนอกผ่านเข้ามาข้างใน และพอจะเดาได้ว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน บางวันมีเพื่อนร่วมทุกข์ใหม่เข้ามา มีทั้งคนไทยและคนชาติอื่น ส่วนใหญ่ทำงานผับ บาร์ คาราโอเกะ และขายบริการ ที่ทำให้หดหู่ใจคือ บ้างมาทำงานเป็นครอบครัว แม่-ลูก/พี่สาว-น้องสาว บางคนกำลังอุ้มท้องก็มี บ้างอายุ 40 -50 กว่า ทำงานสายนี้มาเป็นสิบๆปี เปลี่ยนที่ทำงานหลายที่ บ้างเปลี่ยนประเทศเดินทางไปเรื่อย สังคมการทำงานที่ฉันเห็น หลายคนชอบเที่ยวผับบาร์ ติดเหล้า ติดการพนัน บางคนพอหาเงินได้เยอะก็ใช้จ่ายต่างๆอย่างฟุ่มเฟือย แทบไม่เห็นคนที่เก็บเงินอย่างจริงจังโดยไม่ไขว้เขวไปทางอื่น หรือนำเงินมาลงทุนสร้างอนาคตเลย ที่น่าเศร้าคือ ยังมีคนอีกมากมายที่เดินเส้นทางนี้ ทั้งที่เลือกเองหรือไม่ได้เลือกเองก็ดี แต่ที่น่าเศร้ายิ่งกว่า คือหลายๆคนเคยคิดที่จะเลิกเส้นทางสายนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาทำอีกอยู่ดี เพราะไม่รู้จะไปทำงานอะไรที่รายได้เท่าเดิม ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยทางครอบครัว หรือความคุ้นชินกับรายได้และไลฟ์สไตล์ก็ดี น้อยคนนักที่จะออกจากวนเวียนเส้นทางนี้ได้…

ในห้องขัง เพื่อนร่วมทุกข์แต่ละคน ต่างอยู่ในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ ฉันก็เหมือนกัน เรื่องราวและคำถามมากมายวิ่งวนในหัว คิดย้อนกลับไป อะไรกันหนอนำพาให้ฉันมาอยู่จุดนี้ หากฉันแน่วแน่กว่านี้สักนิด ตั้งใจเรียนให้จบมหาลัย ชีวิตฉันจะดีกว่าวันนี้ไหม ฉันเห็นพ่อแม่ลำบาก ทำงานตามกำลังที่คนเรียนจบปอสี่จะทำได้ เพราะไม่ได้มีความรู้อะไรมาก ทั้งมีลูกตอนอายุน้อย รู้จักหาเงิน แต่ไม่รู้จักบริหารเงิน งาน และชีวิต ทำให้ท่านทั้งสองต้องลำบากเรื่อยมา แล้วตัวฉันเล่า ตัวอย่างก็มีให้เห็น แต่ก็ยังทำผิดซ้ำรอยเดิม พอตัดสินใจทำอะไรเพื่อให้ชีวิตจะดีขึ้นมาหน่อย ผลที่ได้กลับสวนทางกับที่วาดหวังไว้ ฉันจึงตระหนักได้ว่า ฉันกำลังใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมาย ไม่มีอนาคต ฉันเชื่อเสมอว่าฉันทำในสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องและควรทำเพื่อครอบครัว แต่ครอบครัวฉันไม่ได้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น การหาเงินได้เยอะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ถ้าฉันยังทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ความฝันที่จะทำให้ครอบครัวและลูกฉันก็จะไม่มีวันดีกว่าเดิม คงวนเวียนอยู่แบบนี้ไม่จบสิ้นเป็นแน่ จึงบอกตัวเองว่าถึงเวลา”พอ” และต้องเปลี่ยนแปลง

ในที่สุดฉันได้ออกจากห้องขัง ถึงจะอยู่ในนั้นไม่นานนัก แต่มันก็นานพอที่จะทำให้ฉันคิดอะไรได้มากมาย ฉันตัดสินใจ”เลิก”ทำงานทันที กลับไทยและไม่กลับมาทำงานผิดกฏหมายแบบนี้อีก ตั้งปณิธานกับตัวเองหากจะไปทำงานต่างประเทศ จะต้องเป็นงานถูกกฏหมายเท่านั้น

การไปทำงานต่างประเทศของฉัน แม้ไม่ราบรื่น ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ฉันหวังไว้ แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้ฉัน ได้เห็นสังคมและโลกภายนอกกว้างขึ้นในมุมมองที่ต่างจากแต่ก่อน ฉันได้เรียนรู้ว่า “ความคิด และการจัดการ” สำคัญกว่าการหาเงินได้มากๆ ฉันเปลี่ยนความเชื่อฝังหัวเดิมๆ “แม้เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเส้นทางชีวิตได้” “มีเงินกับมีความสุขเป็นคนละเรื่องกัน” “เงินคือกระดาษที่คมมาก หากไม่ระวังก็สามารถตัดขาดได้แม้กระทั่งคนในครอบครัว,เพื่อนฝูง,หรือคนรักได้” ทุกๆการกระทำของเราล้วนส่งผลต่อคนรอบตัวทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

ปัจจุบันแม้ฉันจะไม่มีรายได้มากเท่าแต่ก่อน แต่สุขใจกว่ามาก ครอบครัวฉันปรับตัวและเข้าใจกันมากขึ้น ถึงวันนี้ฉันไม่ได้ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในชีวิต แต่ฉันเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผ่านมา จะทำให้ฉันฉลาดใช้ชีวิตมากขึ้น คิดรอบคอบยิ่งขึ้นในทุกๆการกระทำ ไม่ใช่แค่สำหรับตัวฉันเอง แต่เป็นครอบครัวที่เป็นรุ่นต่อจากฉัน ฉันจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่สร้างหรือผลักภาระไว้ข้างหลัง และจะพยายามแนะทางที่ดีให้น้องๆและลูกของฉันเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีกว่าฉัน…


📝 คอมเม้น 評語|Tang Moonchinda

เรื่อง dramatic ผ่านประสบการณ์ด้านร้ายกว่าเรื่องอื่นๆ แต่สะท้อนถึงการเกิดความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ ทัศนคติ จนถึงครอบครัวที่ไทยได้มากกว่า

ประทับใจการเขียน ซึ่งถ้าหากเป็นการบอกเล่าจากเรื่องจริงทีผู้เขียนผ่านประสบการณ์เองด้วยการศึกษาในระบบที่ไม่จบมหาวิทยาลัย ก็ถือว่าสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ดี กระชับ น่าติดตาม และค่อยๆ คลี่คลายเรื่อง รวมทั้งบุคคลที่เอ่ยถึงในเรื่องได้ดี